เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 43: หุ้นส่วนแต่เพียงผู้เดียว

ตอนที่ 43: หุ้นส่วนแต่เพียงผู้เดียว

ตอนที่ 43: หุ้นส่วนแต่เพียงผู้เดียว  


เช้าวันต่อมา

ฉันบอกกับทุกคนว่าฉันป่วยและขังตัวเองอยู่ในห้อง

และด้วยการทิ้งภาพลวงตาของตัวเองที่นอนอยู่บนเตียงเอาไว้, ตอนนี้ทุกคนที่เห็นก็คงจะคิดว่าฉันกำลังนอนหลับอยู่ในห้อง

จากนั้น, ฉันก็ได้ใช้เวทย์เคลื่อนย้ายเพื่อไปยังเมืองที่อยู่ใกล้กับพรมแดนทางใต้ของจักรวรรดิและใช้มันอีกครั้งจากที่นั่นเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของจักรวรรดิโดยตรง

สถานที่ที่ฉันเคลื่อนย้านไปก็คือห้องลับของท่านทวด

มีใบหน้าอันแสนคุ้นเคยรอฉันอยู่ที่นั่น แต่ว่าไม่ใช่ท่านทวด ตอนนี้เขาน่าจะกำลังพักผ่อนอยู่ในหนังสือ เขาอาจจะเป็นร่างความคิดแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะตื่นอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอจิตวิญญาณของเขาก็อาจจะสลายไปได้

“ยินดีต้อนรับกลับครับ”

“เซบาสหรอ รู้ได้ไงว่าข้าจะกลับมาวันนี้?”

“ไม่รู้หรอกครับ ข้าแค่มารอที่นี่ทุกวัน”

“ทุกวันเลยหรอ....เจ้านี่ขยันจังเลยนะ”

“ถ้าไม่ขยันก็คงทำงานเป็นพ่อบ้านไม่ได้หรอกครับ”

พอพูดจบ, เซบาสก็ส่งหน้ากากเงินกับผ้าคลุมสีดำให้ฉัน

ในขณะที่ฉันกำลังสวมเครื่องแบบของซิลเวอร์อยู่, ฉันก็ถามเซบาสเกี่ยวกับสถานการณ์ในตอนนี้

“ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?”

“สงครามชิงอำนาจกำลังไปได้ด้วยดีครับ ลินเฟียทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมจริงๆ”

“งั้นหรอ ดูเหมือนว่าข้าจะตัดสินใจถูกสินะ”

“นั่นสินะครับ แต่ว่าท่านฟีเน่ค่อนข้าง......”

“ฟีเน่ทำอะไร?”

จากวิธีที่เขาพูด, ดูเหมือนว่ามันไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวฟีเน่

ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับฟีเน่จริงๆ, เซบาสคงไม่ได้ใจเย็นแบบนี้ ในขณะที่สงบสติอารมณ์ด้วยความคิดนี้, เซบาสก็ให้คำตอบกับฉัน

“เธอไปเข้าพบตัวแทนของบริษัทอะจินตามคำแนะนำของลินเฟียครับ ท่านฟีเน่สามารถโน้มน้าวตัวแทนของพวกเขาให้ร่วมมือกับเราได้แต่ว่า......”

“แต่อะไร? ข้าว่าข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรอว่าอยู่ห่างจากเธอ? ข้าเชื่อใจลินเฟียก็จริงอยู่แต่มันยังเร็วเกินไปที่จะไว้วางใจในตัวเธออย่างเต็มที่”

“ข้าขอโทษจริงๆครับ ข้าคิดว่าถ้าข้าไปกับลินเฟียด้วย, อีกฝ่ายจะระวังพวกเรามากขึ้น”

“...เอาเถอะ แล้ว? ฟีเน่โน้มน้าวตัวแทนของพวกเขายังไง?”

