เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 27: คนเรามันก็ต้องมีเรื่องที่ตัวเองไม่เก่งกันทั้งนั้นแหล่ะ

ตอนที่ 27: คนเรามันก็ต้องมีเรื่องที่ตัวเองไม่เก่งกันทั้งนั้นแหล่ะ

ตอนที่ 27: คนเรามันก็ต้องมีเรื่องที่ตัวเองไม่เก่งกันทั้งนั้นแหล่ะ


รูปร่างของทวีปโฟเกลนั้นบางครั้งก็ถูกบอกว่าเหมือนนกกำลังสยายปีก

แผ่นดินที่แผ่ขยายออกไปทั้งซ้ายและขวาโดยเชื่อมกับส่วนที่ยื่นออกไปทางฝั่งเหนือและใต้เล็กน้อยทำให้มันดูเหมือนกับปีก, ศรีษะ, และหางของนกจริงๆ

ที่ตรงกลาง(ลำตัว)ของทวีปโฟเกลก็คือจักรวรรดิอาเดรเชีย

ส่วนสถานที่ที่ลีโอกับฉันถูกส่งไปนั้นตั้งอยู่ที่ส่วนหาง

ชื่อของประเทศนั้นก็คือราชรัฐรอนดิเน่ มันคือหนึ่งในสองประเทศที่ตั้งอยู่ตรงส่วนหางของทวีป

“หนึ่งในสองประเทศที่รอดมาจากยุคสงครามภายในเขตใต้สินะ.....”

ฉันกำลังอ่านเอกสารเกี่ยวกับประเทศที่ว่านี้อยู่บนเรือ

มันคือกองเรือเอกอัครราชทูตของจักรวรรดิที่นำโดยลีโอซึ่งมาทำภารกิจในฐานะทูตที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ

มันประกอบไปด้วยเรือสองลำ, และแต่ละลำก็ขนของขวัญที่นำมาให้รอนดิเน่ด้วย

เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น, ฉันกับลีโอจึงนั่งเรือคนละลำกัน แต่ก็นะ, ทะเลเขตนี้ค่อนข้างสงบดังนั้นมันไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรอก

อย่างไรก็ตาม, มีอยู่คนนึงที่ตอนนี้กำลังตัวสั่นอยู่บนเรือของฉันตลอดเวลา

“ถ้าอยู่บนทะเลที่สงบแบบนี้เธอยังตัวสั่นได้ขนาดนี้, เธอก็คงไปทะเลแถบอื่นไม่ไหวหรอกรู้รึเปล่า?”

“ข้า, ข้าไม่อยากไปทะเลแถบอื่นมาตั้งแต่แรกแล้ว......”

คนที่พูดถึงอยู่นี้ก็คือเอลน่าที่กำลังขลุกอยู่ในฟูกบนเตียงของเธอ

ยัยนี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงแล้วทำไมถึงตัวสั่นขนาดนี้?

ถ้าให้อธิบาย, เรื่องมันก็ค่อนข้างยาวอยู่

โดยปกติ, ทูตที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จนั้นจะต้องมีสมาชิกของภาคีอัศวินหลวงตามมาคุ้มกันด้วย ซึ่งเหตุผลที่เอลน่ามาอยู่ที่นี่ก็แค่เพราะพวกพี่ๆเสนอชื่อของเธอ ส่วนสาเหตุที่พวกเขาตั้งใจทำแบบนี้ก็เพื่อแยกคนที่สนับสนุนพวกเราออกมาจากเมืองหลวงของจักรวรรดิ แต่ก็นะ, ฉันคิดเอาไว้แล้วหล่ะว่าจะเป็นแบบนี้ก็เลยสั่งลินเฟียเอาไว้ล่วงหน้าให้คอยดูแลฟีเน่ดังนั้นมันน่าจะไม่มีปัญหาอะไร

แต่ถึงอย่างนั้น, การส่งคนจากบ้านผู้กล้าหาญที่สามารถใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ได้ออกนอกจักรวรรดินั้นค่อนข้างจะเป็นปัญหาอยู่ แต่ว่ามันก็ยังมีประโยชน์ตรงที่มันช่วยแสดงให้เห็นว่าความปราถนาดีของเรานั้นจริงจังขนาดไหน

