- หน้าแรก
- กำเนิดเทพเจ้าโบราณ
- ตอนที่ 121 ไฮดราหลายหัว
ตอนที่ 121 ไฮดราหลายหัว
ตอนที่ 121 ไฮดราหลายหัว
ม่านน้ำที่พุ่งขึ้นสู่ฟ้านั้นราวกับม่านสีขาวที่ห้อยลงมาจากสวรรค์ และภายใต้ฉากหลังของม่านน้ำนั้น เงาร่างสีเขียวมรกตขนาดมหึมาก็ได้ปรากฏขึ้น
เมื่อม่านน้ำสลายไปพร้อมกับเสียง ‘ซ่า!’ กึกก้อง เสียงคำรามอันทรงพลังก็ดังขึ้นจนทุกคนต้องยกมือขึ้นอุดหูโดยไม่รู้ตัว
เมื่อแอบชำเลืองมอง ก็ได้เห็นว่าอสูรกายที่เผยโฉมออกมานั้น คืออสรพิษที่มีความสูงราวตึกสามชั้นและมีสามหัว!
อสูรกายที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ กลับสามารถซ่อนตัวอยู่ในแอ่งน้ำนั้นได้ แสดงให้เห็นว่าแอ่งน้ำใสๆ นั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่ตาเห็นแน่นอน ข้างในนั้นดูเหมือนจะมีมิติของมันเองซ่อนอยู่
และเจ้างูเขียวสามหัวนั้น ก็ย่ำระลอกคลื่นออกมา เมื่อเท้าคู่ที่ดูใหญ่โตแข็งแรงของมันเหยียบลงบนพื้นดินที่มั่นคง แผ่นดินทั้งผืนก็สั่นสะเทือน
“หนีเร็วเข้า!” ในตอนนี้คาร์ลอยก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ตะโกนออกไปสุดเสียง
แต่คนอื่นๆ กลับยังคงยืนตะลึงงัน พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะอยู่สู้ต่อ หรือควรจะหนีตามคำแนะนำของคาร์ลอย
แรงกดดันมหาศาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับการมาถึงของเจ้างูสามหัว หลังจากที่เกรย์หายจากความกลัว เขาก็รีบตะโกนลั่น “เก็บของให้เรียบร้อย! แล้วถอยทัพออกจากที่นี่ทันที!”
นี่แหละคือความแตกต่างของชนชั้นสูง ดูความมีระดับของพวกเขาสิ ‘หนีตาย’ ฟังแล้วเป็นคำสั่งที่ดู low มาก แต่ ‘ถอยทัพ’ กลับต่างออกไป แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วทั้งสองอย่างจะเหมือนกัน แต่การ ‘ถอยทัพ’ ย่อมดูมีหน้ามีตากว่ามาก เหมาะสมกับสถานะของขุนนางและพาราดินศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง
ดังนั้น ครั้งนี้ทุกคนถึงได้เริ่มเคลื่อนไหวกันอย่างรวดเร็ว ส่วนคาร์ลอยและพวกพ้องอีกสองคนนั้น... ที่จริงก็ได้เริ่มหนีตาย—เอ๊ย—ถอยทัพไปก่อนแล้ว
กลุ่มที่มัวแต่เก็บสมบัติจึงช้าไปก้าวหนึ่ง และเจ้างูสามหัวก็ได้เริ่มเปิดฉากโจมตี
ศีรษะทั้งสามบนลำคอที่ยาวเหยียดนั้น พุ่งลงมายังกลุ่มคนอย่างรวดเร็ว พาราดินผู้โชคร้ายสามคนหลบไม่ทัน ถูกปากขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมงับเข้าไปเต็มๆ
แม้พาราดินทั้งสามจะพยายามต่อต้าน แต่ภายใต้ความแตกต่างของพลังอันมหาศาล ต่อให้ไม่อยากยอมก็ต้องยอม ร่างของพวกเขาส่องประกายสีทอง แต่ก็ไม่อาจต้านทานเขี้ยวที่ยาวเท่าแขนคนของอสูรกายได้
“กร๊อบ... กร๊อบ...”
