- หน้าแรก
- กำเนิดเทพเจ้าโบราณ
- บทที่ 193 เอาตัวรอดในถิ่นอสรพิษ
บทที่ 193 เอาตัวรอดในถิ่นอสรพิษ
บทที่ 193 เอาตัวรอดในถิ่นอสรพิษ
หลังจากแปลงโฉมจนสมบูรณ์แบบแล้ว คาลอยและมาทิลด้าก็เริ่มภารกิจสอดแนมพื้นที่รอบๆ วงเวทของผู้ถูกเลือกแห่งเงา
และก็เป็นไปตามคาด ที่นี่ไม่มีธงของหลายกองทัพปะปนกัน มีเพียงธงสัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกกับดาบไขว้เพียงแบบเดียวเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าเหล่าอันเดดและผู้ใช้พลังมืดทั้งหมดในที่แห่งนี้ ล้วนอยู่ภายใต้สังกัดเดียวกัน
คิดๆ ดูแล้ว พวกอันเดดก็คงไม่มานั่งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอะไรให้วุ่นวายหรอก เพราะตอนนี้พวกมันทั้งหมดมีผู้นำที่ต้องเชื่อฟังเพียงคนเดียวเท่านั้น
หลังจากเฝ้าสังเกตการณ์อยู่หลายวัน คาลอยและมาทิลด้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือเสี่ยง... ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม พวกเขาต้องแทรกซึมเข้าไปในกองทัพนี้ให้ได้ เพราะถ้ามัวแต่รอให้ถึงวันที่วงเวทเปิดใช้งานแล้วค่อยโผล่เข้าไป มันจะดูน่าสงสัยและเป็นเป้าสายตาเกินไป
และเวลาที่วงเวทจะเปิดใช้งานนั้น... ก็ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว
ดังนั้น ทั้งสองจึงตัดสินใจขึ้นขี่ม้าศึกมรณะ ควบทะยานมุ่งตรงไปยังค่ายของเหล่าอันเดด ทำทีราวกับเป็นทหารที่เพิ่งกลับมาจากการลาดตระเวน
แน่นอนว่า ทั้งสองได้วางแผนรับมือกรณีที่ล้มเหลวไว้เรียบร้อยแล้ว การจะปักหลักสู้ตายในดงศัตรูแบบนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ทันทีที่ถูกจับได้ พวกเขาจะใช้คัมภีร์เคลื่อนย้ายในเสี้ยววินาทีเพื่อหนีออกมา
เมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะกลับไปยังที่พักของอันโตนิโอ แล้วค่อยหาทางติดต่อเขาเพื่อหาหนทางอื่นในการเข้าไปในวงเวทต่อไป การที่ท่านอาจารย์อันโตนิโอสามารถเดินทางไปไหนมาไหนทั่วโลกได้ในพริบตา ถือเป็นความสะดวกสบายขั้นสุดยอดของพวกเขาในตอนนี้เลยก็ว่าได้
อีกทั้งคาลอยและมาทิลด้ายังสังเกตเห็นอีกว่า ค่ายของพวกอันเดดมักจะมีพวกอันเดดหรือเดธไนท์ที่อยู่อย่างอิสระกลับมารายงานตัวอยู่เรื่อยๆ พวกเขาแค่ทักทายกับคนข้างในนิดหน่อย ก็สามารถเดินปะปนเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
คาลอยคิดว่า ขอแค่พวกเขาทำตัวให้ดูเรียบๆ นิ่งๆ และเป็นธรรมชาติที่สุด ก็ไม่น่าจะทำให้ใครสงสัยได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทั้งสองจึงควบม้าศึกมรณะทะยานฝ่าผืนทรายเข้ามายังค่ายด้วยความเร็วสูง และเริ่มชะลอความเร็วลงเมื่อใกล้ถึงที่หมาย
ในตอนแรก ยามรักษาการณ์ของฝ่ายอันเดดก็สังเกตเห็นการมาของคนทั้งสอง
แต่เมื่อเห็นม้าศึกที่แผ่กลิ่นอายแห่งความตาย, มาทิลด้าที่เผยให้เห็นกระดูกตามข้อต่อ และคาลอยในชุดเกราะสีดำทมิฬ พวกเขาก็ไม่ได้สงสัยอะไร
มาทิลด้าใช้ผ้าคลุมสีดำปิดบังใบหน้าไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาเท่านั้น ส่วนคาลอยก็สวมเกราะเต็มยศตั้งแต่หัวจรดเท้า มีเพียงช่องว่างเล็กๆ บริเวณดวงตากับจมูกเท่านั้น ทำให้ไม่มีใครมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขาได้
ในค่ายของเหล่าอันเดด การแต่งตัวแบบนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยแต่อย่างใด
เมื่อทั้งสองขี่ม้าลึกเข้ามาในค่าย เนโครแมนเซอร์ตนหนึ่งก็เอ่ยปากถามขึ้น "เป็นไงบ้าง ที่ค่ายของพวกพลังแห่งแสงสว่างมีความเคลื่อนไหวอะไรไหม?"
