- หน้าแรก
- กำเนิดเทพเจ้าโบราณ
- ตอนที่ 111 ดินแดนแห่งขุมทรัพย์
ตอนที่ 111 ดินแดนแห่งขุมทรัพย์
ตอนที่ 111 ดินแดนแห่งขุมทรัพย์
เมื่อมองใบหน้างดงามของมาทิลด้า คาร์ลอยก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด... ทำไมผู้ชายต้องชอบแต่ผู้หญิงสวยๆ ด้วยนะ?
ทำไมจะไม่มีผู้ชายที่ชอบผู้หญิงจมูกโตเป็นชมพู่... รูจมูกบาน... หน้าปรุเป็นลายงา... มีกระเต็มหน้า... เป็นด่างขาว... เป็นสะเก็ดเงิน... มีหนวดเครารุงรัง... หรือมีขนหน้าอกดกหนาเป็นป่าอเมซอน...
ผู้หญิงแบบนี้ก็มีเอกลักษณ์ดีออกไม่ใช่รึ?
แถมยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงรักแท้ในแดนดิน... พิสูจน์ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก... และรักแท้ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดไม่ใช่หรือ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ คาร์ลอยก็สรุปในใจ... ช่างมันเถอะ ข้าเป็นแค่คนธรรมดาเดินดินก็แล้วกัน เพราะข้าน่ะ... ชอบคนสวยโว้ย!
“ท่านอธิบายจบแล้วเหรอ?” มาทิลด้าหันมาถามคาร์ลอย แล้วเธอก็เห็นว่าเขากำลังยืนจ้องเธอด้วยสายตาแปลกๆ
แค่จ้องก็จ้องไปสิ แต่รอยยิ้มนั่นมันอะไรกัน?
แล้วแค่ยิ้มก็ยิ้มไป... แต่น้ำลายที่ไหลย้อยนั่นมันอะไรกัน!?
“คาร์ลอย!” มาทิลด้าตะโกนลั่นอีกครั้ง
คาร์ลอยถึงกับสะดุ้ง “อ้อ!” คำหนึ่งแล้วหลุดจากภวังค์
เขากระแอมเบาๆ แล้วพูดว่า “มาทิลด้า ข้าบอกเจ้าหมดทุกอย่างแล้วนะ ไม่มีปิดบังเลยจริงๆ”
มาทิลด้า “ฮึ่ม” คำหนึ่ง เชิดหน้าขึ้น ไม่ยอมมองคาร์ลอย แล้วเดินตรงไปข้างหน้า
คาร์ลอยรู้ดีว่า เวลานี้ต้องคอยเอาใจคุณหนูคนนี้ให้ดีๆ ไม่อย่างนั้น อนาคตลำบากแน่
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีก เริ่มสังเกตการณ์รอบตัวไปตามทางเดิน แต่สำหรับคาร์ลอยแล้ว เขายิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะอาณาจักรเวสเกอร์เข้ามาในวงเวทผู้ถูกเลือกก่อนหน้าพวกเขา ทำให้คนสองคนนั้นมีเวลาพอที่จะวางกับดักเขาไว้ได้
อย่างไรก็ตาม คาร์ลอยคาดว่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหาภายในวันแรกนั้นค่อนข้างน้อย เพราะในช่วงเวลานี้ ผู้คนจากทุกฝ่ายยังคงรวมกลุ่มกันอยู่ หากพวกเขาลงมือทำอะไรตอนนี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกคนอื่นมาพบเห็น
ในฐานะพาราดิน คงไม่อยากให้เรื่องอื้อฉาวแบบนี้แพร่งพรายให้คนอื่นรู้ ดังนั้น พวกเขาน่าจะลงมือหลังจากวันที่สองไปแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไร การระวังตัวไว้ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ขณะที่เดินหน้าต่อไป คาร์ลอยก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในโบราณสถานยุคดึกดำบรรพ์ที่ว่านี่... มันมีสมบัติอยู่จริงรึเปล่า? นี่พวกเขาเดินมาไกลมากแล้ว แต่รอบตัวก็ยังคงมีแต่ความแห้งแล้งรกร้าง
และในตอนนั้นเอง คาร์ลอยก็ได้ยินเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังมาจากข้างหน้า เขากับมาทิลด้าจึงรีบตามเสียงนั้นไปทันที