ในท้ายที่สุดแล้ว, พ่อก็ยอมรับข้อเสนอเรื่องที่จะส่งเธอมากับพวกเราแต่ตัวท่านพ่อเองต้องรู้อยู่แล้วแน่ๆว่ามันเป็นหนึ่งในแผนการของพวกพี่ๆ

ไหนๆก็พูดแล้วขอเข้าเรื่องปัญหาด้วยละกัน, คนจากบ้านผู้กล้าหาญที่สามารถใช้ดาบศักดิ์สิทธิได้นั้นคือหนึ่งในแสนยานุภาพที่สำคัญที่สุดของจักรวรรดิ การส่งคนระดับนี้ไปยังประเทศอื่นจะเป็นการลดตัวเลือกของจักรวรรดิลงในกรณีที่ต้องปกป้องตัวเองเมื่อมีประเทศอื่นเลือกที่จะโจมตีพวกเรา นี่คือปัญหานึง ส่วนอีกปัญหาก็คือว่าบ้านผู้กล้าหาญนั้นไม่สามารถใช้พลังของดาบศักดิ์สิทธิ์ข้างนอกอาณาเขตของจักรวรรดิได้ถ้าไม่ได้รับคำอนุญาตจากจักรพรรดิ มันคือมาตรการรักษาความปลอดภัยเผื่อในกรณีที่บ้านผู้กล้าหาญทรยศจักรวรรดิและมันก็ได้รับการยอมรับจากหัวหน้าตระกูลรุ่นแรกของพวกเขา

ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ซักเท่าไหร่ เพราะถึงยังไงมันก็เป็นเรื่องหายากที่คนจากบ้านผู้กล้าหาญออกนอกอาณาเขตของจักรวรรดิ

“ข้าจะสาปแช่งไอ้พวกนั้น.......! ข้าจะไม่มีวันลืมความแค้นนี้.....! ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้ไอ้พวกสามคนนั่นเด็ดขาด.....!”

“พอเห็นเธอตัวสั่นแบบนี้แล้วมันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่เลยนะ”

และเหตุผลที่เธอตัวสั่นแบบนี้ก็เพราะเธอกลัวทะเล

เอลน่าไม่มีปัญหากับการอาบน้ำแต่เธอเป็นประเภทที่จะกลายเป็นพวกไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ในแม่น้ำหรือมหาสมุทร ฉันคิดว่ามันคือสิ่งที่น่าจะเรียกว่าโรคกลัวน้ำ สำหรับเอลน่าที่เรียกได้ว่าเกือบสมบูรณ์แบบนั้น, คงต้องบอกเลยว่านี่คือจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของเธอ แม้ว่าตัวเอลน่าเองจะเกลียดความพ่ายแพ้, แต่นี่คือจุดอ่อนที่เธอไม่สามารถเอาชนะได้

ในตอนที่เห็นทะเล, เธอจะเริ่มรู้สึกคลื่นไส้มวนๆท้องและมีอาการหัวหมุนเนื่องจากความกังวลและในตอนที่ขึ้นมาบนเรือร่างกายของเธอก็จะไม่สามารถหยุดสั่นได้เนื่องจากความกังวลที่ไม่สามารถอธิบายได้ของเธอ ถ้าเธอออกไปที่ดาดฟ้าเรือตอนนี้เธอน่าจะเป็นลมจากความตกใจได้เลย

“แต่ก็นะ, จนถึงตอนนี้เธอก็ปิดเรื่องนี้เอาไว้ได้ดีอยู่ไม่ใช่หรอ? ถึงข้าจะคิดว่ามันถูกเปิดเผยแล้วก็เถอะ”

“คนจากบ้านผู้กล้าหาญที่สามารถใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ได้นั้นจะไม่ค่อยได้ออกนอกจักรวรรดิ......ตั้งแต่ตอนที่ข้ารู้ว่าดินแดนส่วนใหญ่ของจักรวรรดิเป็นพื้นบก, ข้าก็พยายามอัญเชิญดาบศักดิ์สิทธิ์ออกมาอย่างเอาเป็นเอาตายในตอนที่อายุสิบสอง.....เพราะไม่ว่ายังไงข้าก็ไม่อยากขึ้นเรือนี่หน่า........”

