- หน้าแรก
- กำเนิดเทพเจ้าโบราณ
- ตอนที่ 136 เข้าไปก่อน... สำคัญมาก
ตอนที่ 136 เข้าไปก่อน... สำคัญมาก
ตอนที่ 136 เข้าไปก่อน... สำคัญมาก
สำหรับการเดินทางมายังแนทเท็กซ์ครั้งนี้ คาร์ลอยเริ่มมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา แต่เพื่อลดความกังวลของมาทิลด้า เขาจึงไม่ได้พูดออกมาตรงๆ
ในที่สุด วันนี้พวกเขาก็เดินทางมาถึงหน้าประตูเมือง จะเห็นได้ว่าการป้องกันที่ประตูเมืองในตอนนี้เข้มงวดขึ้นมาก จากการสังเกตการณ์ คาร์ลอยเห็นว่าทุกคนที่เข้า-ออกประตูเมือง จะต้องถูกสอบสวน และแต่ละคนต้องใช้เวลาราวครึ่งนาที การตรวจสอบนี้ค่อนข้างจะละเอียดถี่ถ้วน และการตรวจสอบเช่นนี้ จริงๆ แล้วคาร์ลอยก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ทั้งสองคนพูดคุยกันเล็กน้อย แล้วก็เริ่มต่อแถวเข้ารับการตรวจสอบ
การต่อแถวนี้ก็มีกฎเกณฑ์อยู่บ้าง นั่นก็คือ ระหว่างคนสองคน จะต้องเว้นระยะห่างสองก้าว
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดก็ถึงตาของคาร์ลอยและมาทิลด้าเข้ารับการตรวจสอบ
การตรวจสอบเหล่านี้รวมถึงการสอบถามและขั้นตอนการสำรวจ เนื้อหาบางส่วนก็คล้ายกับที่เจมส์ทำโดยทั่วไป แต่ทหารยามพวกนี้ดูจะมีความเป็นมืออาชีพกว่า ในมือของพวกเขามีอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่สามารถตรวจจับสภาพร่างกายโดยรวมของมนุษย์ได้
มันคือคริสตัลที่ไวต่ออุณหภูมิชนิดหนึ่ง ยึดติดอยู่กับแท่งยาวๆ เมื่อนำคริสตัลไปแตะที่หน้าผากของคน หากอุณหภูมิเกินกว่าที่กำหนด คริสตัลสีฟ้าก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งก็หมายความว่าคนคนนี้มีไข้ตัวร้อน คนแบบนี้จะถูกจับกุมในทันที เท่าที่คาร์ลอยประสบมา ยังไม่พบคนที่มีอุณหภูมิร่างกายผิดปกติเลย
“ไม่นึกเลย” คาร์ลอยคิดในใจ “ว่าแม้แต่ในต่างโลก ก็ยังมีวิธีการวัดอุณหภูมิร่างกายที่คล้ายกันแบบนี้ ดูเหมือนว่าของบ้านเขาจะสะดวกกว่าด้วยซ้ำแฮะ”
หลังจากผ่านการตรวจสอบ พวกเขาทั้งสองก็ไม่มีปัญหาอะไร ย่อมต้องถูกปล่อยให้เข้าเมืองไปโดยธรรมชาติ
และเมื่อเข้ามาในเมือง คาร์ลอยก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า... เมืองในตอนนี้กับตอนที่เขามาครั้งแรก ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ผู้คนเบาบางลงอย่างมาก ทำให้ท้องถนนดูเงียบเหงาและซบเซาอย่างยิ่ง แม้จะมีคนออกมาทำธุระบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็น้อยที่จะพูดคุยกับคนอื่น และต่างก็หลบเลี่ยงคนรอบข้าง คาดว่าทุกคนคงจะรู้สึกว่าคนอื่นล้วนมีปัญหา การหลีกเลี่ยงพวกเขา ถึงจะได้รับความปลอดภัย
แม้ว่าคนเดินถนนจะน้อยลง แต่ทหารลาดตระเวนบนท้องถนนกลับเพิ่มมากขึ้น พวกเขายังคอยควบคุมระเบียบ ไม่อนุญาตให้ชาวเมืองมีการรวมตัวกันใดๆ เด็ดขาด ร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะโรงแรมและโรงเตี๊ยมนั้น เหลือเพียงป้ายร้านที่แกว่งไปมาในสายลมอันอ้างว้าง ราวกับโสเภณียืนข้างถนนที่หมดสมัยไปแล้ว
