เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 49: ความเป็นห่วงของเพื่อนสมัยเด็ก

ตอนที่ 49: ความเป็นห่วงของเพื่อนสมัยเด็ก

ตอนที่ 49: ความเป็นห่วงของเพื่อนสมัยเด็ก  


ซวยแล้วไง, ซวยสุดๆ ก่อนที่คำพูดพวกนี้จะผุดขึ้นมาเต็มหัวฉัน, ฉันก็บอกตัวเองให้ใจเย็นลง

ใจเย็นๆนะ ตราบใดที่เราใจเย็นมันก็จะผ่านพ้นไปได้

ในขณะที่ฉันบอกตัวเองให้ค่อยๆใจเย็นลง, ฉันก็สามารถเรียกสติกลับมาได้ในระดับนึง

ตอนนี้ฉันคือซิลเวอร์ ไม่ใช่อาร์โนลด์

เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องแก้ตัว

ไม่แก้ตัวมันจะดีกว่า, ถึงยังไงซิลเวอร์ก็ไม่มีอะไรต้องปกปิดอยู่แล้ว

“เจ้าอยากรู้หรอ?”

“มันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่รึไง!? เจ้าไปได้ยินเรื่องนั้นมาจากไหน!?”

“ข้าไม่มีหน้าที่หรือเหตุผลอะไรที่ต้องบอกเจ้านี่”

ในขณะที่พยายามทำตัวไม่สนโลกกับเธอ, ฉันก็เตือนตัวเองให้ทำตัวเหมือนซิลเวอร์ เอลน่าในโหมดต่อสู้นั้นอันตราย แม้กระทั่งจุดผิดพลาดเล็กๆเธอก็สังเกตได้ มันคงจะจบสิ้นแน่ถ้าเธอรู้สึกว่าฉันทำอะไรบางอย่างที่ดูผิดธรรมชาติ

ด้วยนิสัยส่วนตัวของเอลน่านั้น, ตอนนี้ฉันยังให้เธอรู้ไม่ได้ว่าฉันคือซิลเวอร์

“เจ้าว่ายังไงนะ!?”

“นี่, เห็นไหมว่ามันเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้ว? เรื่องนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนได้ไหม?”

“หนอย! หลังจากนี้เรามีเรื่องสำคัญต้องคุยกันนะ!”

“นั่นมันก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของข้าในตอนนั้นนะ”

ด้วยความที่หลีกเลี่ยงวิกฤตินี้ไปได้แล้ว, ฉันก็กลับมาทุ่มสมาธิให้กับลิเวียธาน

ฉันลงไปที่ทะเลแทนเอลน่าแล้วยืนอยู่เบื้องหน้าลิเวียธานที่กำลังโผล่ขึ้นมา

ฉันถอนหายใจออกมาเล็กน้อยแล้วใช้มือขวาจับตรงหัวใจที่กำลังเต้นรัวของฉัน

ด้วยการควบคุมลมหายใจ, ฉันก็สามารถสงบสติอารมณ์ลงได้

จริงๆเลย, ไม่น่าเชื่อเลยว่าการเกือบถูกเธอรู้ความจริงมันน่ากลัวกว่าการต่อสู้กับมังกรซะอีก สมกับที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่แข็งแกร่งที่สุดของฉัน

เอาเถอะ, มันเป็นเพราะฉันไม่ระวังเองหล่ะ

หลังจากนี้คงไม่เป็นไรแล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่เพื่อตอบคำถามของเธอซักหน่อย, ฉันแค่ใช้เวทย์เคลื่อนย้ายหนีไปหรือสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาก็ได้เหมือนกัน

ด้วยความที่วิกฤติส่วนตัวผ่านพ้นไปแล้ว, สิ่งที่เหลือก็คือการจัดการกับมังกรทะเลที่อยู่ตรงหน้า

[หนอยย....นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้รับบาดเจ็บหนักขนาดนี้....แถมยังเป็นฝีมือของมนุษย์อีก]

“ก็บอกแล้วไงว่าอย่าดูถูกมนุษย์”

[เข้าเข้าใจตั้งแต่การโจมตีนั้นแล้ว เด็กสาวคนนั้น, เธอเป็นลูกหลานของคนที่จัดการราชาปีศาจสินะ? นึกไม่ถึงเลยว่าเธอสามารถใช้ดาบที่น่ารังเกียจนั่นได้ด้วย........]

