- หน้าแรก
- กำเนิดเทพเจ้าโบราณ
- บทที่ 199 ศึกตะลุมบอน
บทที่ 199 ศึกตะลุมบอน
บทที่ 199 ศึกตะลุมบอน
ก่อนที่คาลอยจะเปิดศึกกับเดธไนท์ที่เหลืออยู่ คงต้องขออธิบายเพิ่มเติมสักหน่อยว่า ทำไมผู้กลืนวิญญาณถึงตัดสินใจเปิดฉากโจมตีกลุ่มเดธไนท์ก่อน
ในสถานการณ์สามเส้าแบบนี้ ฝ่ายที่เริ่มลงมือก่อนมักจะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบและซวยที่สุดเสมอ ดังนั้นการจะทำแบบนั้นย่อมต้องมีเหตุผล และผู้กลืนวิญญาณก็ไม่ใช่คนโง่ การกระทำของเขาย่อมผ่านการคำนวณมาอย่างดีแล้ว
เมื่อมองจากเป้าหมายของทั้งสามฝ่าย เขารู้ดีว่าพวกเดธไนท์กับคาลอยน่าจะมีเรื่องบาดหมางกันอยู่ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากเขา พวกนั้นย่อมไม่กล้าลงมือกันเองอย่างผลีผลาม และทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเจตนาที่จะกำจัดเขาเหมือนกัน เมื่อมองจากจุดนี้แล้ว พวกเขามีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกัน
ส่วนเป้าหมายของผู้กลืนวิญญาณนั้น คือการกำจัดทุกฝ่ายให้สิ้นซาก! นอกจากนิสัยที่รักการฆ่าฟันเป็นทุนเดิมแล้ว มันยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง...
นั่นก็คือพลังของผู้กลืนวิญญาณในตอนนี้นั้นอ่อนแออย่างยิ่ง! อย่าลืมว่าเขาเพิ่งถูกผนึกมาหลายพันปี แถมยังหนีออกมาได้ในสภาพวิญญาณเท่านั้น ดังนั้น เขาจึงจำเป็นต้องฟื้นฟูพลังและร่างกายของตัวเองอย่างเร่งด่วนที่สุด
และผู้กลืนวิญญาณตนนี้ก็มีวิธีที่จะฟื้นฟูพลังและร่างกายได้อย่างรวดเร็ว... ซึ่งวิธีนั้นจำเป็นต้องใช้ "คนเป็น" มาสังเวย!
มันคือการใช้ม่านหมอกวิญญาณนั่นแหละ ดูดซับแก่นแท้แห่งชีวิตของคนเป็นมาบำรุงตัวเอง!
เมื่อวิธีนี้ได้ผล ผู้กลืนวิญญาณก็จะฟื้นฟูพลังได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อมีคนจำนวนมากพอที่ถูกดูดแก่นแท้แห่งชีวิตจนกลายเป็นศพแห้งกรัง เขาก็จะสามารถสร้างร่างกายเนื้อของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้!
เมื่อถึงตอนนั้น พลังของเขาก็จะฟื้นฟูได้ประมาณห้าส่วน และทุกคนในที่นี้ก็จะถูกเขาบดขยี้ให้กลายเป็นผุยผงได้เพียงแค่กระดิกเท้า!
เมื่อพิจารณาจากมุมของผู้กลืนวิญญาณแล้ว การลงมือกับกลุ่มเดธไนท์ก่อนย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เพราะพวกนั้นมีจำนวนคนเยอะกว่า ทำให้ดูดซับแก่นแท้แห่งชีวิตได้ง่ายกว่าเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะตอนที่ปะทะกับคาลอยก่อนหน้านี้ เขาพบว่าไอ้เด็กแสงศักดิ์สิทธิ์นั่นมันก็เหมือนเต่าในกระดอง ยากที่จะทลายการป้องกันของมันได้จริงๆ... ก็อย่างที่ว่ากันไป ในด้านการป้องกันแล้ว พลังศักดิ์สิทธิ์มีข้อได้เปรียบกว่าพลังแห่งเงาอยู่มาก
เมื่อรวมสองเหตุผลนี้เข้าด้วยกัน ผู้กลืนวิญญาณจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือกับกลุ่มเดธไนท์ก่อน และเขาก็คิดว่าหลังจากที่ดูดซับพลังมาได้มากพอแล้ว การจะหันกลับมาจัดการกับอีกสองฝ่ายที่เหลือก็เป็นเรื่องง่ายๆ ซึ่งนั่นจะทำให้เป้าหมายสูงสุดของเขาสำเร็จลุล่วง... นั่นคือการกำจัดทุกคนให้สิ้นซาก!