คาร์ลอยและพวกพ้องมายังนครแนทเท็กซ์ ก็มีเป้าหมายที่แน่นอนอยู่ เป้าหมายนั้นก็คือศาสนจักรแห่งแสงสว่างที่อยู่ในเมือง สำหรับปัญหาโรคระบาด คาดว่านักบวชที่นี่น่าจะมีสิทธิ์ในการให้ความเห็นอย่างยิ่ง... ถ้าหากว่าปากของพวกเขา ไม่ได้ถูกกดดันอะไรบางอย่างอยู่
ศาสนจักรแห่งแสงสว่างนั้นหาง่ายอย่างยิ่ง โดยส่วนใหญ่แล้วจะตั้งอยู่ใจกลางเมือง อาคารที่โดยพื้นฐานแล้วจะยิ่งใหญ่ที่สุดนั่นเอง
ทั้งสองคนหาโบสถ์เจอได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับพบว่าที่นั่นมีการป้องกันที่เข้มงวดอย่างยิ่ง ที่ลานกว้างหน้าประตูหลักของโบสถ์ กำลังมีชาวบ้านเผชิญหน้าอยู่กับทหาร
แม้จะไม่ได้ยินว่าทั้งสองฝ่ายกำลังโต้เถียงอะไรกัน คาร์ลอยก็พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่า... นั่นคงจะเป็นชาวบ้านที่ต้องการจะเข้าไปในโบสถ์เพื่อรักษาโรค และทหารกำลังขัดขวางอยู่
คาร์ลอยพบว่า สถานที่ที่เป็นโบสถ์แห่งนี้ เดิมทีควรจะเป็นที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน แต่เมื่อเห็นคนเดินถนนที่ผ่านไปมา ต่างก็หลบเลี่ยงราวกับเป็นโรคระบาด ก็คงจะเป็นเพราะสถานการณ์เช่นนี้เอง ชาวบ้านที่กำลังโต้เถียงกับทหารเหล่านั้น คาดว่าล้วนเป็นผู้ป่วย และมีเพียงในยามที่ชีวิตต้องเผชิญกับวิกฤตเท่านั้น ชาวบ้านถึงจะกล้าที่จะต่อกรกับทหารเช่นนี้
“พวกเจ้ามันพวกหน้าไหว้หลังหลอก! แสงศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ส่องสว่างทั่วหล้าหรอกรึ? ทำไมถึงไม่รักษาข้า!?”
“แม่-งเอ๊ย! ยังไงก็ต้องตาย สู้ตายกันตรงนี้แหละ!”
“ยังจะมาบอกว่าแสงศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเจ้าอีก... ข้าว่า... นี่มันคือแสงศักดิ์สิทธิ์หลอกลวงเจ้าต่างหาก!”
...
ทุกคนต่างก็ด่าทอกันวุ่นวาย แต่ทว่าผู้ที่อ่อนแอ ก็เริ่มไอออกมาไม่หยุดหย่อน และเป็นครั้งคราว ก็มีคนล้มลงเสียชีวิตแล้ว สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของโบสถ์ทั้งมวล ดูเหมือนจะวุ่นวายอย่างยิ่ง
ที่ปลายอีกด้านของวงล้อมจลาจลนั้น ยังคงมีทหารที่ใช้กำลังควบคุมทางเข้า-ออกทางหนึ่งไว้ ที่นั่นเป็นเขตหวงห้าม ในบริเวณนี้ ชาวบ้านไม่กล้า และไม่ได้รับอนุญาตให้มาสร้างความวุ่นวาย เพราะตราบใดที่ชาวบ้านมาอาละวาดที่นี่ ก็ย่อมต้องถูกฆ่าทิ้งโดยตรง ดังนั้น พื้นที่นี้ จึงเป็นสถานที่สำหรับให้บุคคลพิเศษเข้า-ออกได้
คาร์ลอยจึงนำมาทิลด้าเดินมาทางนี้ แล้วสั่งให้มาทิลด้าเตรียมบัตรประจำตัวของเธอให้พร้อม
เมื่อไปถึงที่นั่น ทหารที่ติดอาวุธครบครันก็รีบหันหอกที่เย็นเยียบมาที่พวกเขาทั้งสองทันที แล้วตวาดห้ามไม่ให้พวกเขาเดินหน้าต่อ
คาร์ลอยรีบยื่นบัตรประจำตัวของตนเองและมาทิลด้าออกไป ทหารคนหนึ่งรับไปอย่างระแวดระวัง หลังจากตรวจสอบยืนยันแล้ว ถึงได้ถามขึ้นว่า “พวกเจ้าจะเข้าไปในโบสถ์ทำไม?”
