เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 152 ฝูงหนูกลายพันธุ์

บทที่ 152 ฝูงหนูกลายพันธุ์

บทที่ 152 ฝูงหนูกลายพันธุ์


คาร์ลอยไม่ค่อยจะเชื่อการตรวจสอบฟาร์มของคลาร์กทั้งสองคนเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ติดตามคนทั้งสองไป ราวกับศิษย์ที่ถ่อมตนเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากผู้สูงส่ง

จากนั้น คาร์ลอยก็ได้อาศัยพลังแห่งแสงและเงา สำรวจทุกตารางนิ้วของที่นี่ แม้แต่รูหนูก็หนีไม่พ้นการสำรวจของเขา

หลังจากที่ผ่านการสำรวจหนึ่งรอบแล้ว คาร์ลอยก็ได้ยืนยันว่าที่นี่ไม่มีคนอยู่จริงๆ แต่ก็ยังคงมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืด

สำหรับสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ คาร์ลอยก็ยังคงกังวลอย่างยิ่ง เพราะพวกมันมีจำนวนมากอย่างยิ่ง อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีหลายร้อยตัว  แต่ปัญหาก็คือ ตนเองจะจัดการกับเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร? เขาไม่สามารถบอกสิ่งที่ตนเองค้นพบให้คนอื่นฟังได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะสงสัย และคาร์ลอยก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้จะสร้างอันตรายให้แก่พวกเขาหรือไม่

ในใจถอนหายใจเฮือกหนึ่ง คาร์ลอยตัดสินใจที่จะรอดูสถานการณ์ไปก่อน แต่ก็ได้แอบให้มาทิลด้าเตรียมเวทมนตร์โจมตีวงกว้างไว้แล้ว

มาทิลด้าไม่ได้ถามอะไรมาก เธอรู้ดีว่าในช่วงเวลาที่มีคนเยอะเช่นนี้ สิ่งที่ตนเองต้องการก็คือการปฏิบัติตาม ไม่ใช่การสอบถาม

รัตติกาลล่วงลึกแล้ว พวกเขาจัดของกันง่ายๆ แล้วก็เริ่มพักผ่อน ไม่มีใครเสนอที่จะอยู่ยามเลย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ คาร์ลอยถึงกับขมวดคิ้วแน่น นี่ก็อายุยี่สิบกว่าปีกันแล้ว ทำไมแม้แต่สามัญสำนึกเช่นนี้ก็ยังไม่มีกันนะ?

อย่างจนใจ คาร์ลอยก็ทำได้เพียงลำบากตัวเอง เวลานอนก็คงต้องหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งแล้วกระมัง โชคดีที่การนอนหลับของคาร์ลอยได้รับอิทธิพลจากเคล็ดวิชาของเต๋า ต่อให้จะหลับสนิท ก็ยังสามารถทำการระแวดระวังไปพร้อมๆ กันได้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับของเขามากนัก

พร้อมกับเสียงกรนเบาๆ ดังขึ้น คนทั้งห้าที่นอนอยู่ด้วยกันในตอนนี้ก็ราวกับเนื้อที่นอนอยู่บนเขียง

ดวงจันทร์บนท้องฟ้าในช่วงหลายวันที่ผ่านมาแทบทั้งหมดล้วนเป็นสีเลือด นี่ก็ไม่น่าแปลกใจ ในภาคตะวันตกแห่งนี้ ภัยพิบัติเลือดแสงย่อมต้องเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

และภายใต้จันทร์สีเลือด เงาดำเล็กๆ ที่มีขนปุกปุยตัวหนึ่งก็ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มันมาถึงที่ที่คาร์ลอยและพวกเขานอนอยู่ ยืนตัวตรงขึ้น ขาหน้าสั้นๆ ของมันดูเหมือนจะกำลังคำนวณอะไรบางอย่าง จากนั้นมันก็หันหลังกลับถอยกลับไปตามทางเดิม