เอลน่าเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาเล็กน้อย

คนๆแรกที่อัญเชิญดาบศักดิ์สิทธิ์ออกมาด้วยเหตุผลโง่ๆแบบนี้น่าจะเป็นเอลน่า และยิงไปกว่านั้น, ความพยายามที่สูญเปล่าเช่นนี้มันก็ทำให้ฉันหลุดขำออกมา

“มะ, เมื่อกี้เจ้าพึ่งหัวเราะใช่ไหม.....!? นั่นคือสิ่งที่เจ้าทำในตอนที่เพื่อนสมัยเด็กของตัวเองกำลังสั่นกลัวแบบนี้หรอ.....!?”

“ถ้าคนอื่นรู้ว่าเธอกลัวน้ำขนาดนี้ก็คงจะเป็นเหมือนกันนั่นแหล่ะ โดยเฉพาะข้า”

“อะ อัล, เจ้าเองก็มีส่วนรับผิดชอบกับเรื่องนี้นะ, รู้ตัวไหม.....!? ที่ข้ารู้สึกกลัวขนาดนี้มันมาจากการที่ข้าได้เห็นสภาพของเจ้าในตอนที่จมน้ำยังไงหล่ะ......!”

ใช่แล้ว, มันคือเหตุการณ์ในตอนที่ฉันอายุแปดขวบ ฉันกำลังอาบน้ำกับเอลน่า, ในตอนนั้น, ดูเหมือนว่าฉันจะไปพูดอะไรบางอย่างที่ไปยั่วโมโหเธอเข้าแล้วก็จบลงที่การถูดอัดเข้าที่ลำตัว หลังจากนั้น, ฉันก็หมดสติไปและจมอยู่ในอ่างน้ำ ตอนนั้นฉันเกือบจะจมน้ำตายแล้วด้วยซ้ำ

และในตอนที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเธอก็รู้สึกกลัวด้วยเหตุผลบางอย่างและจบลงที่เป็นโรคกลัวน้ำจนถึงตอนนี้

นี่คือสาเหตุที่ดูไร้เหตุผลที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ที่โหดร้ายคนไหนก็คงจะเอาชนะความไร้เหตุผลของเธอไม่ได้

“เจ้าก็แค่กรรมตามสนองนี่ เอาจริงๆนะ, มันคงจะไม่แปลกอะไรหรอกถ้าคนที่กลายเป็นโรคกลัวน้ำคือข้า มันคือการลงโทษจากสวรรค์ยังไงหล่ะ, ใช่แล้วนี่มันการลงโทษจากสวรรค์แน่ๆเลย

“ฮืออ.....เจ้าดูมีความสุขกับเรื่องนี้เกินไปแล้วนะ......”

เอลน่าน้ำตาคลอด้วยความรู้สึกอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

พูดตามตรง, ถ้ากลัวขนาดนั้นจะปฏิเสธไปตั้งแต่ตอนที่ถูกเสนอชื่อก็ได้นี่

ทำไมถึงต้องฝืนตามฉันมาด้วย

“ข้าคิดว่าถ้าเธอไปคุยกับท่านพ่อ, เขาก็น่าจะยอมพิจารณาหาคนอื่นมาแทนเธอไม่ใช่หรอ?”

“ถ้าผู้คนรู้ว่าลูกสาวของบ้านผู้กล้าหาญเป็นโรคกลัวน้ำแบบนั้นมันก็จะกลายเป็นข่าวฉาวได้หน่ะสิ........! และยิ่งไปกว่านั้น, ถ้าข้าบอกฝ่าบาทว่ากลัวการออกทะเลมันก็ให้ความรู้สึกเหมือนแพ้เลยไม่ใช่หรอ......”

“เอาจริงดิ, นี่เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังแข่งกับอะไรเนี่ย.....”