“เธอเอาตัวเองไปเป็นข้อต่อรองครับ เธอเสนอสิทธิให้พวกเขาใช้งานตัวเธอได้ตามใจชอบและขอให้พวกเขาเสนอสิ่งแลกเปลี่ยนมา แต่ในท้ายที่สุดนั้น, พวกเขาก็พับข้อเสนอนี้ทิ้งไปเนื่องจากไม่สามารถเสนอสิ่งที่มีค่าเท่าเทียมได้และหลังจากนั้นพวกเขาก็เลือกที่ใจให้ความร่วมมือด้วยข้อเสนอที่เรียบง่าย โดยสิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ, พวกเขาแค่อยากจะใช้ชื่อของท่านฟีเน่, ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ธรรมดามาก”

“เห้อ......”

ให้ตายเธอ

เธอทำเรื่องสิ้นคิดจริงๆ

ฉันรู้ว่าเธอเป็นเด็กที่ไม่ให้ค่าตัวเองแต่แบบนี้มันก็เกินไปหน่อยนะ

เธอจะทำยังไงกันถ้าพวกเขามีข้อเสนอที่มีค่าเท่าเทียมกับตัวเธอ

“สมกับเป็นยัยตัวปัญหาจริงๆ”

“พูดไม่ดูตัวเองเลยนะ”

ชายแก่ที่มีร่างกายโปร่งแสงปรากฎตัวขึ้นอย่างกระทันหัน

นี่คืออาจารย์ของเขาเช่นเดียวกับท่านทวดของฉัน

“ท่านทวดหมายความว่าไง?”

“เจ้ามักจะมองว่าชื่อเสียงของตัวเองเป็นเรื่องรอง ไอ้ส่วนที่ชอบเสียสละตัวเองแบบนี้มันก็เหมือนกับแม่หนูนั่นไม่ใช่รึไง?”

“ช่างข้าเถอะหน่า การมีสถานะแบบนี้มันทำให้ข้าเคลื่อนไหวได้ง่ายกว่า”

“แม่หนูนั่นก็คงคิดเหมือนกันแหล่ะ ‘ฉันไม่เป็นไรหรอก แบบนี้แหล่ะดีแล้ว’ โลกเรานี่มันช่างน่าเศร้าจริงๆนะ, เซบาส มันน่าเศร้าที่เด็กไม่สามารถเป็นแค่เด็กได้”

“เห็นด้วยที่สุดเลยครับ”

ชายแก่สองคนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน

นี่มันทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

มันเหมือนกับว่าฉันเป็นตัวร้ายคนเดียวที่นี่ อย่ามางี่เง่ากับฉันนะ

“ข้าคงจะสามารถใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติไปได้ตลอดถ้ามีใครซักคนเปลี่ยนธรรมเนียมของสงครามผู้สืบทอดในตอนที่ได้เป็นจักรพรรดิ”

“ก็นะ, ถ้าจักรพรรดิที่ฉลาดและมีไหวพริบเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติมันก็คงจะเป็นไปได้อยู่หรอก....แต่ในความเป็นจริงคงไม่มีวันเกิดขึ้นแน่ นี่คือเหตุผลที่ทำไมสงครามผู้สืบทอดถึงยังคงอยู่ มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อฝึกคนที่มีความสามารถให้กลายเป็นจักรพรรดิ แต่ว่าการที่มีผู้เข้าแข่งที่ฝีมือเก่งกาจเยอะขนาดนี้มันก็ถือว่าเป็นเรื่องหายากจริงๆนั่นแหล่ะ”

เป็นทฤษฎีที่เห็นแก่ตัวชะมัด

ความไม่พอใจที่สั่งสมอยู่ในตัวฉันกำลังจะระเบิดออกมาแต่เนื่องจากการทำแบบนั้นมันไม่ได้ประโยชน์อะไรฉันก็เลยมุ่งหน้าไปที่ประตูโดยไม่พูดอะไรอีก

“อัล”

“อะไรอีกหล่ะ?”

“อย่าไปดุแม่หนูนั่นหล่ะ เข้าใจใช่ไหม?”

“....ท่านไม่จำเป็นต้องมาบอกข้าหรอกหน่า”

ฉันไม่มีคุณสมบัติที่จะไปสั่งสอนเธอได้

ฉันพึมพำกับตัวเองในใจในขณะที่ปกปิดตัวเองด้วยเวทย์ลวงตาแล้วออกจากห้องไป

...