เมื่อเจ้าตัวเล็กนั่นจากไป คาร์ลอยก็พลันตื่นขึ้นมา แล้วผลักมาทิลด้าที่อยู่ข้างกาย

“เกิดอะไรขึ้นคะ?” มาทิลด้าก็ถามขึ้นอย่างระแวดระวังทันที

“อีกไม่นานพวกเราจะถูกโจมตีแล้ว” คาร์ลอยพูด “เจ้าเตรียมเวทมนตร์ให้พร้อม”

“จะเรียกพวกเขาไหมคะ?” มาทิลด้าถาม

“ไม่ต้องเรียกแล้ว” คาร์ลอยพูด และเอลิน่าก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว กระซิบถามว่า “พี่ใหญ่คาร์ลอย เกิดอะไรขึ้นคะ?”

คาร์ลอยทำได้เพียงพูดว่า “ข้าได้ยินความเคลื่อนไหวบางอย่าง เวลานี้คงได้แค่ขออย่าให้มีอันตรายอะไรเลย”

เอลิน่ารีบพูดทันที “เช่นนั้นข้าไม่นอนแล้วค่ะ เข้าจะอยู่ยามที่นี่เอง พวกท่านนอนเถอะค่ะ”

ในตอนนี้เอง พวกเขาทั้งสามคนก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่เบาอย่างยิ่ง แต่กลับมีจำนวนมหาศาลดังขึ้น ในใจของเอลิน่าพลันรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา

จากนั้น ก็เห็นว่าใต้ประตูที่ปิดอยู่ที่แตกหักนั้น สิ่งที่ดูเหมือนพรมสีเทาดำที่เคลื่อนที่ได้ผืนหนึ่ง กำลังพุ่งเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว

ถึงตอนนี้แล้ว คลาร์กและฮาลส์สองคนยังคงนอนหลับเหมือนคนตายอยู่เลย

คาร์ลอยก็ขี้เกียจจะไปสนใจคนทั้งสอง รีบแตะมาทิลด้าทีหนึ่ง

มาทิลด้าได้เตรียมการไว้ก่อนแล้ว ร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงร่ายคาถาที่ดังขึ้น พลังเพลิงอันเชี่ยวกรากก็กระโดดโลดเต้นอยู่บนคทาของเธอ จากนั้นพลังเพลิงนี้ก็พลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย และที่ข้างหน้าเล็กน้อยของเส้นทางที่ “พรม” นั้นต้องผ่าน ก็ปรากฏวงแหวนไฟที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางค่อนข้างใหญ่ขึ้นมาวงหนึ่ง

นี่คือการที่ ‘พายุเพลิงอัคคี’ เปิดใช้งานสำเร็จ จะเห็นได้ว่าภายในวงแหวนไฟนั้น ทะเลเพลิงอันบ้าคลั่งได้ม้วนตัวขึ้นมา เนื่องจากมาทิลด้ากะจังหวะล่วงหน้าได้ดีอย่างยิ่ง แทบจะทำให้ “พรม” ส่วนใหญ่จมอยู่ภายในนั้นแล้ว

เสียงระเบิด, เสียงเปลวเพลิง, กลิ่นเนื้อย่างที่เหม็นเน่า, และเสียงร้อง “จี๊ดๆ” ผสมปนเปกันไป และอาศัยแสงไฟ ทุกคนก็ได้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า “พรม” ผืนนั้นคืออะไร

นั่นเห็นได้ชัดว่าเป็นหนูจำนวนมหาศาล เพียงแต่ว่า พวกมันกับหนูธรรมดาก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ ขนบนตัวหนูเหล่านี้มีแผลเน่าเปื่อยอยู่มากมาย ขนร่วงหลุดเน่าเปื่อย และยังสามารถมองเห็นกระดูกขาวโพลนใต้ผิวหนังที่เน่าเปื่อยได้อีกด้วย

คาร์ลอยขมวดคิ้ว ดูท่าว่าโรคระบาดภูตผีนี้กลับสามารถส่งผลกระทบต่อสัตว์ได้ด้วย นี่มันยุ่งยากเกินไปแล้ว ไม่ใช่แค่สำหรับพวกเขา แต่ยังรวมถึงโลกทั้งใบด้วย ทำไมข่าวแบบนี้ ก่อนหน้านี้ถึงไม่มีหลุดออกมาเลยล่ะ?