คาร์ลอยยิ้มแล้วพูดว่า “พวกเราไม่ได้มาเพื่อรักษาโรคหรอกครับ ท่านก็เห็นแล้วว่าพวกเราไม่ได้ป่วย เราเข้าโบสถ์ก็เพื่อจะปรึกษาเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
คราวนี้ ทหารคนนี้กลับตอบได้ไม่ดีนัก เพราะในช่วงเวลาเช่นนี้ การจะเข้าโบสถ์ด้วยเหตุผลนี้ได้หรือไม่ ดูเหมือนจะยังไม่แน่ชัดนัก เบื้องบนก็ไม่ได้ให้คำสั่งในด้านนี้ไว้ เขาจึงถามต่อ “แล้วเจ้าจะปรึกษาเรื่องอะไร?”
คาร์ลอยพูด “เพราะตอนนี้ข้ายังเป็นพาราดินศักดิ์สิทธิ์อิสระ เลยอยากจะมาดูว่าที่นี่สามารถเข้ารับตำแหน่งได้หรือไม่ ตอนนี้วุ่นวายขนาดนี้ ข้าคิดว่ากำลังคนคงจะไม่พอ ในฐานะผู้ศรัทธาในแสงศักดิ์สิทธิ์ ก็ควรจะมาช่วยเสริมสร้างศาสนจักรแห่งแสงสว่างบ้างไม่ใช่รึ?”
เมื่อโดนคำพูดใหญ่โตชุดนี้เข้าไป ทหารก็รู้สึกว่ามันน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง ดังนั้นเขาจึงรีบสั่งให้คนอีกคนหนึ่งเข้าไปรายงานในโบสถ์ทันที
ไม่นานนัก คำตอบจากการรายงานก็กลับมาแล้ว ผลก็คือ: อนุญาตให้คาร์ลอยและมาทิลด้าเข้าไปได้
และแล้ว คาร์ลอยและมาทิลด้าก็นับว่าแฝงตัวเข้าไปในโบสถ์ได้สำเร็จ
เมื่อเข้ามาในโถงหลักของโบสถ์ ที่นี่ก็เป็นภาพที่วุ่นวายเช่นกัน เหล่านักบวชวิ่งวุ่นไปมาระหว่างห้องต่างๆ ในบริเวณหนึ่งของโถงใหญ่ ก็มีการกั้นพื้นที่สำหรับทำการรักษาไว้หลายแห่ง เพราะแม้แต่ขุนนางและผู้สูงศักดิ์ ก็ยังต้องแบ่งลำดับชั้นกัน
หลังจากเข้าโบสถ์แล้ว พวกเขาต้องเข้ารับการตรวจสอบที่แม่นยำยิ่งขึ้นก่อน แล้วค่อยแจ้งความต้องการของตนเอง ในเมื่อเข้ามาแล้ว คาร์ลอยก็จำต้องพูดความจริง มิฉะนั้นแล้ว หากถูกกักตัวไว้ที่นี่จริงๆ เขาคงได้บ้าตายแน่
เมื่ออธิบายเจตนาที่แท้จริงแล้ว คนที่อยู่แผนกต้อนรับก็ถามขึ้น “ไม่ใช่ว่าพวกท่านมาคุยเรื่องเข้ารับตำแหน่งหรอกรึ? ทำไมถึงกลายเป็นมาสืบสวนเรื่องโรคระบาดไปได้? ที่นี่พวกเรายุ่งกันขนาดนี้ ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องแบบนี้หรอก”
คาร์ลอยพูด “ท่านดูสิครับ สิ่งที่พวกเราทำก็เป็นเรื่องของแสงสว่าง ล้วนทำไปเพื่อความปลอดภัยของอาณาจักร และเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ยากของปวงประชา การช่วยเหลือสรรพสัตว์ พิทักษ์ความยุติธรรมและสันติภาพ ไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นเราควรจะสละชีพเพื่อทำหรอกรึ? ตอนนี้ พวกเราอยากจะตรวจสอบสถานการณ์ของโรคระบาด ก็ด้วยเจตนานี้ ในเมื่อเป็นศาสนทูตแห่งแสง ก็ไม่ควรจะผลักไสข้าไปไกลพันลี้ไม่ใช่รึ?”