ห้องของลีโอ

แม้ว่าฉันกับลีโอจะไม่ได้อยู่ที่นี่, แต่มันก็ยังคงเป็นฐานปฏิบัติการของฟีเน่กับคนอื่นๆ

และด้วยเหตุนี้เองฉันจึงมายืนรอฟีเน่ที่นี่

บางทีพวกเขาน่าจะคุยกับผู้สนับสนุนของเราเสร็จแล้ว, ฟีเน่กับลินเฟียถึงได้กลับมาที่ห้อง

“!?ทะ, ท่านซิลเวอร์!?”

“ซิลเวอร์.....”

“ขอโทษนะ ท่านฟีเน่ ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านนิดหน่อย”

“ค, ค่ะ....”

ฉันหันไปมองลินเฟีย

แน่นอนว่า, ลินเฟียดูเหมือนจะอยากอยู่ฟังการสนทนาด้วยเหมือนกันแต่ฉันไม่สามารถอนุญาตได้

“ขอพวกเราคุยกันสองคนซักพักนึงได้ไหม? นักผจญภัยหญิง, ที่ข้าเคยเจอที่ดินแดนของดยุคไคลเนลต์”

“ข้ารู้สึกเป็นเกียรตินะคะที่ท่านจำข้าได้แต่ตอนนี้ข้าทำหน้าที่เป็นคนคุ้มกันของท่านหญิงผู้นี้อยู่”

“ข้าอยากจะคุยกับเธอตามลำพัง ขอเวลาซักพักนึงเถอะหน่า”

“...ข้าไม่ได้สงสัยในตัวท่านนะคะแต่จะให้ข้าพูดว่า ‘ได้ค่ะ, เชิญเลย’ แบบนั้นก็คงจะไม่ได้หรอกค่ะ เพราะฉะนั้นขอประทานโทษด้วย”

นิสัยที่ยอมหักไม่ยอมงอของลินเฟียนั้นพึ่งพาได้มากๆ

ฉันคงจะไม่กล้าฝากฟีเน่เอาไว้กับเธอถ้าเธอเป็นคนที่ยอมใจอ่อนง่ายๆ

แต่ตอนนี้เธอกำลังขัดขวางฉันอยู่

ในขณะที่กำลังคิดเรื่องนี้, เซบาสก็เข้ามาช่วยฉัน

“ถ้างั้นเดี๋ยวข้าอยู่คุ้มกันท่านฟีเน่ให้เองครับ ไม่ต้องห่วง, ข้าไม่รบกวนเจ้าหรอก”

“....เข้าใจแล้วค่ะ”

“ถ้างั้น, ลินเฟีย เจ้าช่วยไปรอที่อีกห้องนึงก่อนได้ไหม?”

“....ถ้าท่านเซบาสว่าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาค่ะ”

ด้วยประการฉะนี้เอง, ในที่สุดลินเฟียก็ยอมออกไปจากห้อง

หลังจากยืนยันได้แล้วว่าลินเฟียออกไปแล้ว, เซบาสก็ย้ายไปยังห้องที่อยู่ติดกัน

ตอนนี้ในที่สุดพวกเราก็ได้อยู่กันตามลำพัง

“ยินดีต้อนรับกลับค่ะ แต่ในเมื่อท่านกลับมาที่นี่, ก็แสดงว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับทางโน้นใช่ไหมคะ?”

“ก็นะ, เรื่องใหญ่เลยแหล่ะ....แต่เอาไว้ค่อยเล่าคราวหลังละกัน”

“? คราวหลังหรอคะ ?”