ในตอนที่ฉันตกตะลึงกับคำพูดของเธอ, เรือก็โคลงเคลงเล็กน้อย

มันไม่ใช่การสั่นสะเทือนที่รุนแรงอะไรแต่ดูเหมือนว่าเอลน่าจะรับผลกระทบเข้าไปเต็มๆ

“ไม่น้า!!!?? โอ๊ย!?”

เธอกลิ้งไปมารอบเตียงเล็กๆของเธอ, จนศรีษะไปกระแทกและตอนนี้ก็กำลังขดตัวด้วยความเจ็บปวด

นี่คือฉากที่คงไม่มีวันได้เห็นในตอนที่อยู่บนบกดังนั้นมันจึงค่อนข้างรู้สึกสดชื่นในตอนที่เห็นเธออยู่ในสภาพแบบนี้

“พออยู่บนน้ำแล้วเธอนี่ไร้ประโยชน์จังเลยนะ ถ้าเกิดมีโจรสลัดโจมตีเข้ามาพวกเราก็คงจะจบสิ้นแน่ๆเลยใช่ไหมเนี่ย?”

“หยะ, อย่ามาดูถูกข้านะ.....! ถ้าถึงเวลาจริงๆเข้าหล่ะก็.....! ม่ายยยยย!!?? เมื่อกี้สั่นแรงเลยใช่ไหม!? มันทำให้เรือเป็นรูรึเปล่า!?”

“ถ้าถึงเวลาเข้าจริงๆเจ้าก็จะไร้ประโยชน์อย่างสมบูรณ์สินะ ข้าคิดว่ามันคงจะไม่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นหรอกแต่มันคงจะเป็นหนังคนละม้วนถ้าเกิดมีมังกรทะเลโผล่มา”

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในทะเลก็คือมังกรทะเล, ราชาแห่งท้องทะเล

มันคือมังกรที่ปรับตัวให้เข้ากับทะเลและมอนส์เตอร์คลาสสูงสุดที่อาละวาดในมหาสมุทร ความน่ากลัวนั้นยิ่งกว่าอยู่บนบก มีลูกเรือนับไม่ถ้วนที่ตายจากการถูกจมเรือกลางทะเล

มีบางครั้งที่กองเรือของสองประเทศที่เป็นอริกันกำลังทำสงครามกันอยู่แล้วถูกมันจมเรือทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่า, เอลน่าต้องเคยได้ยินเรื่องราวที่น่ากลัวแบบนี้มาเหมือนกัน

ในตอนที่เธอได้ยินคำว่ามังกรทะเล, สีหน้าของเธอก็ดูเหมือนกับกำลังจะบอกว่าสติของเธอพังไปหมดแล้ว

“นี่ข้า....จะต้องมาตายที่นี่หรอ?”

“ยัยโง่, เธอไม่ตายหรอกหน่า ตอนนี้เธอดูเหมือนกับเป็นคนละคนเลยนะ นี่คือสีหน้าของอัศวินหลวงหรอ ต่อให้เธอเจอปัญหาในภารกิจของตัวเอง, แต่มันก็ยังเป็นภารกิจที่เธอรับมาไม่ใช่รึไง”

“แต่นี่มัน.....”

“เห้อ.....”

เอาเถอะ, มันก็ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่เข้าใจเรื่องที่เธอไม่อยากแสดงความอ่อนแอของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น, มันดูไม่มีทีท่าว่าพวกเราจะต้องทำศึกกลางมหาสมุทรด้วย แถมฉันเองก็นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมีโจรสลัดที่เจาะจงเลือกโจมตีกองเรือที่มีการคุ้มกันแน่หนาแบบนี้

ถ้าพวกเราไปถึงแผ่นดิน, เอลน่าก็จะกลับมาอยู่ในสภาพปกติ ตอนนี้คงได้เวลาหยุดแกล้งเธอแล้วหล่ะ

ด้วยความรู้สึกสดชื่นหลังจากที่ได้ระบายความแค้นไประดับนึง, ฉันก็แอบร่ายบาเรียรอบตัวเอลน่าอย่างลับๆ มันคือบาเรียที่จะตัดขาดเธอจากโลกภายนอก ด้วยสิ่งนี้, การสั่นของเรือที่เธอต้องเผชิญอยู่ก็จะดีขึ้นมาเล็กน้อย โดยปกติแล้ว, ฉันคงจะใช้มันโดยที่เธอไม่รู้สึกตัวไม่ได้แต่นี่คงจะไม่เป็นไรเพราะเอลน่าในสภาพนี้คงไม่ทันรู้สึกถึงบาเรียหรอก”

“ระ, เรือสั่นเบาลงหน่อยแล้วใช่ไหม.....”

