เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 66 – ใต้ผืนทะเลทราย อสุราเดียวดาย

บทที่ 66 – ใต้ผืนทะเลทราย อสุราเดียวดาย

บทที่ 66 – ใต้ผืนทะเลทราย อสุราเดียวดาย


งานวันเกิดของฮูหยินเจิ้นเป่ยโหวกำลังจะมาถึง ในยามที่แขกเหรื่อจากทั่วสารทิศแห่หลั่งไหลมารวมตัวกัน

กลับมีผู้หนึ่งบุกมาถึงหน้าจวน เพื่อทวงคำตอบแทนสตรี เด็ก และคนชราของเผ่าตนที่ถูกล้างเผ่าพันธุ์!

กองทัพเจิ้นเป่ยเริ่มเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็ว กระแสเกราะเหล็กสีดำจากทุกทิศทางไหลบ่ามารวมกันเป็นสาย ขณะที่ตามแนวตลิ่งแม่น้ำ

เหล่าทหารประจำขบวนอวยพรวันเกิดนับร้อยสายต่างเริ่มตั้งรับอย่างเป็นระเบียบ ราวกับเผชิญศึกใหญ่

ทว่ากลับไม่มีผู้ใดตะโกนเร่งเร้าให้พุ่งเข้าไปตัดหัวแขกอัปมงคลผู้นั้น เพราะท้ายที่สุด นี่คือเขตอำนาจของคฤหาสน์เจิ้นเป่ยโหว

หากใครบังอาจลงมือโดยพลการ ก็เท่ากับเหยียดหยามว่าจวนเจิ้นเป่ยโหวไร้คนปกป้อง

ซื่อเหนียงเก็บซากศพที่แหลกเหลวของหยางเหวินจื้อเรียบร้อยแล้วจึงออกจากกระโจม เงยหน้าขึ้นก็เห็นนายท่านนั่งอยู่บนยอดกระโจม มองไปยังเหตุการณ์ด้านโน้นอย่างเงียบงัน

“ขึ้นมาสิ ตรงนี้มองได้ชัดกว่า”

เจิ้งฝานกวักมือเรียกซื่อเหนียงจากด้านบน นางกระโจนขึ้นมาแล้วนั่งเคียงข้างเขา สองร่างเอนอิงกันอยู่บนยอดกระโจม

ภาพนั้นชวนให้เขานึกไปถึงชาติก่อน ราวหนุ่มบ้านนอกนั่งเคียงสาวม่ายข้างบ้าน ดูหนังกลางแปลงในลานกว้าง

“นายท่าน!”

เสียงติงห่าวดังมาจากเบื้องล่าง

สองวันที่ผ่านมาเขาถูกเจิ้งฝานสั่งให้ออกไปดูแลความปลอดภัยรอบค่าย รับผิดชอบด้านการป้องกัน แต่เมื่อเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น เขาย่อมรีบมาหานายท่านเพื่อคุ้มกัน

ตามตรงแล้ว ติงห่าวมิใช่คนดีนัก มือก็เปื้อนเลือดไม่น้อย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาทำได้ดี คือรู้คุณทดแทนบุญคุณเสมอ

“ขึ้นมา ระวังหน่อย”

“ขอรับ” ติงห่าวปีนขึ้นมา น้ำหนักสามคนทำให้ยอดกระโจมโอนเอนอย่างเห็นได้ชัด “นายท่าน หรือข้าลงไปดีกว่า” ติงห่าวเอ่ย

“ไม่เป็นไร ยังไงเดี๋ยวมันก็พัง” เจิ้งฝานโบกมือพลางยิ้ม

“ในใจเจ้ายังโกรธอยู่รึเปล่าที่สองวันนี้ข้าไม่เรียกเจ้ามากินกับพวกเรา ทำให้พลาดของร้อนๆ ไป”

“ทหารในค่ายก็เคยชินกับเสบียงแล้ว ข้าไม่กล้าว่า”

แม้ปากจะบอกไม่คิดมาก แต่ในใจเขาก็ยังแอบเสียดายอยู่บ้าง เพราะตั้งแต่วันแรกที่ได้ติดตามเจิ้งฝาน เขาก็มีแต่ของดีให้กินทุกวัน