“แล้วจะเอายังไงต่อ? เจ้าอยากยอมแพ้เลยไหม?”

[อย่าทำให้ข้าหัวเราะไปหน่อยเลยหน่า.....ไม่มีมังกรตัวไหนหนีจากมนุษย์หรอก!!]

พอพูดจบ, ลิเวียธานก็อ้าปากแล้วคำราม

มังกรคำราม มันคือสิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตหวาดกลัวได้ มันคือสิ่งที่สามารถทำลายขวัญกำลังใจของศัตรูได้

คนที่จิตอ่อนจะสลบ อันที่จริง, กองเรือที่อยู่รอบลิเวียธานเองก็กำลังตกอยู่ในความตื่นตระหนก

ปล่อยไว้แบบนี้ก็คงไม่ดีสินะ ฉันอยากให้พวกเขารีบอพยพไปเร็วๆแต่ยังมีเรืออีกหลายลำที่ยังอยู่ในพื้นที่นี้

[ข้าจะให้เจ้าชดใช้ที่มาทำให้ร่างกายของข้าได้รับบาดเจ็บแบบนี้!]

“เป็นการตัดสินที่ดูเห็นแก่ตัวจังเลยนะ สมกับที่เป็นมังกรจริงๆ”

พอพูดจบ, ฉันก็ค่อยๆลอยขึ้นไปบนฟ้า

ฉันจำเป็นต้องซื้อเวลาให้มากกว่านี้

“ผู้กล้าหญิง ฟังข้าให้ดีๆ”

“อะไรนะ.....?”

“ทำไมเจ้าถึงทิ้งระยะไปไกลขนาดนั้น?”

“เจ้าอาจจะจับข้าโยนลงไปในทะเลก็ได้นี่.......!”

เหมือนกับแมวที่กำลังระวังตัวอยู่, เอลน่าตัวสั่นในขณะที่เพิ่มระยะห่างระหว่างพวกเรา

นี่มันเรื่องจริงจังเธอจะมาทำตัวเหมือนแมวกลัวการอาบน้ำแบบนี้ไม่ได้นะ

จริงๆเลย

“ไม่ทำหรอกหน่า, ถึงยังไงข้าก็ไม่มั่นใจอยู่แล้วว่าจะจัดการกับมังกรทะเลและผู้กล้าพร้อมกันได้”

“เจ้าว่ายังไงนะ!”

ในขณะที่เธอกำลังพูดกับฉันนั้น, เอลน่าไม่ได้ลดการป้องกันที่มีต่อลิเวียธานลงเลย

ลิเวียธานอ้าปากแล้วปล่อยปราณวารีของมันออกมา

ในขณะที่ปล่อยเวทย์ป้องกันเพื่อชะลอมัน, พวกเราก็หนีออกจากตำแหน่งนั้น

ปราณวารีของลิเวียธานทะยานขึ้นไปบนฟ้าและทะลวงผ่านเมฆ ถ้ามันโจมตีโดนพวกเราโดยตรง, พวกเราก็คงจะไม่เหลือซากแน่ๆ

ถ้าสิ่งนี้พุ่งเข้าใส่เขตที่อยู่อาศัยหล่ะก็ทุกอย่างคงจะจบสิ้น

“เจ้ามีแผนใช่ไหม!?”

“ช่วยผ่ามันอีกซักรอบได้รึเปล่า?”

“ไม่ไหวหรอก มันระวังข้าแล้ว ข้าไม่สามารถใช้การเคลื่อนไหวแบบเดิมซ้ำสองได้ ถ้ามันไม่ได้อยู่ในทะเลข้าก็คงพอจะทำอะไรได้บ้างอยู่หรอก......”

เอลน่าเรียกแรงฮึดกลับมาได้บ้างแล้วแต่ในตอนที่เธอหันไปมองทะเลมันก็หดหายไปและไหล่ของเธอก็ตกลงในทันที

ในขณะนั้นเอง, ลิเวียธานก็ปล่อยกระสุนน้ำจำนวนมหาศาลใส่พวกเรา ในขณะที่ป้องกันพวกมันอยู่, ฉันก็พูดกับเอลน่า

“งั้นก็แสดงว่าถ้ามันไม่ได้อยู่ในทะเลเจ้าก็จะสามารถจัดการได้ใช่ไหม?”