คาลอยรวบรวมพลังแห่งเงาที่แปลงสภาพแล้วจำนวนเล็กน้อยไปเคลือบไว้ที่เส้นเสียง แล้วตอบกลับไปว่า "พวกมันเงียบสงบดี แค่มีฆ่ากันเองบ้างเป็นครั้งคราว"
เนโครแมนเซอร์ตนนั้นเป็นโครงกระดูกเดินได้ที่ถูกปลุกชีพขึ้นมา ดวงตาในเบ้าหัวกะโหลกของมันลุกโชนด้วยเปลวไฟวิญญาณสีเขียวอมฟ้า
ขากรรไกรบนล่างของมันกระทบกันกึกๆ ฟังดูคล้ายเสียงหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยว่า "เจ้าพวกโง่เง่านั่น คงคิดว่าพวกเราเป็นแค่พวกกระจอกล่ะสิ ถึงได้มัวแต่ฆ่ากันเองอยู่ได้... แต่ว่านะ ข่าวที่พวกเจ้านำกลับมามันก็ไม่ค่อยจะสดใหม่เท่าไหร่แล้วล่ะ เอาล่ะ ไปพักผ่อนได้"
พูดจบ เนโครแมนเซอร์ตนนั้นก็เดินจากไป
คาลอยลอบถอนหายใจยาวเหยียดในใจ... ที่แท้พวกอันเดดที่ทยอยกลับมาก็คือหน่วยสอดแนมนี่เอง ดูเหมือนว่าพวกมันยังไม่ได้จัดทำทะเบียนหรือระบบอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่อย่างนั้นถ้ามีการตรวจสอบขึ้นมาล่ะก็ พวกเขามีหวังความแตกแน่นอน
ทั้งสองเดินท่องไปในค่ายอย่างระมัดระวัง โดยพยายามหลีกเลี่ยงจุดที่อันตรายที่สุด นั่นก็คือกระโจมหลัก
ที่นั่นคือที่พำนักของโอเมก้าและเหล่านายทหารระดับสูงของกองทัพอันเดด
เนื่องจากโอเมก้าเกลียดชังแสงแดดอันแผดเผาและลมทรายของที่นี่เป็นอย่างมาก เธอจึงแทบไม่ออกจากกระโจมหลักเลย อีกทั้งการควบคุมเหล่าอันเดดของเธอก็ไม่จำเป็นต้องลงมาสั่งการด้วยตัวเองถึงที่ ทำให้แทบไม่มีใครเห็นเงาของเธอในค่ายเลย
คาลอยพามาทิลด้าไปเลือกทำเลในมุมที่ห่างจากกระโจมหลักแล้วนั่งพักลง
สำหรับทหารเลวอย่างพวกเขา การไม่มีกระโจมเป็นของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลก พวกอันเดดส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจกับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายอยู่แล้ว ส่วนพวกเดธไนท์หรือเนโครแมนเซอร์ที่ยังคงร่างมนุษย์ไว้ ก็มักจะพกกระโจมส่วนตัวมาใช้กันเอง ดังนั้นการที่คาลอยและมาทิลด้ามาเนียนๆ อยู่แบบนี้ จึงไม่ได้ทำให้ใครต้องเอะใจ
สภาพของคาลอยและมาทิลด้าในตอนนี้ แทบไม่ต่างอะไรจากเดธไนท์และอันเดดของจริงเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ ความเสี่ยงที่จะถูกสงสัยจึงลดลงไปอย่างมาก
แต่ถึงอย่างนั้น คาลอยก็ยังอดกังวลไม่ได้
เพราะโอเมก้ารู้ว่าเขามีพลังแห่งเงา และก็รู้ด้วยว่ามาทิลด้าได้กลายเป็นอันเดดไปแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้ การจะคาดเดาว่ามาทิลด้าไม่สามารถเข้าร่วมกับวงเวทของผู้ถูกเลือกฝ่ายปกติได้คงไม่ใช่เรื่องยาก
ถ้าอย่างนั้น... โอเมก้าจะคำนวณล่วงหน้าได้หรือไม่ว่า เขาอาจจะแฝงตัวเข้ามาในกองทัพของเธอ เพื่อหาทางเข้าไปในวงเวทของผู้ถูกเลือกแห่งเงา?