ลองจินตนาการดูสิว่า เวลาที่คุณกินสตรอว์เบอร์รีลูกโตๆ ฉ่ำๆ แล้วเผลอไปนิดเดียว ในขณะที่กัดสตรอว์เบอร์รีจนแหลก น้ำสีแดงสดก็ไหลย้อยลงมาตามซอกฟันและริมฝีปาก
เจ้าอสูรกายก็เช่นกัน ในขณะที่มันเคี้ยวร่างของมนุษย์ โลหิตสีแดงสดก็ไหลย้อยลงมาตามซี่ฟันสีเหลืองอ๋อยของมัน ราวกับซอสมะเขือเทศที่ราดอยู่บนไข่คน
เมื่อความตายมาเยือน ทุกคนก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า... การถอยทัพของพวกเขา... แท้จริงแล้วก็คือการหนีตายดีๆ นี่เอง!
เพราะอย่างหลังมันเร่งด่วนกว่ามาก ทุกคนจึงวิ่งหนีไปยังทางเข้าอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนเจ้าไฮดราหลายหัวก็เงยหน้าขึ้น กลืนศพทั้งสามลงท้องไป ดูเหมือนจะพอใจอย่างยิ่งจนเลียปากสองสามที หลังจากคำรามพร้อมกันทั้งสามหัว มันก็เริ่มไล่ตามมนุษย์ที่กำลังวิ่งหนี
แม้ว่าเจ้าไฮดรานี่จะมีแค่สองขาเหมือนกิ้งก่า แต่มันก้าวเพียงก้าวเดียวก็เท่ากับมนุษย์หลายก้าวแล้ว ถึงความถี่ในการก้าวจะไม่เร็วเท่ามนุษย์ แต่ความเร็วโดยรวมย่อมเร็วกว่ามนุษย์อย่างแน่นอน
เพียงไม่กี่ลมหายใจ เจ้าไฮดราก็ไล่ตามมาถึงด้านหลังของกลุ่มคนแล้ว
เมื่อยังอยู่ห่างออกไประยะหนึ่ง เจ้าไฮดราก็หยุดฝีเท้าลง เมื่อไม่มีเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงไล่ตามมา ในใจของบางคนก็เริ่มร้องตะโกนด้วยความโล่งอก
แต่เมื่อพวกเขาหันกลับไปมอง ก็ถึงกับขวัญกระเจิงทันที!
เพราะที่เจ้าไฮดราหยุด ไม่ใช่ว่ามันเลิกไล่ตามแล้ว แต่เป็นเพราะเจ้าตัวนี้... กำลังจะร่ายเวทมนตร์!
ปากขนาดมหึมาของหัวงูทั้งสามนั้น... หัวตรงกลางส่องแสงสีเขียว หัวด้านซ้ายส่องแสงสีเพลิง ส่วนหัวด้านขวานั้นมีสายฟ้าบิดเบี้ยวปรากฏขึ้น
“ระวัง!” เสียงที่บิดเบี้ยวด้วยความกลัวเสียงหนึ่งตะโกนเตือนขึ้น
แต่คำเตือนนี้กลับทำหน้าที่เหมือนเสียงปืนสัญญาณมากกว่า
พร้อมกับเสียงตะโกน การโจมตีของไฮดราก็เริ่มขึ้น!