“นี่เจ้าคิดจะทำอะไร?”

“แยกทะเล”

“หา!?”

เอลน่าพูดโพล่งออกมาด้วยความไม่เชื่อแต่ก็นะ, ฉันตั้งใจจะทำแบบนั้นจริงๆ

ฉันคิดว่าจะจับมันเอาไว้ด้วยบาเรียแล้วลากมันขึ้นไปบนฟ้าอยู่หรอก แต่มันคงจะเป็นปัญหาเอาได้ถ้าฉันต้องหนีจากมัน

“ข้าจะแยกทะเลส่วนนึงด้วยบาเรีย ถ้าข้าทำแบบนั้นได้เจ้าก็จะสู้กับมันได้โดยไม่มีปัญหาอะไรอีกใช่ไหม?”

“นี่เจ้าวางแผนจะสร้างพื้นที่ว่างที่กลางทะเลอย่างงั้นหรอ?”

“ก็อะไรประมาณนั้น”

“แล้วถ้าบาเรียพังลงมาหล่ะ?”

“น้ำทะเลก็จะซัดใส่เจ้า”

ด้วยคำตอบที่ชัดเจน, สีหน้าของเอลน่าก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวในทันที

เธอเผลอนึกภาพมันออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจสินะ

“ไม่มีทางซะหรอก! เจ้าอาจจะทำลายบาเรียทิ้งหลังจากที่การต่อสู้จบลงแล้วก็ได้!”

“ข้าไม่คิดจะทำเรื่องที่ส่งผลให้จักรวรรดิกลายมาเป็นศัตรูหรอกหน่า ยิ่งไปกว่านั้น, ข้าคิดว่าอัศวินหลวงอย่างเจ้าน่าจะเข้าใจดีไม่ใช่หรอว่านี่มันไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องเห็นแก่ตัวแบบนี้?”

“อึก....นั่นมัน.....”

“ข้าเผด็จศึกมันไม่ได้ มันจะพยายามขัดขวางข้าในตอนที่ข้าพยายามร่ายเวทย์ ถ้าพวกเรายิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ยิ่งมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นเท่านั้น ข้าคิดว่าแผนนี้มันมีประโยชน์กับพวกเราทั้งสองฝ่ายไม่ใช่รึไง?”

“....นี่เจ้ากำลังขอให้ข้าเชื่อใจเจ้าหรอ?”

“ใช่แล้ว จงเชื่อใจข้าซะ”

“จะให้ข้าเชื่อใจคนที่ไม่แม้แต่จะแสดงใบหน้าที่แท้จริงของตัวเองเนี่ยนะ......”

เอลน่าจ้องฉันอย่างเจ็บแสบ

หยุดทำแบบนั้นเถอะ มันเป็นความผิดของฉันเอง

ฉันก็ไม่อยากส่งผู้หญิงที่เป็นโรคกลัวน้ำไปอยู่กลางทะเลหรอกแต่มันไม่มีวิธีเอาชนะมังกรที่ง่ายไปกว่านี้แล้ว

เอลน่าที่เงียบไปซักพักเปิดปากพูดออกมา

“—บอกข้ามาซิ ใครเป็นคนที่บอกเจ้าเรื่องที่ข้ากลัวน้ำ?”

“....เขาบอกให้ฉันเก็บเอาไว้เป็นความลับ”

“พูดมาเถอะหน่า!”

“เห้อ....เจ้าชายอาร์โนลด์เป็นคนบอก ข้าแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเขาที่รอนดิเน่ นั่นคือตอนที่เขาบอกข้า”

“อัลหรอ? เขาบอกเจ้าแบบนั้นใช่ไหม? ข้าขอพูดเอาไว้ก่อนเลยนะว่า, อัลไม่ใช่คนที่จะไว้ใจคนอื่นง่ายๆหรอก เขาจะไม่มีวันบอกข้อมูลที่สำคัญออกไปเว้นเสียแต่ว่าเขาไว้ใจคนๆนั้นจริงๆ เจ้าคงรู้ใช่ไหมถ้าเจ้าโกหกข้า, ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้เจ้าแน่?!”

