เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 23: บ้านของผู้กล้า

ตอนที่ 23: บ้านของผู้กล้า

ตอนที่ 23: บ้านของผู้กล้า  


“รายงานครับ! ไวส์เคานท์เฮลเมอร์กำลังขยายอิทธิพลของเขาครับ!”

“ส่งคนไปเกลี้ยกล่อมพวกเขา! อย่ายอมให้อิทธิพลอื่นมาทำให้เราไขว้เขวได้!”

“รายงานครับ! กัปตันเรอเมอร์ของกองรักษาการณ์หลวงถูกองค์หญิงซานดร้าแย่งตัวไปแล้วครับ!”

“อะไรนะ!? หนอย! พวกเราจะปล่อยให้มีคนหนีไปอีกไม่ได้! ใช้กำลังคนทั้งหมดที่พวกเราสามารถเคลื่อนไหวได้, พวกเราต้องปกป้องผู้สนับสนุนของเรา! ข้าเองก็จะเคลื่อนไหวด้วย!”

ตอนกลางคืน, ในเมืองหลวงของจักรวรรดิ, การต่อสู้กำลังเกิดขึ้นอยู่

ตั้งแต่ที่ฉันขโมยแผนของซานดร้า, ซานดร้าก็เริ่มขโมยผู้สนับสนุนของลีโอเป็นการแก้เผ็ด

ตอนนี้, ลีโอกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการมันอย่างเต็มที่

“คงจะหนักมากเลยสินะ”

“ช่วยพวกเราหน่อยสิครับท่านพี่! คนที่เริ่มสงครามนี้มันก็คือท่านพี่ไม่ใช่หรอ!?”

“ไม่ ไม่ใช่ซักหน่อย, ก็จริงอยู่ที่ข้าเป็นคนแนะนำให้ช่วยเอิร์ลที่น่าสงสารแต่เป็นเจ้าเองไม่ใช่หรอที่ตกลงจะให้ความช่วยเหลือ? ข้าก็รู้สึกผิดอยู่หรอกที่ผลลัพธ์มันทำให้เกิดการต่อสู้แบบนี้, แต่สุดท้ายอีกฝ่ายก็คงจะมาเล่นงานเราอยู่ดี มันก็ประจวบเหมาะพอดีเลยไม่ใช่หรอ”

“ถึงงั้นก็ช่วยหน่อยเถอะครับ......”

“ตีกันมันไม่ใช่งานถนัดของข้า ถึงยังไงก็ไม่มีอะไรที่ข้าทำได้อยู่แล้ว”

“ถ้าไม่มีอะไรที่ท่านพี่ทำได้, ข้าเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันแหล่ะ”

“นี่, นี่, ถ่อมตัวมากเกินไปก็ไม่ดีนะ, ถ้าเจ้าเป็นคนออกหน้าด้วยตัวเอง, ผู้สนับสนุนของเจ้าก็คงจะลังเลไม่กล้าออกจากขุมอำนาจของเจ้าหรอก และสุดท้ายแล้ว, ที่เหลืออยู่ก็จะมีแค่คนที่คิดสนับสนุนเจ้าอย่างแท้จริง, เถอะหน่า, พยายามเข้า”

“พูดเหมือนเป็นคนนอกเลยนะครับ จริงๆเลย, ข้ามั่นใจได้ใช่ไหมว่าท่านพี่จะช่วยข้าเรื่องงานทูต?”

พอพูดจบลีโอก็สวมเสื้อคลุมแล้วออกจากห้องไป

เมื่อเห็นแบบนี้, ฉันก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ซานดร้าโจมตีพวกเราแต่คนที่เป็นศูนย์กลางอำนาจของเรายังไม่เคลื่อนไหว คนที่ถูกดึงตัวไปนั้นมีแค่พวกที่เพิ่งจะมาสนับสนุนพวกเราเท่านั้น การเสียคนพวกนี้ไปไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงกับอิทธิพลของฝั่งเราเลย

ปัญหาก็คือว่าจะรักษาคนที่เป็นตัวหลักในขุมอำนาจของพวกเรายังไงดี เอาเถอะ, นี่มันเป็นงานของลีโอ

สิ่งที่ฉันต้องคิดในตอนนี้ก็คือว่าศัตรูกำลังวางแผนอะไรอยู่หลังฉาก

“เซบาส”

“มีอะไรหรอครับ”

“ถ้าเจ้าเป็นซานดร้าเจ้าจะทำอะไร? แล้วเจ้าจะเล็งใคร?”