พอวันนี้ต้องกลับไปเคี้ยวแป้งนานแข็งๆ แห้งๆ ก็รู้สึกเหมือนคมมีดกรีดจากลำคอถึงกระเพาะ

“ต้องเข้าใจนะ” เจิ้งฝานกล่าว

“ข้าเข้าใจ”

เจิ้งฝานยื่นมือชี้ไปยังจุดเล็กๆ กลางกลุ่มทหารหนาแน่นตรงหน้า…ความสกปรกนั้นชัดเจน

“เว้นแต่เจ้าจะยอมไปกินข้าวกับมันสองสามวัน” ติงห่าวเงียบไป… เจ้าคนบ้าคนนั้น อยู่ในกระโจมตลอดสองวันนี้หรือ?

เจิ้งฝานไม่สนใจความตกใจของติงห่าว พลันเอ่ยถาม “จั่วกู่หลี่อ๋อง คือ

ยศตำแหน่งอะไร?”

แม้จะอยู่ในโลกนี้มานาน แต่ช่วงครึ่งปีแรกเขานอนหมดสติไป เจิ้งฝานจึงยังไม่อาจเข้าใจทุกเรื่องในโลกนี้นัก ไม่มีสิ่งใดเหมือนชาติก่อนที่เพียงขยับนิ้วก็ได้ข่าวสารครบถ้วน

ติงห่าวตอบ “เป็นตำแหน่งในราชสำนักชนเผ่าม่าน เบื้องบนสุดคือมหาม่านอ๋อง รองลงมาคือจั่วโหยวเซียนอ๋อง ถัดมาคือจั่วโหยวกู่หลี่อ๋อง แล้วจึงเป็นจั่วโหยวแม่ทัพใหญ่ จั่วโหยวหมื่นเอก และจั่วโหยวหัวหน้าทัพใหญ่” (ซ้าย-จั่ว) (ขวา-โหยว)

“ชนเผ่าม่านถือจั่วเป็นใหญ่ ต่างกับเราใช่หรือไม่”

“ใช่ ถือจั่วเป็นเกียรติสูงสุด”

“เช่นนั้น จั่วกู่หลี่อ๋องก็นับเป็นบุคคลลำดับต้นๆ ของราชสำนัก แล้วเหตุใดจึงแซ่ซาถัว?”

“ราชสำนักชนเผ่าเสื่อมลงมานาน ตั้งแต่ร้อยปีก่อนมหาม่านอ๋องยกทัพตะวันตกแล้วพ่ายย่อยยับ

กองกำลังหลักของราชสำนักก็ล่มสลายลง สายเลือดหวงจินถดถอยลงทุกชั่วรุ่น

จากนั้นตำแหน่งชั้นสูงก็ไม่ได้จำกัดให้เฉพาะเชื้อสายตระกูลหวงจิน อีก แต่เปิดรับยอดฝีมือจากเผ่าต่างๆ เข้ามา

ชายผู้นี้ เดิมชื่อเชวี่ยสือ เล่าว่าเมื่อเยาว์วัยถูกนักบวชในราชสำนักเลือกตัวไปเลี้ยงดู ฝึกฝนจนเติบใหญ่ และได้รับแต่งตั้งเป็นจั่วกู่หลี่อ๋องโดยมหาม่านอ๋องรุ่นปัจจุบัน”

เจิ้งฝานหัวเราะเบา “สมกับเป็นคนใหญ่คนโตของเผ่า ถึงแม้ตำแหน่งจะสูงเพียงนั้น แต่ครานี้เขากลับมาเพื่อล้างแค้นแทนเผ่าตนเอง?”

ติงห่าวขมวดคิ้ว “บ่าวว่ามันช่างเหลิงเกินไปนัก ตลอดประวัติศาสตร์เผ่าม่านกับแคว้นเยี่ยนรบกันทุกปี เลือดแลกเลือด

เขาจะมาทวงคำตอบแทนหญิงและเด็กของเผ่าตน แล้วใครเล่าจะทวงความยุติธรรมให้ชาวเยี่ยนที่ตายใต้คมดาบเผ่าม่าน?”

“ก็คือสองมาตรฐาน”

“สองมาตรฐาน?”