เป็นข้อแก้ตัวที่เจ็บปวดจังเลยนะ

เอาเถอะ, มันก็ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก

“ข้าไม่ได้โกหก ต้องทำยังไงเจ้าถึงจะเชื่อเนี่ย?”

“....อัลพูดว่ายังไงบ้าง? ในตอนที่เขาบอกเจ้าเกี่ยวกับจุดอ่อนของข้า”

ฉันเงียบไปพักนึง

สิ่งที่ฉันจะพูดในตอนที่บอกคนอื่นเกี่ยวกับจุดอ่อนของเอลน่าหรอ?

ต้องมีเหตุผลแบบไหนฉันถึงจะยอมเปิดเผยจุดอ่อนของเธอให้คนอื่นนะ?

ในตอนที่คิดเรื่องพวกนี้, คำพูดก็พลั่งพลูออกมาจากปากของฉันอย่างกระทันหัน

“เธอเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่น่ารำคาญแต่ช่วยดูแลเธอแทนข้าด้วย, เขาพูดประมาณนี้แหล่ะ บางทีเขาอาจจะห่วงเรื่องโรคกลัวน้ำของเจ้าในแบบของเขาก็ได้”

“!?”

หลังจากนั้นไม่นาน, เอลน่าก็ละสายตาออกไปในขณะที่ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

จากนั้น

“ขี้เป็นห่วงจังเลยนะ....ให้ตายเถอะ....ตาโง่อัล.....”

หลังจากที่พูดจบ, เอลน่าก็ถอนหายใจแล้วเริ่มลดความสูงลงมา

“แสดงว่าเจ้ายอมทำตามแผนของข้าแล้วสินะ?”

“ใช่, แต่ข้ายังไม่ไว้ใจเจ้า ที่ข้ายอมเอาด้วยก็แค่เพราะอัลไว้ใจเจ้า ถ้าอัลประเมินแล้วว่าเขาสามารถบอกจุดอ่อนของข้ากับเจ้าได้ก็แสดงว่า......ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าข้าไม่ชอบใจแต่เพราะเห็นแก่อัลข้าจะยอมยกโทษให้เจ้าซักครั้งนึงก็ได้”

พอพูดจบ, เอลน่าก็ค่อยๆลดระดับลงไปหาลิเวียธาน

ต่อให้มันไม่ได้โผล่มาเต็มตัว, มันก็ยังใหญ่อยู่ดี แม้ว่าเธอจะเข้ามาถึงตรงศรีษะของมันแล้ว, มันก็ยังพอมีระยะห่างระหว่างเธอกับทะเล อย่างไรก็ตาม, สำหรับเอลน่า, นี่มันต้องดูเหมือนกับดินแดนแห่งความตายแน่ๆ

ถ้างั้นพวกเรามาเริ่มกันเลยดีไหม?”

ฉันสร้างบาเรียสี่เหลี่ยมโดยมีลิเวียธานกับเอลน่าเป็นศูนย์กลางและขยายมันออกอย่างมั่นคง

ทะเลกำลังถูกบาเรียผลักออกในขณะที่เรือที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเองก็ถูกย้ายออกไปจากพื้นที่

ในตอนที่บาเรียขยายไปถึงก้นทะเลแล้ว, พื้นมหาสมุทรก็เผยออกมาอย่างชัดเจน

[เหอะ! สร้างบาเรียขึ้นมาเพื่อดวลตัวต่อตัวกับเข้า, พวกเจ้านี่ใจกล้าไม่เบานะ นี่เจ้ามั่นในตัวเองขนาดนั้นเลยหรอ, สาวน้อย?]

“ไม่มั่นใจหรอก....แต่ข้าพูดได้เลยว่า นี่มันคือสถานที่ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เท้าของข้าเคยเหยียบมาแล้ว.......”

มันไม่ใช่ว่าฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่เอลน่าพูด

ถึงแม้ว่าน้ำจะทะลุผ่านบาเรียไม่ได้, แต่เธอก็ยังถูกน้ำล้อมรอบจากทุกด้าน

จากมุมมองของเอลน่านั้น, มันก็คงไม่ต่างอะไรจากนรกหล่ะนะ

อย่างไรก็ตาม, เอลน่ายังจับดาบศักดิ์สิทธิ์ของเธออยู่

“แต่ไม่ว่ายังไง....ข้าก็จะสู้! ข้ายอมให้เพื่อนสมัยเด็กของข้าต้องเป็นห่วงมากกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว!”