ฟีเน่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

บางทีเธอคงจะคิดว่านอกจากเรื่องนั้นแล้วมันก็ไม่น่าจะมีอะไรให้พูดอีก

ซึ่งมันเป็นเพราะเธอจัดลำดับความสำคัญของตัวเองเอาไว้ต่ำมากๆ

“....ข้าได้ยินมาว่าเจ้าไปพบกับตัวแทนของบริษัทอะจินมา”

“ใช่ค่ะ! การเจรจาผ่านไปได้อย่างราบลื่นเลยค่ะ! แถมคุณตัวแทนเองก็เป็นคนดีด้วย”

พอพูดจบ, ฟีเน่ก็เผยรอยยิ้มออกมา

รอยยิ้มแบบนี้ของเธอนั้นถือว่าหาดูได้ยาก

แล้วมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ความรู้สึกทุกข์ใจของฉันชัดเจนขึ้นด้วย มันเหมือนกับว่าฉันกำลังมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก

ฉันไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่ทำไป มันเป็นเรื่องจำเป็นและฉันก็จะทำแบบนี้อีกในอนาคตด้วย

แต่ฉันรู้สึกผิดที่ฉันทำให้คนรอบตัวฉันรู้สึกแบบนี้

“....นี่, ฟีเน่ ข้ารู้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าควรได้ยินจากข้า เจ้าอาจจะเกลียดข้าเพราะเรื่องนี้ก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้น, ข้าก็ยังอยากจะบอกเรื่องนี้กับเจ้า”

“คะ?”

“ข้าอยากให้เจ้าดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้หน่อย”

มันเหมือนกับการโยนบูมเมอแรง ลีโอเคยพูดเรื่องแนวๆนี้กับฉันมากี่ครั้งแล้วนะ? แต่ว่าที่ฉันมาอยู่ในสถานะแบบนี้ก็เพราะฉันต้องการเอง และฉันก็ไม่ได้พยายามสุดโต่งและเสียสละตัวเองในสิ่งที่เหมือนกับฟีเน่ด้วย

แล้วฟีเน่จะตอบสนองยังไงกัน?

ฉันสามารถจินตนาการออกมาได้ง่ายๆเลย แต่ว่านี่คือสิ่งที่ฉันต้องพูดกับเธอ

ในขณะที่กำลังคิดเรื่องนี้อยู่, ฉันก็พูดต่อ

“ฟีเน่การเห็นเจ้าให้ความสำคัญกับตัวเองต่ำแบบนี้มันทำให้ข้าไม่สบายใจนะ ข้ารู้ว่าเจ้าแค่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์แต่เจ้าไม่ต้องทุ่มเทหนักขนาดนั้นก็ได้”

“...ถ, ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ.....แต่ข้า....แต่ข้าอยากจะเป็นประโยชน์กับท่านอัลนี่คะ......”

ฟีเน่พูดงึมงำ, สีหน้าของเธอนั้นเหมือนกับกำลังจะร้องไห้

พอเห็นเธอเป็นแบบนี้, ความรู้สึกผิดก็เติบโตขึ้นในใจฉัน มันเป็นเพราะความไม่เอาใจใส่ของฉันเอง ฉันคิดว่าถ้าฉันไม่บ่นเธอหรือโมโหใส่เธอ, มันก็คงจะไม่เป็นอะไร

ฟีเน่ไม่เคยออกจากดินแดนของดยุคไคลเนลต์เลย การย้ายมาอยู่เมืองหลวงจะทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจมันก็แน่นอนอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น, เธอก็ยังอยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์จากใจจริง

สำหรับเรื่องนี้ฉันไม่ได้ทำอะไรเพื่อตอบแทนเธอเลย ฉันเคยพาเธอออกไปเที่ยวข้างนอกกี่ครั้งกัน? ฉันเคยปล่อยให้เธอได้พักบ้างรึเปล่า?