และเสียงดังสนั่นขนาดนี้ ในที่สุดคลาร์กทั้งสองก็ได้ตื่นขึ้นมา แต่ชั่วขณะหนึ่งก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

หนูภูตผีเหล่านั้นถูกเวทมนตร์ของมาทิลด้าสกัดกั้นเส้นทางไว้ในระดับหนึ่ง แต่พวกมันก็ไม่ได้ยอมแพ้ และเริ่มที่จะกระจายตัวออกไป ดูท่าว่าจะมีแผนที่จะล้อมโจมตีคาร์ลอยและพวกเขา

คาร์ลอยรู้ดีว่าพายุเพลิงอัคคีของมาทิลด้ามีเพียงแค่ระดับสองเท่านั้น การโจมตีระลอกแรกนี้ได้ผลดีอย่างยิ่ง  ผลหลังจากนี้ก็จะจำกัดด้วยเช่นกัน

“เตรียมพร้อมต่อสู้ระยะประชิด!” คาร์ลอยกระซิบ

คลาร์กทั้งสองยังคงยืนตะลึงอยู่ที่นั่น และจากหน้าต่างที่เสียหาย กำแพงไม้ที่ผุพังของบ้าน ก็มีหนูทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มที่จะพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างรุนแรง ทั้งสองคนถึงได้มีสติขึ้นมาบ้าง

“น่ารังเกียจ! เจ้าพวกต่ำต้อยพวกนี้กล้าดียิ่งนัก!” คลาร์กด่าลั่น ขณะเดียวกันค้อนศึกแสงศักดิ์สิทธิ์ก็ได้เปล่งแสงออกมาแล้ว

คาร์ลอยส่ายหน้า เผชิญหน้ากับหนู ยังจะต้องใช้คาถาอย่างศาสตราวุธแห่งแสงอีกรึ? นั่นมันไม่เท่ากับเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุหรอกรึ? หรือจะบอกว่า... พาราดินศักดิ์สิทธิ์ทุกคนชอบเล่นท่านี้... อาวุธส่องแสง... สามารถอวดเบ่งได้ดี?

เขาไม่ไปสนใจสองคนนั้น คาร์ลอยคุ้มครองมาทิลด้าให้ดี แต่ก็ไม่ได้เปิดใช้งานพลังป้องกันกายด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์

ทางฝั่งเอลิน่านั้นกลับเปิดใช้งานพลังป้องกันกายด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ และสิ่งที่เธอใช้ คือดาบยาวเล่มหนึ่ง เกราะแขนบนแขนของเธอแสงศักดิ์สิทธิ์สว่างวาบขึ้น กลับกลายเป็นโล่ขนาดเล็กที่ไม่ใหญ่มากชิ้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้เอลิน่าไม่มีอาวุธชนิดนี้ ดูท่าว่านี่ก็จะเป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนมาใหม่ และในตอนนี้พลังของเธอก็ใกล้จะทะลวงขั้นกลาง ก้าวเข้าสู่ระดับพาราดินศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงแล้ว

เมื่อเห็นว่าหนูค่อยๆ เข้ามาใกล้ คาร์ลอยก็ลงมือก่อนใครเพื่อน ดาบยาวตวัดออกไป ก็ฟันโดนศีรษะของหนูสามตัว

จากนั้น ในพื้นที่ที่ไม่กว้างขวางนี้ ก็เห็นประกายดาบยาวของคาร์ลอยขีดเขียนเป็นร่องรอยโค้งๆ ทีละสายๆ ร่องรอยเหล่านี้ล้วนสามารถมองเป็นวงแหวนวงหนึ่งได้อย่างเลือนราง ประกายดาบของเขาก็คือวงแหวนแล้ววงแหวนเล่า ร่ายรำออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย แน่นอนว่า เผชิญหน้ากับหนู การโจมตีเหล่านี้ล้วนเป็นการมุ่งเป้าไปที่พื้นดิน เป็นครั้งคราวก็มีหนูที่กระโดดขึ้นมาในอากาศ ก็หลบไม่พ้นประกายดาบของคาร์ลอย