พอพูดจบ, เอลน่าก็ใส่พลังเวทย์เข้าไปในดาบศักดิ์สิทธิ์

จากนั้นดาบศักดิ์สิทธิ์ก็เปลี่ยนพลังเวทย์เป็นอนุภาคศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งประกายในขณะที่มันค่อยๆสว่างขึ้นเรื่อยๆ

[หืม!? นี่มัน!?]

“ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งดวงดาวเอ๋ย.....จงสำแดงพลังออกมา....จงกำจัดศัตรูที่อยู่ตรงหน้าข้าให้พินาศ!!”

ในตอนที่เธอพูดออกมาแบบนั้น, แสงก็ปกคลุมทั้งใบดาบของดาบศักดิ์สิทธิ์

แสงจำนวนมหาศาลได้มารวมกันที่คมดาบของดาบศักดิ์สิทธ์ ทำให้คมดาบสว่างจ้าเหมือนกับดวงอาทิตย์

ด้วยดาบในมือของเธอ, เอลน่าก็พุ่งตรงไปหาลิเวียธาน

[อย่ามาดูถูกข้านะ!!]

ลิเวียธานพยายามจะสกัดกั้นเธอด้วยปราณวารีของมัน

ปราณวารีที่สามารถทะลวงทุกอย่างได้พุ่งเข้าใส่เอลน่าแต่เธอก็แค่รับมันเอาไว้ด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ของเธอแล้วลุยเข้าไปต่อ

[อะไรกัน!?]

“ย้ากกก!!”

ดาบศักดิ์สิทธิ์ฉีกทะลวงได้แม้กระทั่งปราณวารีของลิเวียธาน

จากนั้น, เอลน่าก็เร่งความเร็ว

“ผ่าแสงสวรรค์!!”

การเคลื่อนไหวที่ฆ่าได้แน่นอนของเอลน่าผ่าลิเวียธานที่ตัวยาวกว่า 50 เมตรเป็นสองส่วน

อย่างไรก็ตาม, นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด

มันผ่าบาเรียที่ฉันสร้างเอาไว้ได้อย่างง่ายดายด้วย

“ชิ!”

ในตอนที่น้ำเริ่มไหลทะลักเข้ามาในบาเรีย, ฉันก็ลงไปรับตัวเอลน่าออกมาจากที่นั่น

“เหวอ!? ปล่อยข้านะ!”

“ขนาดกำลังตื่นตกใจจากน้ำที่อยู่ตรงหน้าก็ยังพูดเรื่องที่น่าสนใจออกมาได้นะ หัดขอบคุณซะบ้างไม่เป็นรึไง?”

“การช่วยข้าออกจากสถานการณ์แบบนี้มันเป็นหน้าที่ของเจ้านี่! อย่ามาทำเหมือนกับว่าข้าเป็นหนี้บุญคุณเจ้านะ! แล้วเจ้าก็ไม่ควรสร้างบาเรียที่เปราะบางแบบนั้นมาตั้งแต่แรกแล้วด้วย”

ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าในทวีปนี้จะมีซักกี่คนที่พูดออกมาได้อย่างมั่นใจว่าบาเรียของฉันเปราะบาง อย่างน้อยที่สุด, นี่ก็เป็นคนแรกที่มีคนมาพูดกับฉันแบบนี้

ฉันเกือบจะเถียงเธอกลับไปด้วยน้ำเสียงปกติ, แต่ฉันก็สามารถอดกลั้นเอาไว้ได้

ยิ่งไปกว่านั้น, นี่มันยังไม่จบดี

“ขอโทษที่มันเปราะเกินไปก็แล้วกันนะ แล้วก็ขอบคุณผลจากการทำลายของเจ้าข้าก็เลยต้องมาเหนื่อยเพิ่ม”

พอพูดจบ, ฉันก็ปิดรูที่เกิดขึ้น จากนั้นก็สร้างแนวกั้นทะเลแล้วเปิดรูเล็กๆข้างในเพื่อระบายน้ำออก