ในหัวของฉันมีแต่ความคิดเรื่องสงครามผู้สืบทอด พูดตามตรง, แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนเลย

จากนั้นคำพูดของแม่ก็ผุดขึ้นมาในหัวของฉัน

‘เจ้านี่ชอบหักโหมตลอดเลยนะ’ นี่คือสิ่งที่แม่ของฉันพูดในตอนที่ฉันแยกกับเธอที่ตำหนักใน

ในตอนนั้น, ฉันปล่อยผ่านไปเฉยๆโดยไม่ได้เก็บมาใส่ใจแต่บางทีฉันคงจะหักโหมอยู่ตลอดจริงๆ

ฉันไม่มีเวลาพัก, แต่ดูเหมือนว่าฉันควรจะต้องหาเวลาพักบ้างแล้วสินะ

ถ้าสถานการณ์ยังคงบิดเบี้ยวแบบนี้ต่อไป, ฉันอาจจะสูญเสียฟีเน่ไปก็ได้

“ฟีเน่....เจ้าเป็นคนสำคัญนะ”

ในขณะที่พูด, ฉันก็ถอดหน้ากากเงินออก

คนที่ฉันสามารถถอดหน้ากากต่อหน้าได้มีแค่เซบาสกับฟีเน่เท่านั้น

เนื่องจากเซบาสรู้มาตั้งแต่แรกแล้วดังนั้นคนๆเดียวที่บังเอิญรู้ตัวตนของฉันจึงมีแค่ฟีเน่

“ท่านอัล......”

“คนที่ข้าสามารถแสดงทั้งสองตัวตนให้ดูได้แบบนี้มีแค่เซบาสกับเจ้าเท่านั้น เซบาสเป็นคนคอยดูแลข้า, เขาเหมือนกับพ่อของข้า เพราะฉะนั้น...คนๆแรกที่ข้าสามารถแสดงตัวตนแบบนี้ให้ดูได้ก็คือเจ้า ในตอนที่เจ้ารู้ความลับของข้า, เจ้าก็ไม่ใช่แค่คนอื่นสำหรับข้าแล้ว ถ้าลีโอเป็นน้องชายเพียงคนเดียวของข้า, เจ้าก็คือหุ้นส่วนเพียงคนเดียวข้องข้า ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นได้ ขอแค่เจ้าอยู่ข้างๆข้าก็พอแล้ว การมีคนที่สามารถแบ่งปันความลับได้แบบนี้, เจ้ารู้ไหมว่ามันช่วยให้ข้ารู้สึกโล่งใจขึ้นขนาดไหน.....”

ใช่ มันรู้สึกโล่งใจขึ้นจริงๆ

ฉันอาจจะประคบประหงมเธอเกินไปก็ได้

แต่พอตระหนักถึงจุดนี้มันก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกผิดมากขึ้น

“ข, ข้า......ข้าไม่ใช่คนที่พิเศษอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ.....ข้าไม่ได้เก่งเหมือนท่านอัลหรือท่านลีโอ.....ต, แต่ในเมื่อข้ารู้ความลับของท่านอัลแล้ว.....ข้าก็ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์กับท่านค่ะ......”

“อา, ช่วยได้ตลอดเลยหล่ะ ขอบใจนะ แล้วก็ขอโทษด้วย, ข้าควรจะบอกเรื่องนี้ให้เร็วกว่านี้”

สิ่งที่ฉันต้องการก็คือความสุขในฐานะมนุษย์

แต่ถึงอย่างนั้น, ฉันก็ไม่ได้บอกเรื่องนั้นกับฟีเน่ เพราะขืนพูดไปฟีเน่ก็คงจะกังวลหนักกว่าเดิมอีก แค่ความจริงที่ว่าเธอรู้ความลับของฉันก็กดดันฟีเน่มากเกินพอแล้ว

แค่เท่านี้เธอก็ให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลงจนไม่รู้จะน้อยยังไงแล้ว  สำหรับเธอผลประโยชน์ของขุมอำนาจของพวกเราคือความสำคัญอันดับหนึ่ง

เธอคงคิดว่ามันจะทำให้ฉันมีความสุขแน่ๆ

ถึงจะเป็นเรื่องของตัวเองก็เถอะ, แต่นี่มันน่าสมเพชชะมัด ฉันเกลียดนิสัยส่วนนี้ของตัวเองจริงๆ

พอได้ฟังคำพูดของฉัน, น้ำตาก็หลั่งไหลออกมาจากดวงตาของฟีเน่ มันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น, ฟีเน่เอาสองมือปิดหน้าเอาไว้แล้วเริ่มร้องไห้ออกมาจริงจัง