ลูกบอลแสงสีเขียวขนาดมหึมา ลูกไฟขนาดมหึมา และสายฟ้าที่ยาวราวกับแส้ ถูกยิงออกมาพร้อมกัน
การโจมตีทั้งสามนี้มุ่งเป้ามาที่กลุ่มคนโดยตรง โดยลูกบอลแสงสีเขียวนั้นพุ่งตรงไปยังกลุ่มของคาร์ลอย
พร้อมกับเสียงคลื่นน้ำ ลูกบอลแสงสีเขียวนั้นก็ได้ตกลงบนพื้นดิน มันสาดของเหลวสีเขียวออกไปเป็นวงกว้างในทันที พาราดินศักดิ์สิทธิ์สองคนที่โดนของเหลวนั้นเข้าไปเต็มๆ แล้วภาพอันน่าสยดสยองก็เกิดขึ้น
พาราดินศักดิ์สิทธิ์สองคนนั้น ก็เหมือนกับหุ่นขี้ผึ้งที่ถูกราดด้วยน้ำมันร้อนๆ ร่างกายของพวกเขาสลายตัวและอ่อนยวบลงอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา พาราดินทั้งสองก็กลายเป็นแอ่งน้ำสีเขียวสองแอ่ง
และบนแอ่งน้ำสีเขียวนั้น ก็เริ่มมีหมอกสีเขียวเข้มข้นระเหยออกมา คนรอบข้างที่สัมผัสกับหมอกนั้น ต่างก็กุมคอด้วยความเจ็บปวด ราวกับกำลังขาดอากาศหายใจ ทรมานอยู่ครู่หนึ่งก็สิ้นใจไป
...
ทางฝั่งลูกไฟก็มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเช่นกัน ทางฝั่งสายฟ้าก็เช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่มีที่ไหนรุนแรงเท่ากับฝั่งพิษนี้
หมอกพิษสีเขียวเริ่มแพร่กระจาย คนที่อยู่ในหมอกพิษต่างก็ล้มลงทีละคนๆ เพียงช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ก็มีพาราดินศักดิ์สิทธิ์กว่าสิบคนเสียชีวิตภายใต้การโจมตีนี้ แสงศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาไม่สามารถทำอะไรกับการโจมตีของอสูรกายได้เลย
ทางฝั่งคาร์ลอย ก็มีหยาดพิษขนาดใหญ่หยดหนึ่งกระเซ็นมาเช่นกัน และเบื้องหน้าของเขาก็คือมาทิลด้าและเอลิน่า คาร์ลอยทำได้เพียงเลือกที่จะหันกลับไปรับการโจมตีนี้ มิฉะนั้นแล้ว พวกเขาทั้งสามคนคงไม่รอด
คาร์ลอยชักดาบยาวออกมาอย่างรวดเร็ว แสงศักดิ์สิทธิ์ที่ดูราวกับจับต้องได้รวมตัวกันบนดาบอย่างรวดเร็ว เมื่อตวัดดาบออกไปอย่างเชื่องช้าทว่ารวดเร็ว แสงศักดิ์สิทธิ์นั้นแยกตัวออกจากดาบ ก่อตัวขึ้นเป็นโล่แสงสีทองที่ปลายดาบในทันที
หยาดพิษนั้นพุ่งเข้าปะทะกับโล่แสง คาร์ลอยรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล ราวกับว่าหยาดพิษนั้นมีน้ำหนักมหาศาล แต่ความจริงแล้ว คาร์ลอยกำลังสลายพลังของหยาดพิษอยู่ เพราะแม้จะมีโล่แสงป้องกัน แต่ของเหลวที่ปะทะกับมันก็ย่อมต้องกระเซ็นออกไปอยู่ดี
การกระเซ็นแบบนี้ง่ายที่จะทำให้คนอื่นบาดเจ็บ หนึ่งคือเพื่อตัวเองและมาทิลด้า สองคือในสถานการณ์เช่นนี้ คนตายน้อยลงเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
และการใช้โล่แสงและดาบยาวเป็นสื่อกลางสองชั้นเพื่อสลายแรงปะทะนั้น สำหรับคาร์ลอยแล้วก็นับเป็นบททดสอบที่หนักหนาอยู่ เขาจึงทำได้อย่างยากลำบากเล็กน้อย แต่โชคดีที่เขาทำสำเร็จ นี่คือผลของความชำนาญที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
โล่แสงที่ยื่นออกไปของคาร์ลอยนั้น กลับสามารถทำให้หยาดพิษนั้นราวกับไหลเข้าไปในถ้วย มันรวมตัวกันอยู่บนผิวของโล่แสง โดยไม่มีแม้แต่หยดเดียวที่กระเซ็นออกไป แน่นอนว่านี่เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น คาร์ลอยยังคงต้องรีบปล่อยให้หยาดพิษนั้นไหลลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว
หมอกพิษยังคงระเหยขึ้นมา แต่คาร์ลอยและพวกพ้องก็ปลอดภัยแล้ว
ขณะที่วิ่งต่อไป คาร์ลอยก็อดทึ่งในความแข็งแกร่งของอสูรกายตนนี้ไม่ได้ นั่นเป็นเพียงหยดพิษเล็กๆ ที่มันคายออกมา และมันก็สัมผัสกับโล่แสงศักดิ์สิทธิ์ของเขาเพียงชั่วครู่ แต่กลับทำให้พลังแสงศักดิ์สิทธิ์ของเขาถูกใช้ไปไม่น้อยเลย
“เราจะทำยังไงกันดีคะ?” เมื่อเห็นคาร์ลอยวิ่งตามมาทัน มาทิลด้าก็ถามอย่างร้อนรน
“ถ้าวิ่งหนีแบบนี้ต่อไป พวกเราไม่มีใครรอดแน่” คาร์ลอยขมวดคิ้ว “ความเร็วของเราสู้เจ้าอสูรกายนั่นไม่ได้ จะต้องมีคนเสียสละตัวเอง ขวางมันไว้สักพัก ถึงจะทำให้คนอื่นรอดไปได้”
เอลิน่าที่อยู่ข้างๆ ไม่ได้พูดอะไร เพราะท่ามกลางความตื่นตระหนก เธอกลับรู้สึกชื่นชมในตัวคาร์ลอยมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่ถูกกาลเทศะ แต่ในใจของเธอกลับไม่อาจยับยั้งความรู้สึกนี้ได้ ก็เหมือนกับบางครั้งที่ไปร่วมงานศพของใครสักคน แต่กลับอดที่จะหัวเราะออกมาดังๆ ไม่ได้
และความชื่นชมที่เอลิน่ามีต่อคาร์ลอยนั้น แน่นอนว่าเป็นเพราะโล่แสงของเขานั่นเอง อันที่จริงแล้ว นั่นคือการประยุกต์ใช้ทักษะป้องกันกายด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ทักษะป้องกันกายด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์นั้น เดิมทีก็เป็นวิชาที่พาราดินศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางตอนปลายถึงจะใช้ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานของมันอีก
ทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกว่า พลังของคาร์ลอยนั้น อยู่ในระดับพาราดินศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางช่วงปลายสุดแล้ว หรืออาจจะใกล้ทะลวงเป็นพาราดินศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงแล้วด้วยซ้ำ ไม่น่าแปลกใจเลยที่มีผู้ใหญ่มากมายให้ความสนใจในตัวคาร์ลอย ที่แท้เขาก็เป็นอัจฉริยะที่ซ่อนตัวอยู่นี่เอง!
เมื่อนึกถึงการต่อสู้ระหว่างเธอกับคาร์ลอยอีกครั้ง เอลิน่าก็รู้สึกละอายใจจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ที่แท้ครั้งนั้นคาร์ลอยแกล้งทำเป็นอ่อนแอโดยสิ้นเชิง และเธอกลับไม่ทันสังเกตเห็นเลย ที่สำคัญกว่านั้นคือ แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่มากมายที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็ยังไม่มีใครสังเกตเห็นจุดนี้ จากตรงนี้ก็เห็นได้ว่า... คาร์ลอยแข็งแกร่งขนาดไหน!
ต่อหน้าเขา... ข้ายังกล้าเรียกตัวเองว่าอัจฉริยะอีกรึ?
และในขณะที่เอลิน่ากำลังเหม่อลอยอยู่นั้น แผนการของคาร์ลอยก็ได้มีคนตอบรับอย่างรวดเร็ว
และเรื่องที่ไม่คาดคิดที่สุดก็คือ คนที่ตอบรับคนนั้น กลับเป็นเกรย์
เพราะในใจของเกรย์นั้น กำลังมีแผนการหนึ่งก่อตัวขึ้น
ในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง ก็ช่างลำบากใจเขาเสียจริง