“ถ้าเป็นข้า, ข้าจะไม่โจมตีเลยครับ เพราะถึงยังไงมันก็เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่า, ข้าสามารถใช้อุบายอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เดียวกันได้ ยิ่งไปกว่านั้น, ถ้าหากข้าคิดวางแผนจะทำอะไรบางอย่างจริงๆข้าก็คงจะรอให้เวลาผ่านไปซักพักก่อน ถึงยังไงข้าก็เชื่อว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือการรักษาผู้สนับสนุนของตัวเอง”

“ข้ารู้แต่คนที่พวกเรากำลังมีเรื่องอยู่ด้วยคือซานดร้าที่ตอนนี้กำลังเลือดขึ้นหน้านะ ถ้าเป็นแบบนี้เจ้าคิดว่าเธอจะวางแผนอะไรหล่ะ?”

หลังจากไตร่ตรองคำถามของเขาอยู่พักนึง, เซบาสก็มองไปที่ถุงขนมบนโต๊ะแล้วพึมพำออกมา

รู้สึกตัวแล้วหรอ ก็คงจะใช่หล่ะนะ ไม่ว่าใครก็คงจะรู้สึกตัวถ้าได้ใช้ความคิดซักเล็กน้อย

“คงเป็นท่านฟีเน่สินะครับ ถ้าเป็นข้าก็คงจะเล็งท่านฟีเน่”

“ตามนั้น มีแค่การที่ฟีเน่ออกจากขุมอำนาจของพวกเราเท่านั้นพวกเราถึงจะจบสิ้นกันจริงๆ ดังนั้นถ้าอีกฝ่ายตั้งใจจะเล่นงานใครสักคนหล่ะก็คนๆนั้นคงจะไม่พ้นฟีเน่

“ครับ แต่ว่า, ถ้าอีกฝ่ายไปโจมตีฟีเน่ง่ายๆพวกเขาก็จะมีปัญหาเอาไม่ใช่หรอ”

“ก็นะ, ท่านพ่อคงจะไม่ปล่อยผ่านไปเฉยๆแน่ แต่, สมมุติว่า, ฟีเน่ถูกโจรบางคนโจมตีในตอนที่เธอพยายามจะปกป้องผู้สนับสนุนของเราหล่ะ? ถ้าเป็นแบบนั้นความโกรธของท่านพ่อก็จะตรงมาที่เราแทนถูกไหม?”

“ถ้างั้นพวกเราจะทิ้งท่านฟีเน่เอาไว้ในปราสาทหรอครับ? ถึงข้าไม่เห็นว่าจะทำแบบนั้นก็เถอะ”

“ไม่, ข้าได้ส่งเธอไปยังที่ปลอดภัยแล้ว จะบอกว่าที่นี่ปลอดภัยแน่นอนก็ไม่ได้เหมือนกัน, ข้าคงจะมีปัญหาแน่ถ้าอีกฝ่ายใช้คนจากปราสาทแอบพาตัวเธอออกไปข้างนอก”

ความปลอดภัยที่ปราสาทดาบหลวงนั้นครอบคลุมดีแล้ว แต่มันใช้ได้แค่กับภัยคุกคามจากภายนอกเท่านั้น มันไม่สามารถนำหลักการเดียวกันมาใช้กับคนในได้ อันที่จริง, ความปลอดภัยของชั้นบนที่ซึ่งจักรพรรดิอาศัยอยู่นั้นอยู่ในระดับที่สมบูรณ์แบบแต่แค่เพราะมีอันตรายก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะส่งฟีเน่ไปหาเขา

“ที่ปลอดภัยสินะครับ? เท่าที่ข้ารู้, ข้าคิดว่าสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็คือข้างตัวท่านไม่ใช่หรอครับ?”