เมื่อเลี้ยวผ่านเชิงเขาแห่งหนึ่งไป เบื้องหน้าของพวกเขาก็พลันปรากฏภาพอันน่าทึ่ง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือแอ่งกระทะขนาดใหญ่ใจกลางหุบเขา ซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้และพืชพรรณแปลกตาอย่างน่าอัศจรรย์ กลิ่นหอมสดชื่นโชยปะทะใบหน้า ทำให้ผู้ที่ได้สูดดมรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าไปถึงอวัยวะภายใน
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกคนต่างสัมผัสได้ว่า ณ สถานที่แห่งนี้ มีพลังลี้ลับอันมหาศาลไหลเวียนอยู่ หากได้ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรที่นี่ จะต้องได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงอย่างแน่นอน
และที่นี่ไม่ได้มีแค่พืชพรรณเหล่านี้เท่านั้น รอบๆ สวนดอกไม้และบริเวณเชิงเขานั้น เต็มไปด้วยผลึกคริสตัลสูงท่วมหัวคน ผลึกเหล่านั้นมีหลากสีสัน ส่องประกายแวววาวอ่อนโยนแต่กลับดึงดูดสายตาอย่างน่าประหลาด
กลุ่มคนที่มาถึงก่อนหน้า บางคนกำลังตรวจสอบและเก็บเกี่ยวพืชพรรณ บางคนก็มุ่งตรงไปยังผลึกคริสตัล
“พลังแห่งไฟที่เข้มข้นอะไรอย่างนี้!” คนหนึ่งอุทานขึ้น “หากตัดมันไปสักชิ้น เอาไปติดบนคทา พลังโจมตีของเวทสายไฟต้องเพิ่มเป็นสองเท่าแน่!”
“โอ้โห... พลังเวทมนตร์มหาศาล!” อีกคนหนึ่งก็ร้องขึ้นอย่างไม่ยอมน้อยหน้า “ถ้าได้กอดผลึกคริสตัลนี่นั่งสมาธิ แค่ชั่วครู่ก็คงเลื่อนระดับพลังของข้าได้แล้ว!”
…
เสียงชื่นชมดังขึ้นจากทุกทิศทาง ทุกคนตาเป็นประกาย และเริ่มตักตวงสมบัติจากแหล่งขุมทรัพย์แห่งนี้อย่างละโมบ
การมาถึงของคาร์ลอยและมาทิลด้าไม่ได้ทำให้ใครสนใจเลย
หลังจากกวาดตามองไปรอบๆ คาร์ลอยก็พบว่าที่นี่ไม่มีคนจากอาณาจักรเวสเกอร์อยู่ ซึ่งทำให้เขาสบายใจไปได้เปราะหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ได้เข้าไปแย่งชิงสมบัติเหล่านั้น
เพราะของที่นี่มีมากเกินไป แค่คนกลุ่มนี้ปรกติแล้วไม่มีทางขุดไปได้หมด และการแย่งชิงอย่างไร้เป้าหมายแบบนี้ก็เป็นการทำลายของดีอย่างสิ้นเปล่า ภายใต้ความโลภที่ครอบงำ ผู้คนคิดแต่เพียงว่ายิ่งกอบโกยได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่ขาดทุน แต่ของจากฟ้าดินกว่าจะเติบโตได้ถึงขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน การขุดค้นอย่างไร้การไตร่ตรอง ไม่ได้เอาไปตามความจำเป็น ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์แค่ไหนก็ย่อมมีวันหมดไป
ในฐานะผู้ที่มาจากโลก คาร์ลอยเข้าใจประเด็นนี้ดี
นอกเหนือจากนั้น คาร์ลอยยังไม่อยากจะเชื่อว่าสมบัติเหล่านี้จะปล่อยให้คนเก็บเกี่ยวไปได้ง่ายๆ... จะมีอันตรายซ่อนอยู่หรือไม่... ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด
“เราจะยืนดูเฉยๆ แบบนี้เหรอ?” มาทิลด้าถาม ดูท่าว่าแม่สาวน้อยคนนี้จะเริ่มใจร้อนแล้ว
คาร์ลอยลูบหัวมาทิลด้าเบาๆ แล้วพูดว่า “ใจเย็นๆ รอดูไปก่อน ใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้หรอก อย่าให้ความโลภมันบังตาจนทำอะไรโง่ๆ ลงไป”
มาทิลด้าเอ่ยชม “ต่อหน้าสมบัติล้ำค่ามากมาย ยังใจเย็นเป็นน้ำนิ่งได้ขนาดนี้ คงมีแต่เจ้าเท่านั้นแหละที่ทำได้... แล้วก็... กินเต้าหู้คืออะไรเหรอ? เต้าหู้มันคืออะไรกัน?”