ที่นี่ คาร์ลอยได้ใช้การรับรู้แสงและเงาและการสัมผัสเบาๆ ออกมาทั้งหมด ในจิตสำนึกของเขา หนูที่มาจากทุกทิศทุกทาง ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่จะหลุดรอดไปได้

มาทิลด้าที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของคาร์ลอย แม้จะปลอดภัยอย่างยิ่ง แต่เธอก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง อันที่จริงแล้วการรับมือกับหนูเป็นฝูงเหล่านี้ เธอก็มีวิธีอื่นอยู่ เพียงแต่อยู่ท่ามกลางผู้คน วิธีเหล่านี้ไม่สามารถใช้ได้

และเอลิน่าก็โจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน เพราะมีการป้องกันของพลังป้องกันกายด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ เธอจึงไม่กลัวการโจมตีของหนูเลยแม้แต่น้อย

แต่คลาร์กกับพวกทั้งสองคนกลับน่าสังเวชอยู่บ้าง ในสองคนนี้ แม้ว่าทั้งสองจะร้องโวยวายเสียงดังที่สุด แต่กลับเป็นข้อที่อ่อนแอที่สุดในห่วงโซ่ ยังเป็นเพียงระดับพาราดินศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น ไม่สามารถเปิดใช้งานคาถาป้องกันกายได้ ก็ทำได้เพียงทำให้อาวุธส่องแสง ซ้ำยังเป็นแค่การแสดงแสร้งทำไปเท่านั้น

หนูแม้จะเล็กน้อย แต่คนอื่นก็คือได้เปรียบที่เล็กนี่แหละ บวกกับจำนวนที่มหาศาล หากไม่มีความสามารถพิเศษ พวกเขาไม่สามารถป้องกันการโจมตีของพวกมันได้ โดยสิ้นเชิง

ในจุดบอดทางสายตามากมาย หนูหลายตัวได้ปีนขึ้นไปบนร่างของคนทั้งสองแล้ว ดังนั้นเสียง “อ๊า อูย” จึงปรากฏขึ้นบ่อยครั้ง เอลิน่ายังพอจะเข้าไปช่วยได้บ้าง แต่ก็ยากที่จะมีบทบาทอะไรได้ คนทั้งสองในไม่ช้าก็เหมือนกับมีเห็บหมัดขนาดมหึมาขึ้นเต็มไปหมด และถูกหนูหลายตัวกระโจนใส่จนล้มลงกับพื้น

พูดอย่างไม่น่ากลัวเลยว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป หนูทั้งหมดก็จะเข้ามา คนทั้งสองในไม่ช้าก็จะกลายเป็นกองกระดูกขาวสองกอง

“มาทิลด้า ไปช่วยพวกเขาที” คาร์ลอยพูด “ใช้เปลวไฟ!”

มาทิลด้าพยักหน้า เธอก่อนอื่นได้ร่าย ‘เขตอาคมป้องกันเพลิง’ ให้คนทั้งสอง จากนั้นก็ให้คนละหนึ่งลูกด้วยคาถาเสริมพลังลูกไฟ

ตามความเข้าใจของคาร์ลอย ที่เรียกว่าคาถาเสริมพลังลูกไฟ ก็คือ ‘มนตร์เพลิงระเบิด’ ไม่ใช่จอมเวทที่มีพรสวรรค์ดีเยี่ยมก็ไม่สามารถใช้ได้

เปลวไฟสองลูกเผาไหม้ทั่วทั้งร่างของคลาร์กทั้งสอง คาร์ลอยพูดกับเอลิน่าว่า “พวกเราเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ใช่วิธีที่ดี หนูพวกนี้ไม่มีที่สิ้นสุด อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นพันตัว แค่พวกเราคาดว่าฆ่าครึ่งคืนก็ฆ่าไม่หมด”

เอลิน่าพูด “แล้วควรจะทำอย่างไรดีคะ?”