“ไม่ได้หรอก, ในเมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าข้าคือคนที่ดึงตัวเอิร์ลเบลส์มาเข้าร่วมกันฝั่งเรา, คนที่ซานดร้าอยากฆ่าทิ้งมากที่สุดในตอนนี้ก็คงจะเป็นข้านั่นแหล่ะ ข้าไม่สามารถให้เธอมาอยู่ใกล้ตัวทั้งๆที่รู้เรื่องนั้นได้หรอก”

“เข้าใจแล้วครับ, แบบนี้ก็แสดงว่าการดึงตัวเอิร์ลเบลส์มาอยู่ฝั่งเรามันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดแต่แรกแล้วไม่ใช่หรอครับ? ถึงยังไงมันก็มีความเป็นไปได้ที่องค์หญิงซานดร้าจะสังเกตเห็นว่าท่านซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้นะครับ ข้าเองก็ไม่คิดว่าการดึงตัวเอิร์ลมาจะคุ้มกับความเสี่ยงนี้เหมือนกัน”

“ถึงยังไงก็ไม่สามารถปกปิดความจริงเรื่องนั้นไปได้ตลอดอยู่แล้ว, บางทีท่านพ่อเองก็น่าจะเริ่มรู้สึกตะหงิดๆตั้งแต่ตอนที่ข้าส่งเอลน่าไปหาเขาแล้วด้วย ยิ่งไปกว่านั้น, อีกฝ่ายจะรู้ว่าเจ้าเคยเป็นนักฆ่าที่มีชื่อเสียงมาก่อนด้วยการสืบค้นเพียงเล็กน้อย ตอนนี้, ข้าจะปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าเรื่องทุกอย่างมันเป็นแผนการของเจ้าไปก่อนซักพักนึง”

“ถ้าท่านดูถูกพวกพี่ๆของท่านมากเกินไปท่านจะซวยเอาได้นะครับ ท่านก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่หรอว่าการมองโลกในแง่ดีเป็นสิ่งต้องห้าม? ถึงยังไงพวกพี่ทั้งสามคนของท่านก็มีเลือดของท่านพ่อที่ท่านนับถือไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของพวกเขาเหมือนกันนะครับ”

“ข้ารู้ ไม่ต้องห่วงหรอก, ข้าไม่ได้ดูถูกพวกนั้นซักหน่อย แต่ว่า, ข้าก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีใครรู้ถึงความสามารถของพวกนั้นดีกว่าข้า”

มันเป็นเพราะฉันระวังอย่างถึงที่สุดฉันถึงเลือกที่จะให้เธออยู่ห่างจากฉัน

การโจมตีของซานดร้าในครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ฟีเน่อย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าเธอไม่สามารถแย่งตัวฟีเน่ไปจากฉันได้เธอก็จะแย่งผู้สนับสนุนของเราไปเรื่อยๆ เอาเถอะ, มันคงจะเกิดความเสียหายกับขุมอำนาจของเราไม่มากก็น้อยแต่มันก็ยังดีกว่าการเสียฟีเน่ไปอย่างแน่นอน

“ดูเหมือนว่าท่านจะไม่ได้ดูถูกพวกเขาจริงๆสินะครับ ท่านดูจริงจังมากกว่าปกติ หรือว่ามันเป็นเพราะมีท่านฟีเน่มาเกี่ยวข้องด้วย?”

“ก็นะ มันก็ใช่อยู่หรอก ฟีเน่เป็นลูกสาวของดยุคไคลเนลต์ ถ้าเธอถูกแย่งตัวไปได้ในครั้งนี้ก็ไม่ต่างกับการที่เราถอนตัวจากการแข่งนั่นแหล่ะ”

“เป็นแบบนั้นแน่หรอครับ? ท่านรู้เป้าหมายของอีกฝ่ายแล้ว, ถ้าเป็นท่านอาร์โนลด์ตามปกติก็คงจะตอบโต้ในทันที แต่ครั้งนี้ไม่เพียงแค่ท่านจะไม่เตรียมการตอบโต้แบบนั้น, แต่ท่านยังวางแผนป้องกันที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ด้วย ที่ทำแบบนี้มันก็เพราะท่านไม่อยากเห็นท่านฟีเน่ตกอยู่ในอันตรายไม่ใช่หรอครับ?”

“นี่เจ้าอยากจะพูดอะไรกันแน่?”