ฟีเน่ยังเป็นแค่เด็กสาวอายุ 16 ต่อให้มันเป็นความตั้งใจของเธอเอง, แต่ฉันก็ยังพาเธอออกมาจากบ้านแล้วลากเธอให้มาข้องเกี่ยวกับสงครามผู้สืบทอดที่ผู้คนไม่ลังเลที่จะฆ่ากันเอง

ฉันมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลสภาพจิตใจของเธอ

“ยกโทษให้ข้าด้วยนะ ที่ไม่ได้นึกถึงใจเจ้าบ้างเลย”

“ฮือ, ฮือ! มะ....มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ....มะ มัน...ไม่ใช่ความผิด.....ของท่านอัลซักหน่อย....”

“ถ้างั้นก็ถือเป็นความผิดของเราทั้งคู่แล้วกัน มาพยายามเรียนรู้ไปด้วยกันเถอะ”

พอพูดจบ, ฉันก็ลูบผมของฟีเน่อย่างอ่อนโยน

ฟีเน่เป็นหุ้นส่วนเพียงคนเดียวของฉัน

พวกเราควรจะเรียนรู้ความผิดพลาดและมีความสุขไปด้วยกัน

ฉันลูบผมของเธอไปเรื่อยๆจนเธอใจเย็นลง

จากนั้น

“....ต...ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วค่ะ....”

“งั้นหรอ?”

“ค่ะ....ข้าโอเคดีแล้ว”

พอพูดจบ, ฟีเน่ก็มองตรงมาที่ฉันด้วยดวงตาที่แดงก่ำ

สายตาของเธอทั้งแข็งแกร่งและบริสุทธิ์ ฉันรู้สึกได้ถึงความตั้งใจที่ไม่สั่นคลอนจากมัน

“บอกข้ามาเถอะค่ะ....เกิดอะไรขึ้นทางใต้หรอคะ ข้าจะช่วยท่านเอง”

“อา, รบกวนหน่อยนะ”

พอพูดจบ, ฉันก็เริ่มอธิบายสถานการณ์ทางใต้กับเธอโดยไม่ปกปิดอะไรไว้เลย

ความจริงที่ว่ามังกรทะเลจะเคลื่อนไหวในเร็วๆนี้ ความจริงที่ว่ามีคนในจักรวรรดิพยายามจะหาผลประโยชน์จากสถานการณ์นี้ และความจริงที่ว่าต้องหยุดพวกเขาให้ได้

“ก็ประมาณนี้แหล่ะ มีแค่คนเดียวที่วางแผนจะเคลื่อนไหวกองทัพเพื่อแซกแทรงสถานการ์ณทางใต้ ถ้าเขาล้มเหลวก็คงไม่เป็นอะไรหรอกแต่พวกทหารที่ต้องเสียสละในระหว่างนั้นคงจะน่าสงสารแย่ ข้าคิดว่าการเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดจากฝั่งนี้ก็คือลดสเกลการแทรกแซงของจักรวรรดิให้น้อยลงที่สุดและเอาชนะมังกรทะเลให้ได้ด้วยตัวพวกเราเอง”

“ค่ะ, ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แล้วก็...ข้ามีแผนอยู่....มีวิธีนึงที่จะลดการแทรกแซงของจักรวรรดิให้น้อยที่สุดและช่วยเหลือทางใต้ค่ะ”

“บังเอิญจังเลยนะ ข้าเองก็มีแผนเหมือนกัน ปัญหาก็คือว่าพวกเราจะโน้มน้าวคนที่เป็นกุญแจสำคัญได้รึเปล่า แต่ว่าข้าไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองได้ ขอฝากเจ้าทำได้ไหม?”

“ไว้ใจได้เลยค่ะ ข้าจะลองโน้มน้าวให้เอง”

ด้วยการตอบรับคำขอของฉัน, ฟีเน่ก็เผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนออกมาและโค้งคำนับอย่างสง่างาม

จบบทที่ ตอนที่ 43: หุ้นส่วนแต่เพียงผู้เดียว

คัดลอกลิงก์แล้ว