มาทิลด้าพูด “มอบให้ข้าเองค่ะ ข้าจะมาจัดการหนูพวกนี้เอง แต่ว่า พวกเราต้องออกจากที่นี่ และพวกท่านทุกคนต้องกระจายตัวออกไป”

คาร์ลอยพูด “ข้าจะไปล่อหนูพวกนี้เอง พวกท่านตามออกมา”

พูดจบ คาร์ลอยหลังจากที่สังหารหนูไปหลายตัว ก็ตวัดดาบกลับมา กรีดข้อมือของตนเอง เลือดสดๆ ก็พลันพุ่งออกมา

หนูเหล่านั้นได้กลิ่นเลือดก็พลันปั่นป่วนขึ้นมาจริงๆ จากนั้นก็พากันเข้ามาใกล้ทางฝั่งคาร์ลอย

ยังไม่ทันที่มาทิลด้ากับเอลิน่าจะร้องห้าม เขาก็พุ่งออกจากบ้านไปราวกับสายลม

มาทิลด้าตะโกน “พวกเราตามออกไป!”

ในตอนนี้ก็ไม่สนใจคนทั้งสองที่กำลังลุกไหม้อยู่บนพื้นแล้ว เอลิน่าก็ตามออกไปเช่นกัน

พอพวกเขาออกไปข้างนอก ให้ตายเถอะ จะเห็นได้ว่าหนูเหล่านั้นราวกับทะเลหญ้าขนาดมหึมาล้อมรอบคาร์ลอยไว้ และพวกมันก็ตัวหนึ่งเหยียบตัวหนึ่ง ราวกับเป็นโรคบ้า พากันปีนขึ้นไปบนร่างของคาร์ลอย

จะเห็นได้ว่าหนูบนพื้นดินน้อยลงเรื่อย ๆ หนูที่เกาะอยู่บนร่างของคาร์ลอยกลับมีสามชั้นในสามชั้นนอก

อย่างเลือนราง สามารถได้ยินเสียงคาร์ลอยตะโกนลั่น “มาทิลด้า เพื่อชัยชนะ... ยิงใส่ข้า!”

มาทิลด้าฟังแล้วก็งงเป็นไก่ตาแตก ‘ยิง’ อะไรกัน ระหว่างเราสองคนใครจะไป ‘ยิง’ ใครได้?

แต่ว่า เธอก็รีบรวมพลังเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งทันที เอลิน่าที่อยู่ที่นั่นก็กระวนกระวายจนนิ้วที่จับด้ามดาบอยู่ขาวซีด

ตูม!

‘พายุเพลิงอัคคี’ อีกสายหนึ่งพัดมา แต่คาร์ลอยกลับตะโกน “จัดมาอีก ให้พายุโหมกระหน่ำรุนแรงกว่านี้อีก!”

“บ้าไปแล้ว!” มาทิลด้าฮึ่มเสียงเย็นชา จากนั้นการโจมตีก็ถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง

เสาเพลิงขนาดมหึมาต้นหนึ่งกำลังลุกไหม้อยู่ตรงตำแหน่งของคาร์ลอย แดงก่ำ แท่งหนึ่งชี้ขึ้นฟ้า ช่างมีพลังอันคึกคักเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาเสียจริง

แต่ทว่า พร้อมกับการเวลาที่ผ่านไป เสาเพลิงนั้นก็ค่อยๆ อ่อนและเล็กลง แทบจะหนูทั้งหมดได้ตายไปภายใต้เปลวเพลิงอันร้อนแรง ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นที่แทบจะทำให้หายใจไม่ออก

คาร์ลอยเดินออกมาจากเปลวเพลิงโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย จากนั้นก็พูดกับคนทั้งสองว่า “จำไว้ว่า หนูพวกนี้ทั้งหมดมาทิลด้าเป็นคนฆ่า”

จบบทที่ บทที่ 152 ฝูงหนูกลายพันธุ์

คัดลอกลิงก์แล้ว