“เปล่านี่ครับ, ข้าแค่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดี ท่านมิทสึบะเองก็คงจะมีความสุขเหมือนกัน”

เมื่อฉันคิดจะพยายามจะอธิบายเซบาส, ฉันก็ปิดปากในทันทีในตอนที่เห็นใบหน้าที่บ่งบอกว่าเข้าใจทุกอย่างของเขา

มันเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าฉันจะพูดอะไรกลับไปพ่อบ้านคนนี้ก็จะยังเถียงกลับมาได้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่ดี

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ฉันเริ่มเตรียมตัวออกไปข้างนอกโดยไม่พูดอะไรอีก

“ท่านจะออกไปข้างนอกหรอครับ?”

“ใช่, มีพ่อบ้านบางคนบอกข้าว่าอย่าดูถูกศัตรูข้าก็เลยจะออกไปตรวจสอบความปลอดภัยซักหน่อย”

“วิเศษไปเลยครับ แล้วก็ถ้าท่านบอกเธอว่ากำลังเป็นห่วงเธอในตอนที่ไปหา, มันก็จะยอดเยี่ยมยิ่งกว่านี้อีกนะครับ”

“ใครจะไปพูดกัน”

“แบบนั้นคงน่าเสียดายแย่เลยนะครับ ว่าแต่, ท่านซ่อนท่านฟีเน่เอาไว้ที่ไหนหรอครับ?”

“สถานที่ที่เจ้าเองก็รู้จักดี มันเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในเมืองหลวงของจักรวรรดิและยังเป็นที่ที่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิอาศัยอยู่ด้วย”

“ที่นั่นนี่เอง คฤหาสน์แอมส์เบิร์กสินะครับ แน่นอนว่า, คงไม่มีใครกล้าแตะต้องสถานที่แห่งนั้นอยู่แล้ว”

ด้วยประการฉะนี้เอง

ฉันกับเซบาสที่เข้าใจเหตุการณ์แล้วก็มุ่งหน้าไปที่คฤหาสน์แอมส์เบิร์ก

.................

ที่พักของแอมส์เบิร์กอยู่ใกล้กับปราสาท

ในตอนที่ฉันไปถึงคฤหาสน์ฉันก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในทันที ในบรรดาเจ้าชายทั้งหลาย, คนที่พวกเขาอนุญาตให้เข้าไปได้ง่ายขนาดนี้น่าจะมีแค่ฉัน

เอลน่า, ฉันแล้วก็ลีโอเป็นเพื่อนสมัยเด็กกันแต่ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็ก, คนที่เกี่ยวข้องกับพวกเขามากที่สุดก็คือฉัน

ฉันไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วที่เอลน่าทำฉันร้องให้ในขณะที่ลากฉันเข้าไปในคฤหาสน์หลังนี้

หลังจากเป็นแบบนั้นอยู่สักพัก, อัศวินที่หน้าประตูก็เริ่มพูดยินดีต้อนรับกลับครับในทุกๆครั้งที่เห็นฉัน ในตอนนั้น, ความเคยชินของพวกเขาทำให้รู้สึกสยองเลยหล่ะ

แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ฉันมาเยี่ยมในช่วงไม่กี่ปีมานี้, แต่คนเฝ้าประตูก็ยังคงพูดกับฉันว่ายินดีต้อนรับกลับครับ ถึงยังไงสำหรับคนในบ้านนี้, ฉันก็เป็นเพื่อนของเจ้าหญิงที่แสนน่ารักของพวกเขาหล่ะนะ

“พอมาคิดดูดีๆ, การบอกเด็กที่กำลังร้องให้อยู่ว่ายินดีต้อนรับกลับมันก็ยังไงอยู่นะ.....”

“จากมุมมองของผู้ใหญ่, คงเห็นว่าเด็กๆดูสนิทกันดีหล่ะมั้งครับ”

“แล้วเจ้าคิดว่าไง?”

“ก็เข้าใจอยู่หรอกครับว่าท่านอาร์โนลด์ไม่ชอบ, แต่ข้าก็คิดแบบนั้นหล่ะครับ”

“.......”