คาร์ลอย “เอ่อ...” คำหนึ่ง เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าโลกนี้ไม่มีอาหารที่เรียกว่าเต้าหู้ เขาจึงยิ้มแล้วตอบว่า “มันเป็นแค่อาหารจากแถบบ้านนอกของข้าน่ะ ทำจากถั่วที่เอามาบดแล้วทำให้จับตัวเป็นก้อน”
มาทิลด้าถาม “อร่อยไหมคะ?”
คำถามนี้กระตุ้นความคิดถึงบ้านของคาร์ลอยขึ้นมาเล็กน้อย เขาพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความรู้สึกว่า “มันอาจจะเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกเลยก็ได้ และไม่ว่าคนจะสูงส่งหรือต่ำต้อยแค่ไหน ก็สามารถกินได้อย่างมีความสุข เป็นอาหารที่หาได้ยากจริงๆ”
มาทิลด้ากระพริบตาปริบๆ “จริงเหรอคะ? แล้วเจ้าทำเป็นไหม?”
คาร์ลอยชะงักไป เขารู้หลักการทำเต้าหู้อยู่บ้าง แต่ไม่เคยลงมือทำจริง และเขาก็อยากจะลองทำกินดูหลังจากออกไปจากที่นี่แล้วเหมือนกัน จึงตอบไปว่า “ข้าไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก แต่ก็น่าจะพอทำได้”
มาทิลด้ายิ้มกว้าง “งั้นเจ้าทำให้ข้ากินได้ไหม?”
คาร์ลอยหัวเราะ “ได้สิ ดูท่าเจ้าก็เป็นจอมกินตัวยงเหมือนกันนะ พอเจอเรื่องของกินเข้าหน่อย ก็ลืมสมบัติพวกนี้ไปเลยเหรอ?”
มาทิลด้ายิ้ม “ของที่นี่มันก็อยู่ตรงหน้า จะไปอยากได้อะไรนักหนา แต่พอเจ้าเล่าให้ฟัง ข้าก็แทบจะรอ ‘กินเต้าหู้’ ของเจ้าไม่ไหวแล้ว”
คาร์ลอยหัวเราะ “เจ้าจะ ‘กินเต้าหู้ข้า’ งั้นรึ?”
เอ๊ะ... ประโยคนี้มันฟังดูทะแม่งๆ แฮะ? แต่เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเข้าใจความหมายแฝงของการ ‘กินเต้าหู้’ แน่นอน เขาจึงไม่พูดอะไรต่อ
และในขณะที่ทั้งสองคนกำลังเงียบไปนั้นเอง กลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้าก็เริ่มเดือดขึ้นมา
“หญ้ามารพันปีต้นนี้ข้าเจอเป็นคนแรก!” คนหนึ่งตะโกนขึ้น
“ไสหัวแม่แกไปเลย ข้าต่างหากที่เจอเป็นคนแรก!” อีกคนหนึ่งดูจะหยาบคายกว่า ตะโกนด่ากลับไป
คาร์ลอยกับมาทิลด้ามองไปทางนั้น เห็นว่าทั้งสองฝ่ายกำลังจะลงไม้ลงมือกันอยู่แล้ว แต่ทันใดนั้น ที่ใต้เท้าของพวกเขาก็พลันสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีเขียว
แสงสีเขียวนั้นดูเหมือนจะเปล่งออกมาจากสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘หญ้ามารพันปี’ แสงนั้นเจิดจ้าจนห่อหุ้มร่างของคนทั้งสองไว้
และคาร์ลอยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน... ในแสงสีเขียวนั้น เท้าของคนทั้งสองก็แปรสภาพกลายเป็นรากไม้ ขาและลำตัวกลายเป็นลำต้น ใบหน้าที่ตื่นตระหนกและหวาดกลัวของพวกเขากลายเป็นพุ่มใบไม้ และแขนขาก็แตกแขนงออกไปเป็นกิ่งก้าน...
ในชั่วพริบตา คนสองคนก็ได้หายไป
ณ สวนดอกไม้แห่งนั้น กลับมีต้นไม้สีเขียวมรกตสองต้นปรากฏขึ้นมาแทนที่