ทว่า... แม้ผู้กลืนวิญญาณจะคำนวณมาอย่างดี คาลอยกลับไม่ยอมให้มันเป็นไปตามแผน เขาจึงตะโกนแนะนำเหล่าเนโครแมนเซอร์ไป ซึ่งนั่นก็สร้างความโกรธเกรี้ยวให้กับผู้กลืนวิญญาณอย่างมาก แต่ในขณะนั้นการโจมตีพวกเดธไนท์สำคัญกว่า มันจึงยังทำอะไรคาลอยไม่ได้
แต่ที่มันคาดไม่ถึงก็คือ... ไอ้เจ้าเด็กที่มันเกลียดขี้หน้านักหนา กลับพุ่งเข้าใส่เดธไนท์ที่เหลืออยู่ซะอย่างนั้น!
หากคาลอยไม่เข้าไปขวาง หรือคาลอยร่วมมือกับเดธไนท์พวกนั้นมาโจมตีเขา สถานการณ์ของเขาก็คงจะลำบากกว่านี้มาก ผู้กลืนวิญญาณถอนหายใจอย่างโล่งอกชั่วคราว ก่อนจะหันไปทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อจัดการกับเดธไนท์อีกกลุ่ม
การต่อสู้ของทั้งสองฝั่ง... ฝั่งหนึ่งค่อนข้างจะหยุดนิ่ง อีกฝั่งหนึ่งกลับต่อสู้กันอย่างดุเดือด... แต่ระดับความอันตรายของทั้งสองฝั่งนั้นสูงลิ่วพอๆ กัน
ไม่ต้องพูดถึงฝั่งผู้กลืนวิญญาณ... ตัดภาพมาที่คาลอยซึ่งพามาทิลด้าพุ่งเข้าไป สกัดเดธไนท์สามสี่คนที่เหลือไว้ได้ในพริบตา
ด้วยพลังระดับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงของเขา บวกกับจอมเวทระดับกลางขั้นปลายอย่างมาทิลด้า การจะจัดการกับเจ้าพวกนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่ายดาย
พวกเดธไนท์ใช้ดาบรูนในการร่ายเวทมนตร์เป็นหลัก แม้ว่าเวทมนตร์ของพวกเขาจะทรงพลัง แต่ในเมื่อคาลอยมีประสบการณ์รับมือมาแล้ว พวกเขาก็ยากที่จะทำอันตรายคาลอยได้อีก
การต่อสู้อันดุเดือดระหว่างแสงและเงาได้เปิดฉากขึ้น! ฝั่งหนึ่ง อักขระรูนบนดาบส่องประกาย "เกลียวมรณะ" (Death Coil) แสดงพลังอันน่าเกรงขาม "คมมีดแห่งเงา" (Shadow Blade) ก็จู่โจมอย่างคาดไม่ถึง
ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง ดาบวิญญาณมายาในมือก็วาดวงแหวนแสงดาบออกมาซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ วงแล้ววงเล่า เชื่อมต่อกันราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ยากที่ใครจะป้องกันได้!
เวทมนตร์และทักษะมากมายของเหล่าเดธไนท์ถูกคาลอยสลายไปอย่างง่ายดาย เขาเพียงคนเดียวก็สามารถรั้งเดธไนท์พวกนี้ไว้ได้ทั้งหมด จนไม่สามารถขยับไปไหนได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว
และนี่ไม่ใช่การต่อสู้ของคาลอยเพียงคนเดียว! มาทิลด้าที่อยู่ไม่ไกล เริ่มร่ายเวทมนตร์อย่างอิสระโดยไม่มีใครขัดขวาง เดี๋ยวก็เป็น "กระสุนเวท" (Arcane Missile) ที่สาดแสงระยิบระยับ เดี๋ยวก็เป็น "ลูกไฟ" (Fireball) ร้อนๆ ที่เพิ่งออกจากเตา แสงแห่งเวทมนตร์นั้นช่างงดงามตระการตา... แต่ภายใต้ความงดงามนั้นกลับซ่อนเร้นไว้ซึ่งจิตสังหารอันไร้ที่สิ้นสุด!
แค่รับมือกับคาลอยคนเดียวก็แทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว นี่ยังมีเวทมนตร์อันทรงพลังของมาทิลด้าซัดเข้ามาอีก!