คำว่า ‘เลิกพูดแบบนั้นเถอะ’ กำลังจะหลุดออกจากปากของฉันแต่ฉันก็กลืนมันกลับไป ถึงฉันจะพูดในสิ่งที่เหมาะสมออกไปก็คงจะถูกปล่อยผ่านอยู่ดี แถมมันก็เป็นเรื่องตั้งแต่อดีตแล้วด้วย, และก็ต้องขอบคุณอดีตนั้น, ฉันถึงสามารถฝากฝังฟีเน่เอาไว้กับพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

ด้วยความคิดนี้ในหัว, ฉันก็มาถึงทางเข้า มีผู้หญิงคนนึงที่มีผมสีเดียวกับเอลน่ายืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเธอมีสีฟ้า เธอยังดูสาวและมีหน้าตาที่งดงาม ถ้าไม่มีใครพูดอะไร, ก็คงจะคิดว่าเธอเป็นพี่สาวของเอลน่า......

“ไม่เจอกันนานเลยนะ, อัล”

“ขอโทษที่ไม่ได้แวะมาเลยนะครับคุณอันนา”

“เซบาสก็ยังเหมือนเดิมสินะ?”

“ครับ คุณนายแอมส์เบิร์ก”

คนๆนี้คือแอนนา ฟ็อน แอมส์เบิร์ก เธอเป็นภรรยาของหัวหน้าตระกูลแอมส์เบิร์กแล้วก็เป็นแม่ของเอลน่า

แม่ของฉันเองก็แทบจะเหมือนกันแต่ความสาวของคนๆนี้มันน่าอัศจรรย์จริงๆ มันดูเหมือนกับว่ากระแสเวลาไม่มีผลกับเธอเลย และต้องขอบคุณเรื่องนี้ฉันถึงลังเลที่จะเรียกเธอว่าคุณป้าและจบด้วยการเรียกคุณแล้วต่อด้วยชื่อของเธอแทน

คุณแอนนาเชิญฉันเข้าไปในคฤหาสน์ด้วยรอยยิ้มปนเสียงหัวเราะ

“น่าเสียดายที่ตอนนี้สามีของข้าไม่อยู่ อ้ะ, เจ้าเป็นเจ้าชายเต็มตัวแล้วนี่นะ พูดแบบนี้มันอาจเป็นการแสดงความไม่เคารพรึเปล่า?”

“ไม่หรอกครับ, ช่วยพูดแบบนี้ต่อไปเถอะครับ ข้าคงจะรู้สึกอึดอัดแน่ถ้าคุณแอนนาเริ่มใช้คำสุภาพกับข้า”

“อุ๊ยตาย, ถ้างั้นข้าจะพูดแบบเดิมก็ได้ ตอนนี้เอลน่ากับฟีเน่อยู่ในห้องน้ำ ถ้าสนใจอยากจะเข้าไปด้วยก็ได้นะ ว่าไงจ้ะ?”

“ข้ายังไม่อยากตายเพราะฉะนั้นขอนุญาตปฏิเสธนะครับ”

“ที่พูดมาดูอันตรายจังเลยนะ เมื่อก่อนก็เคยอาบน้ำด้วยกันไม่ใช่หรอ?”

“นั่นมันตอนที่ข้ายังเด็กนี่ครับแล้วคุณก็น่าจะยังจำได้นะว่าข้าเกือบจะถูกเอลน่าทำให้จมน้ำตายในห้องน้ำแล้ว?”

“เคยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นด้วยนี่นะ ถ้างั้นเจ้ายังจำตอนที่พวกเจ้าร้องไห้ด้วยกันได้รึเปล่า? เจ้าร้องให้ในตอนที่เอลน่าฝึกเจ้าให้เอาชนะเด็กขี้รังแกและมันก็จบลงที่เอลน่าร้องไห้ตามเพราะเจ้าไม่เคยพัฒนาขึ้นเลยไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ตาม”

“ที่มาถามเอาตอนนี้ดูไม่มีเหตุผลเลยนะครับ”

ว่าแล้วเชียว, ยัยนั่นมันศัตรูตามธรรมชาติของฉันชัดๆ

มันเป็นเรื่องแปลกที่ฉันไม่ได้เก็บมาเป็นปมร้ายแรงจากตอนนั้น

ถ้าฉันมีจิตใจอ่อนแอฉันอาจจะฆ่าตัวตายไปแล้วก็ได้

แล้วก็รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะในตอนที่พูดของยัยนั่นมันเข้าขั้นเลวร้ายเลยหล่ะ

“ถ้างั้นตอนนี้, ข้าให้เจ้าไปรอที่ห้องรับแขกข้างในสุดจะดีไหม?”