“มันก็ไม่ได้สั่นแรงมาตั้งแต่แรกแล้วนะ”

“อะ, อัล, เจ้าจะทำตัวหย่อนยานเกินไปแล้วนะ......ถ้าเกิดเรือล่มขึ้นมาเจ้าจะทำยังไง?”

“ในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของจักรวรรดิ, มีอยู่แค่สองเหตุการณ์เท่านั้นที่กองเรือล่ม”

“แต่นี่มันก็ช่วยรับประกันไม่ได้ไม่ใช่หรอว่าวันนี้จะไม่ใช่ครั้งที่สาม......?”

ไม่เหมือนกับปกติ, เธอกลายเป็นพวกคิดลบจนน่ารำคาญ ขนาดบอกข้อมูลที่ทำให้สบายใจได้แล้วทำไมยังทำให้กลัวได้อีกหล่ะ?

ไม่ว่าฉันจะพูดอะไรก็คงไม่มีประโยชน์สินะ ถ้าชอบนักเดี๋ยวจะทำให้กลัวอีกสักหน่อยแล้วกัน

ในตอนที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา, ฉันก็ได้ยินเสียงเคาะประตูที่ฟังดูนุ่มนวล

เอลน่าตอบสนองด้วยความกลัวแม้กระทั่งกับเสียงเคาะประตู และเนื่องจากเธอไม่มีทีท่าว่าจะขานตอบ, ฉันจึงทำหน้าที่นี้แทนเธอ

และในตอนที่ฉันทำ, อัศวินวัยกลางคนที่เป็นลูกน้องของเอลน่าก็เข้ามา

“เข้ามาสิ”

“ขออนุญาตครับ..... เอ่อว่าแต่, หัวหน้าไปไหนหรอครับ?”

“ยะ, ยังมีลมหายใจอยู่.......”

“ท่านช่วยไปที่ดาดฟ้าเรือหน่อยได้ไหมครับ?”

“นี่เจ้าจะบอกให้ข้าไปตายหรอ....!? ขืนไปที่นั่นข้าได้ถูกลมพัดตกจากดาดฟ้าเรือแล้วต้องจมน้ำตายแน่ๆ.....!”

“นี่เธอคิดว่าเราอยู่ท่ามกลางพายุหรืออะไรเทือกนั้นรึไง? ก็เห็นอยู่นี่ว่าวันนี้ฟ้าโปร่ง ให้ตายเถอะ.....หัวหน้าของเจ้าก็เป็นอย่างที่เห็นเนี่ยแหล่ะ”

ในตอนที่ฉันมองอัศวินด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ, อัศวินคนนั้นก็ยิ้มกลับมาอย่างขมขื่น ตามที่คาดเอาไว้, ดูเหมือนว่าลูกน้องสายตรงของเธอนั้นจะรู้เรื่องอาการของเธอ ก็นะ, ถึงยังไงเธอก็น่าจะปกปิดเรื่องนี้ได้ไม่มิดหรอก

“ถ้างั้นข้าขอรายงานอย่างเดียวแล้วกันครับ มีเรือจากราชรัฐอัลบราโทรมาขอเจรจา เมื่อสักครู่นี้, ทั้งเรือของเราและขององค์ชายลีโอนาร์ดได้ทำการทอดสมอแล้วแต่ว่าพวกเราจะเอายังไงต่อไปดีครับ?”