ใช้เวลาไม่นานนัก... เดธไนท์สองสามคนนั้น ก็ไม่เหลือความเป็น "อัศวิน" อีกต่อไป... พวกเขาเหลือเพียงแค่ "ความตาย" เท่านั้น
มาทิลด้าเดินเข้ามาใช้ไฟเผาร่างของพวกเขาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่เหลือโอกาสให้ได้เกิดใหม่แม้แต่น้อย
หลังจากนั้น ทั้งสองก็เริ่ม "นั่งบนภูดูเสือกัดกัน" เพื่อรอคอยจังหวะที่เหมาะสม
ในตอนนี้ ทั้งฝ่ายผู้กลืนวิญญาณและฝ่ายเดธไนท์ต่างก็รู้สึกว่าสถานการณ์มันไม่ค่อยจะดีแล้ว
ฝั่งผู้กลืนวิญญาณยังพอว่า เพราะด้วยพลังดั้งเดิมของมันที่แข็งแกร่ง จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก อีกทั้งร่างกายที่เป็นวิญญาณของมัน การโจมตีทางกายภาพทั้งหมดล้วนไร้ผล ส่วนการโจมตีด้วยเวทมนตร์ก็จะถูกลดทอนความเสียหายลงอย่างมาก พูดกันตามตรงแล้ว ในที่แห่งนี้คนเดียวที่คุกคามมันได้จริงๆ ก็มีแค่คาลอยเท่านั้นแหละ
ด้วยความสามารถของคนในที่นี้ พลังเดียวที่สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงต่อร่างกายวิญญาณของมันได้ ก็คือพลังศักดิ์สิทธิ์ของคาลอย ในโลกใบนี้ก็มีเรื่องของพลังที่ข่มกันอยู่ ถึงแม้ว่าภายใต้พลังที่ห่างชั้นกันอย่างสุดขั้ว การข่มกันของพลังจะเป็นแค่เรื่องไร้สาระ แต่ในการต่อสู้จริงๆ จะมีสักกี่ครั้งกันเชียวที่ฝ่ายหนึ่งมีพลังเหนือกว่าอย่างเด็ดขาด? ดังนั้น โดยทั่วไปแล้วพวกวิญญาณมักจะกลัวนักบวชเป็นที่สุด ซึ่งนี่ก็เป็นผลมาจากการข่มกันของพลังนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ ผู้กลืนวิญญาณจึงคอยจับตาดูคาลอยอยู่ตลอดเวลา พอเห็นอีกฝ่ายทำท่าสบายๆ ชิลๆ เขาก็แทบจะเก็บความสุขุมที่บ่มเพาะมาหลายพันปีไว้ไม่อยู่ อยากจะคลั่งขึ้นมาซะเดี๋ยวนั้น!
‘ต้องรีบจัดการเจ้าพวกนี้ แล้วค่อยไปทุ่มกำลังทั้งหมดจัดการไอ้เด็กแสงสว่างนั่น!’
‘เอ๊ะ... ว่าแต่... ทำไมเจ้าเด็กนั่นถึงไม่ฉวยโอกาสนี้มาโจมตีข้าล่ะ?’
ผู้กลืนวิญญาณครุ่นคิด... แล้วเขาก็เข้าใจในที่สุด! ‘เจ้าเด็กนั่นต้องรอให้พวกเราทั้งสองฝ่ายสู้กันจนหมดแรงแน่ๆ! อย่างน้อยที่สุด มันก็ต้องการให้ข้าสูบพลังของเจ้าพวกวิญญาณแปดเปื้อนนี่ให้หมดก่อน เพราะพวกมันเองก็เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว... พอพวกนี้หมดสภาพแล้ว มันค่อยมาจัดการข้า ก็จะไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแทงข้างหลัง... แผนการร้ายกาจนัก! คิดว่าพวกเราโง่เง่าเต่าตุ่นกันหมดรึไง?’
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้กลืนวิญญาณก็พลันถอนพลังทั้งหมดของตนกลับมา แล้วมุดเข้าไปในกำแพงของห้องโถงในพริบตา!
คาลอยยังไม่ทันจะตั้งตัวด้วยซ้ำ วิญญาณตนนั้นก็จมหายเข้าไปในกำแพงอย่างไร้ร่องรอย
ผลลัพธ์แบบนี้มันเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป จนคาลอยเองก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อ
ความรู้สึกนี้... มันเหมือนกับตอนที่คุณกำลังอ่านหนังสือสนุกๆ แล้วเจอตอนจบที่ผู้เขียนเขียนแบบขอไปที... หรือเหมือนตอนที่กำลังกินข้าวอร่อยๆ แล้วดันเคี้ยวไปเจอกรวดอย่างจัง! มันน่าหงุดหงิดชะมัด!