“เข้าใจแล้วครับ”

“เซบาส, เจ้ามาช่วยข้าเสิร์ฟชาหน่อยได้รึเปล่า?”

“แน่นอนครับ”

ความจริงที่ว่าฉันมาที่นี่บ่อยๆก็หมายความว่าเซบาสเองก็ตามมาด้วย

เขาเชื่อฟังคุณแอนนาเหมือนกับว่าเขาเป็นพ่อบ้านของเธอ

ฉันมุ่งหน้าไปยังห้องรับแขกที่อยู่ลึกสุดตามที่ถูกบอกมาแล้วบิดลูกบิดประตูโดยไม่คิดอะไร

อย่างไรก็ตาม, ในตอนที่ฉันเปิดประตูไปได้เล็กน้อย, ฉันก็รู้สึกได้ว่ามีคนอยู่ข้างใน นอกจากนี้, ฉันยังได้ยินเสียงผู้หญิงด้วย

ฉันคิดว่าคนใช้กำลังจัดเตียงให้อยู่ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจที่จะเปิดประตูเข้าไปเลย

ซึ่งมันก็ได้พิสูจน์ว่าตัดสินพลาดซะแล้ว

“......”

“ท่านเอลน่าสวมชุดเดรสเข้ามากเลย, ต่อไปเรามาลองชุดเดรสสีขาวกันดีไหมคะ”

“ฟิ, ฟีเน่.....เจ้าช่วยหยุดเปลี่ยนชุดข้าเหมือนเล่นแต่งตัวตุ๊กตาทีเถอะ.....”

ข้างในห้องมีผู้หญิงสองคนที่สวมแค่ชุดชั้นใน ฟีเน่กำลังสวมชุดชั้นในสีขาวในขณะที่ของเอลน่าเป็นสีชมพู, และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ, ของเอลน่านั้นมีลูกไม้เล็กๆน่ารักประดับอยู่ด้วย

ผิวของเธอเป็นสีขาวที่ตามปกตินั้นเธอคงจะไม่ได้เผยให้ใครเห็น บางที, พวกเธออาจจะคิดว่ามีแค่ผู้หญิงอยู่ที่นี่ดังนั้นทั้งคู่ก็เลยรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องปกปิดร่างกายของเธอ เนื่องจากฟีเน่มักจะสวมเสื้อผ้าหลวมๆมันจึงไม่ได้เน้นความเด่นที่หน้าอกของเธอเท่าไหร่นักแต่ดูเหมือนว่าเธอจะมีเสน่ห์มากกว่าที่ฉันคิดซะอีก ส่วนทางด้านของเอลน่านั้นเธอไม่ได้โตขึ้นเลยตั้งแต่ตอนที่ฉันตรวจสอบไปครั้งก่อนแต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบแบบกระทัดรัด

ในตอนที่ฉันกำลังคิดเรื่องแบบนั้น, ทั้งสองคนก็สังเกตเห็นฉัน

พวกเธออึ้งไปพักนึงแล้วใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในทันที

จากนั้นเอลน่าก็คว้าหมอนที่อยู่ใกล้ตัวแล้วตั้งท่าพร้อมเขวี้ยง

ตอนนี้ขัดขืนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว, ฉันคงทำได้แค่ยอมรับชะตากรรม

ฉันลืมไปเลย คนที่เป็นตัวปัญหามากที่สุดในที่นี้ก็คือคุณแอนนา นี่เธอชี้นำให้ฉันมาดูลูกสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานของตัวเองได้ยังไงกัน เธอเป็นวายร้ายที่มีความสุขกับการได้เห็นปฏิกิริยาของคนที่รับเคราะห์จากอาชญากรรมของเธอ

“อัล!? นี่เจ้า!”

“ท่านอัล!?”

พอตระหนักได้ว่าฉันติดกับเข้าแล้ว, ฉันก็จบลงที่การถูกหมอนที่พุ่งมาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ปาอัดเข้าที่หน้า

......

จบบทที่ ตอนที่ 23: บ้านของผู้กล้า

คัดลอกลิงก์แล้ว