ในนิยายบางเรื่อง มักจะมีพล็อตเรื่องทำนองนี้อยู่บ่อยๆ คือเมื่อตัวละครตกอยู่ในอันตราย ก็มักจะมีเคล็ดลับพิเศษในการหลบหนีภัย... นั่นก็คือการมุ่งหน้าไปซ่อนตัวในที่ที่อันตรายที่สุดแทน
ตามปกติแล้ว เวลาหลบภัยก็ต้องไปที่ที่ปลอดภัยที่สุด การทำสวนทางกับความคิดของคนทั่วไปแบบนี้ อาจจะทำให้นศัตรูคาดไม่ถึง และกลายเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รอดพ้นจากอันตรายมาได้
คาลอยลองคิดดูดีๆ สิ่งที่เขากับมาทิลด้ากำลังทำอยู่ ก็ดูจะคล้ายๆ กัน บางทีโอเมก้าอาจจะคาดไม่ถึงจริงๆ ก็ได้ว่าคนทั้งสองจะกล้าบุกมาซ่อนตัวในที่ที่อันตรายและถึงฆาตที่สุดแบบนี้
พอคิดได้แบบนี้ คาลอยก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงความระแวดระวังไว้สูงสุดตลอดเวลา หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินอะไรเกิดขึ้น เขาจะรีบเตือนให้มาทิลด้าเปิดใช้คัมภีร์เคลื่อนย้ายทันที
หลังจากหาที่พักพิงชั่วคราวได้แล้ว มาทิลด้าก็ขยับเข้ามาใกล้คาลอยแล้วกระซิบถาม "เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงที่คุณตอบกลับไป มันเปลี่ยนไปเลยนะ เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้าย คุณทำได้ยังไงเหรอ?"
คาลอยกระซิบตอบเบาๆ "เธอก็แค่รวบรวมพลังแห่งเงาเล็กน้อย แล้วเอาไปเคลือบไว้ที่เส้นเสียงก็พอ"
มาทิลด้าพยักหน้าเข้าใจ แล้วก็เริ่มลองทำตาม
และก็เป็นไปตามคาด พลังแห่งเงาได้เปลี่ยนเสียงของมาทิลด้าไปโดยสิ้นเชิง ตอนนี้เวลาเธอพูด เสียงจะฟังดูล่องลอยและน่าขนลุกไปในคราวเดียวกัน
ทั้งสองค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับชีวิตแบบอันเดด ส่วนเรื่องอาหารการกิน คาลอยก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะเดธไนท์จำนวนมากก็ยังคงสภาพมนุษย์ไว้ พวกเขายังต้องกินอาหารเหมือนคนปกติ
เวลาผ่านไปทีละน้อย... แม้ว่าที่นี่จะเป็น "ที่ที่อันตรายที่สุด ก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด" แต่คาลอยก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างทรมาน เขาไม่กล้าประมาทแม้แต่วินาทีเดียว เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงชีวิตของเขากับมาทิลด้า
ณ ที่แห่งนี้ คาลอยและมาทิลด้าทำตัวเงียบๆ โลว์โปรไฟล์ที่สุด แทบจะไม่พูดจากับใครเลย พวกเขาปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นและเหล่าอันเดด แต่ก็ไม่ลึกซึ้งจนเกินไป
ทำตัวเหมือนจะใกล้ แต่ก็ไม่ใกล้... ทำให้คนอื่นรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าการมีอยู่ของพวกเขานั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไร
และนี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้พวกเขาปลอดภัยอย่างแท้จริงในดินแดนสุดอันตรายแห่งนี้