“ราชรัฐอัลบราโทรหรอ, แสดงว่าพวกเราเข้ามาถึงน่านน้ำของพวกนั้นแล้วสินะ”

ราชรัฐอัลบราโทรนั้นคือประเทศที่ตั้งอยู่ถัดจากราชรัฐรอนดิเน่ มันคือประเทศแห่งการเดินเรือและเป็นประเทศที่มีการส่งออกทางทะเลอย่างกว้างขวาง ความสัมพันธ์ของพวกเขากับจักรวรรดินั้นค่อนข้างไม่ลงรอยกันซักเท่าไหร่เพราะในยุคสงครามเมื่อครั้งอดีตพวกเขาเลือกเป็นพันธมิตรกับศัตรูของจักรวรรดิ

การที่มาขอเจรจาในครั้งนี้, ก็แสดงว่าพวกเขาไม่อยากให้เรามุ่งหน้าไปที่รอนดิเน่สินะ แทนที่จะเป็นการพูดคุย,ประเด็นหลักจริงๆต้องเป็นการสอบสวนแน่ๆ

“ตะ, ตอนนี้ให้อัศวินไปอยู่ในห้องพักของตัวเองแล้วครับ....การไปกวนประสาทเจ้าพวกนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่......”

“ข้าเห็นด้วย แล้วลีโอว่ายังไงบ้าง?”

“ดะ....ดูเหมือนว่าองค์ชายลีโอนาร์ดจะรู้สึกไม่ดีดังนั้นเขาก็เลยส่งข้ามาที่นี่เพื่อขอแนวทางจากหัวหน้าครับ”

“เห้อ....ช่วยไม่ได้หล่ะนะ เดี๋ยวข้าจะแกล้งทำตัวเป็นลีโอแล้วคุยกับพวกนั้นเอง”

พอพูดจบ, ฉันก็ออกจากห้องไปพร้อมกับอัศวินวัยกลางคน

เรือที่จอดอยู่ถัดจากฉันก็คือเรือของลีโอ ถ้าฉันให้สัญญาณว่าพวกเราจะยอมรับการเจรจา, ผู้คนจากราชรัฐอัลบราโทรก็น่าจะขึ้นไปที่เรือลำนั้นสินะ

เอาเถอะ, ในเมื่อพวกนั้นไม่ได้ตรวจสอบกองเรือละเอียดซักเท่าไหร่, ก็คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง

ในตอนที่ฉันย้ายไปที่เรืออีกลำนึง, ฉันก็ตรงไปที่ห้องของลีโอ

ข้างในห้องมีลีโอที่กำลังหน้าซีดอยู่ ตามที่คาดเอาไว้, ฉันจะปล่อยให้เขาไปเจรจาในสภาพนี้ไม่ได้

“ว่าไง, สภาพดูไม่จืดเลยนี่ เมาเรือหรอ?”

“ครับ....ดูเหมือนจะใช่.....”

“ไม่ใช่เอลน่าซักหน่อย ตั้งสติให้ดีๆสิ”

“ขอโทษครับ.....”

“เดี๋ยวข้าจะรับหน้าให้เอง เจ้าไปพักที่เรืออีกลำเถอะ”

“แต่ว่า......”

“ไม่เป็นไรหรอกหน่า, บอกคนอื่นไปว่าองค์ชายอาร์โนลด์รู้สึกไม่ดี”

“แต่ว่า, ถ้าพูดแบบนั้นไป, ชื่อเสียงขององค์ชายก็จะ......”

“เถอะหน่า ถึงพูดไปมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนหรอก”

ในตอนที่ฉันพูดแบบนั้นกับลูกน้องของเอลน่า, ฉันก็ส่งลีโอไปที่เรืออีกลำนึง แน่นอนว่า, ทุกคนที่อยู่รอบๆคิดว่าเขาคือเจ้าชายอาร์โนลด์

หลังจากนั้น, ฉันก็เซ็ทผมแล้วจัดแต่งเสื้อผ้าของตัวเองก่อนที่จะออกมาจากห้องด้วยสีหน้าหนักแน่น

“ยอมรับการขอเจรจา ไปเตรียมการซะ”

“ครับ, องค์ชาย”

ด้วยประการฉะนี้เอง, ฉันก็สลับตัวกับลีโอกลางทะเล

จบบทที่ ตอนที่ 27: คนเรามันก็ต้องมีเรื่องที่ตัวเองไม่เก่งกันทั้งนั้นแหล่ะ

คัดลอกลิงก์แล้ว