เอลน่าจ้องมาที่ฉันอย่างสงสัย

“นี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

“ศพของมังกรสามารถขายได้ในราคาสูง ยิ่งไปกว่านั้น, มันคือมังกรที่ถูกกำหนดเอาไว้ที่คลาส S เงินจากเจ้าตัวนี้น่าจะมากพอที่จะซ่อมแซมเมืองนี้ได้”

“อุ๊ย? ข้านึกว่าเจ้าจะเก็บเงินไว้ใช้เองเพราะเจ้าเอาชนะมันได้นะเนี่ย, ดูเหมือนว่าข้าจะคิดผิดสินะ”

“ปกติแล้ว, ศพของมอนส์เตอร์จะเป็นของคนที่เอาชนะมันได้แต่ครั้งนี้มันกรณีพิเศษ มันควรเอาไปใช้สำหรับซ่อมแซมเมืองที่ประสบภัยมากกว่า”

“อืมม.....ดูเหมือนภาพลักษณ์ของเจ้าในมุมมองของข้าจะดีขึ้นมานิดนึงนะ เจ้าเองก็คิดเรื่องแบบนั้นเป็นเหมือนกันนะเนี่ย”

“ข้าไม่เหมือนกับผู้กล้าบางคนที่รู้จักแค่วิธีเหวี่ยงดาบหรอก”

“ว่าไงนะ!?”

ไหล่ของเอลน่าสั่นด้วยความโกรธ

ในขณะนั้นเอง, ฉันก็ค่อยๆยกศพของลิเวียธานไปไว้ที่ซากท่าเรืออย่างนุ่มนวล

หลังจากนี้ถ้าฉันให้เอลน่าอธิบายความตั้งใจของฉันกับพวกเขาก็คงไม่เป็นไรแล้วหล่ะ

ตอนนี้, ฉันว่าคงถึงเวลากลับแล้วสินะ

“เอาหล่ะ, ถ้างั้นข้าขอตัวก่อนนะ”

“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ! เจ้ามีความสัมพันธ์ยังไงกับอัล!?”

“ความสัมพันธ์ยังไงหรอ?.... พวกเราก็เป็นแค่ผู้สมรู้ร่วมคิดกัน พวกเราช่วยกันวางแผนแล้วก็เคลื่อนไหว นอกเหนือจากนี้, เจ้าต้องไปถามเขาด้วยตัวเอง ส่วนเขาจะยอมตอบรึเปล่านั้นมันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วหล่ะ”

พอพูดจบ, ฉันก็บินไปทางปราสาทอัลบราโทรซึ่งอยู่ห่างออกไป

ฉันแค่นึกขึ้นมาได้ว่าฉันไม่สามารถกลับไปโดยทิ้งท่านพี่เทราเอาไว้ที่นั่นเพียงลำพังได้......

“ค, คุณเอวา....คุณช่วยมาเป็นแบบคนใหม่ของข้าให้หน่อยได้ไหมครับ!? และถ้าเป็นไปได้ช่วยปฏิบัติกับข้าเหมือนเป็นพี่ชายแล้วเรียกข้าว่าท่านพี่ทีนะครับ, ถ้าท่านยอมทำแบบนั้นผลงานของข้าจะต้องพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอน......!”

“อ...เอ่อ, คือว่า.....”

ช่างมันเถอะ, กลับเลยดีกว่า

ฉันยกเลิกความคิดที่จะพาท่านพี่เทรากลับแล้วเคลื่อนย้ายกลับไปที่ห้องของฉันในรอนดิเน่

ด้วยการเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว, ฉันก็ร่ายเวทย์ลวงตาใส่ชุดของซิลเวอร์แล้วเก็บใส่กระเป๋าสัมภาระของฉัน

หลังจากทำลายร่องรอยที่เชื่อมโยงฉันไปหาซิลเวอร์จนหมดแล้ว, ฉันก็ทิ้งตัวลงบนเตียง

“เห้อออ....ครั้งนี้เหนื่อยชะมัด....”

ฉันผลอยหลับไปในขณะที่พึมพำออกมาแบบนั้น

ฉันคิดว่าฉันลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไปแต่ฉันไม่มีกำลังหรือเรี่ยวแรงมากพอที่จะคิดอะไรอีกแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 49: ความเป็นห่วงของเพื่อนสมัยเด็ก

คัดลอกลิงก์แล้ว