เรื่องอื่นช่างมัน... เอาศีลธรรมมาข่มก่อนเลยหนึ่งระลอก... ใครใช้ให้พวกท่านเป็นนักบวชล่ะ?
นักบวชคนนั้นถึงกับพูดไม่ออก และในตอนนี้ก็พอดีกับที่มีนักบวชระดับสูงคนหนึ่งเดินผ่านมา และได้สอบถามเรื่องของคาร์ลอยทั้งสองคนด้วย นักบวชผู้น้อยคนนั้นจึงเล่าเรื่องที่คาร์ลอยพูดให้แก่นักบวชระดับสูงฟังโดยย่อ นักบวชหญิงร่างสูงโปร่ง ผมสีทองคนนี้พลันเกิดความสนใจขึ้นมาทันที ยิ้มแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ไม่ควรจะขัดขวาง เอาล่ะ ให้พวกเขาตามข้ามาเถอะ”
“แต่ว่า—” นักบวชผู้น้อยที่แผนกต้อนรับกำลังจะพูด แต่นักบวชระดับสูงคนนั้นก็ได้กวักมือเรียกคาร์ลอยแล้ว ส่งสัญญาณให้เขาตามไป
ทั้งสองคนเดินตามนักบวชคนนั้นไป มาทิลด้าแอบขมวดคิ้วแล้วถาม “ทำไมท่านถึงได้โกหกไปทั่วเลยคะ?”
คาร์ลอยยิ้มแล้วพูดว่า “ก็เพราะว่าโกหกมันได้ผลไงล่ะ เจ้าไม่เห็นสถานการณ์เมื่อครู่รึ? ถ้าหากบอกเจตนาที่แท้จริงโดยตรง คาดว่าพวกเราคงจะไม่ได้เข้ามาด้วยซ้ำ นี่น่ะ หลอกให้เข้ามาข้างในก่อน แล้วก็จะมีช่องว่างให้พลิกแพลงได้มากขึ้น”
มาทิลด้าพูดอย่างดูแคลน “นั่นก็ไม่ใช่เพราะว่าเราเจอนักบวชคนนี้หรอกรึคะ มิฉะนั้นแล้วข้าว่าก็คงจะยากอยู่ดี”
คาร์ลอยพูด “นี่แหละคือความจำเป็นของการต้องเข้าไปก่อนไงล่ะ มันมีคำโกหกหลอกลวงคำหนึ่งว่า ‘ข้าแค่เข้าไปเฉยๆ รับรองว่าจะไม่ขยับ’ แต่ทว่า พอเข้าไปแล้ว หลายครั้งที่ร่างกายมันก็ไม่เป็นไปตามใจน่ะสิ”
มาทิลด้าทำหน้างงแล้วถามว่า “นี่มันตัวอย่างบ้าบออะไรกันคะ?”
คาร์ลอยยิ้มแล้วพูดว่า “ถึงเวลาที่เหมาะสม เจ้าก็จะเข้าใจเอง เอาล่ะ เราจะถึงแล้ว”
และก็เป็นจริงดังว่า นักบวชระดับสูงคนนั้นได้นำพวกเขาเข้าไปในห้องทำงานเล็กๆ ห้องหนึ่ง ดูท่าว่าที่นี่จะเป็นสถานที่ทำงานส่วนตัวของเธอ
“เชิญนั่งค่ะ” นักบวชหญิงคนนั้นยิ้มแล้วพูด “ข้าชื่ออิเลน เธียส พวกท่านมีเรื่องอะไร ก็ถามมาได้เลย และข้าขอเตือนพวกท่านว่า รีบถามคำถามที่เป็นประเด็นหลักซะ มิฉะนั้นแล้ว ข้าไม่รับประกันว่าข้าจะมีโอกาสได้พูดจนจบ”
คาร์ลอยกับมาทิลด้ามองหน้ากัน คิดในใจ: ให้ตายสิ... ผู้หญิงคนนี้ตรงไปตรงมาดีจริงๆ!
และในใจของคาร์ลอย ก็ยิ่งเกิดความสงสัยมากขึ้นไปอีก