“หมายถึงใช้เกณฑ์สองชุด กับตัวเองชุดหนึ่ง กับคนอื่นอีกชุดหนึ่ง”

“นายท่านหลักแหลมยิ่ง”

“พอเถอะ ข้าเข้าใจเขาอยู่ไม่น้อยนะ บนสมรภูมิ ชีวิตและความตายตัดสินกันด้วยคมดาบ นั่นเขาย่อมเข้าใจ

แต่ครั้งนี้ เขามาเพื่อทวงคำตอบแทนหญิง เด็ก และคนชรา ไม่ใช่แทนเหล่าชายหนุ่มที่ตายในสนามรบ”

“นายท่านรู้ได้อย่างไร”

เจิ้งฝานยกมือแตะหน้าตน “มิฉะนั้น ป่านนี้ข้าก็คงเป็นศพแล้ว” เขาเองคือคนที่ตัดหัวหัวหน้าเผ่าซาถัวมา

“พวกเรามองจากข้างนอกอาจจะว่าเขาสองมาตรฐาน แต่ในฐานะคนที่บ้านเกิดทั้งเผ่าถูกเผาทำลาย เขามีสิทธิ์โกรธ มีสิทธิ์มาเรียกร้อง”

ซื่อเหนียงเอ่ยแผ่ว “เขาบอกว่าลาออกจากตำแหน่งแล้ว”

“ใช่ คงเพื่อไม่ให้ลากราชสำนักเผ่าม่านเข้ามาเกี่ยว”

ในเกมการเมือง ยามแคว้นเยี่ยนและเจิ้นเป่ยโหวชิงไหวชิงพริบกัน เผ่าซาถัวก็ถูกเลือกเป็นแพะสังเวย

ราชสำนักเผ่าม่านไม่ออกหน้าแม้เพียงคำ ทั้งที่เผ่านั้นเป็นประชากรของตนเอง บางทีในขบวนแขกเหรื่อที่มาอวยพร อาจมีทูตของราชสำนักร่วมอยู่ด้วย

นี่แหละคืออำนาจข่มขวัญของคฤหาสน์เจิ้นเป่ยโหว

ถึงกระนั้น เขาก็ยังสละยศ เดินทางมาเพียงลำพังเพื่อทวงคำตอบ เตรียมใจมาตาย แม้กระทั่งทำพิธีอำลาชีวิตตนเองไปแล้วเมื่อคืนนี้

เขามา…เพื่อตาย และเพื่อตายอย่างที่หัวใจตนพอใจ ไม่สนกฎเกณฑ์โลก ไม่สนการประนีประนอม เขาต้องการเพียงคำตอบเดียว คำตอบของเขาเอง

เสียงชราดังมาจากในจวน “ท่านหญิงชรากล่าวว่า ราชสำนักเผ่าม่านลำบากพออยู่แล้ว หากต้องสูญเสียจั่วกู่หลี่อ๋องเช่นท่านไปอีก เกรงว่าวันข้างหน้าจะยิ่งยากลำบาก ขอให้ท่านไตร่ตรอง เพื่อราชสำนัก เพื่อเผ่าม่าน”

ร่างชายมอมแมมค่อยๆ ตั้งตรงขึ้น เขาเปล่งเสียงกึกก้องประหนึ่งฟ้าผ่า

“เชิญคุณหนูออกมาพบข้าสักครา!” เสียงนั้นสะท้อนลั่นไปทั่วริมตลิ่งแม่น้ำ ไม่นานนัก จากในคฤหาสน์ก็มีเสียงส่งออกมา

“ท่านหญิงชรากล่าวว่านางเหนื่อยแล้ว ต้องการพักผ่อน ต้องการความเงียบสงบ”

มารยาท…ได้ทำครบแล้ว เมื่อเจ้ามิรู้จักถอย ก็จงตายเสียเถิด นี่คือคำสั่งแห่งกองทัพ!

“กองทัพเจิ้นเป่ย!”

“กองทัพเจิ้นเป่ย!”

“กองทัพเจิ้นเป่ย!”

นายทหารทั้งสามของเจิ้นเป่ยโหวชักกระบี่ขึ้นพร้อมกัน

“สังหารเผ่าม่าน!”

“สังหารเผ่าม่าน!”

“สังหารเผ่าม่าน!”

สามพันทหารเกราะเหล็กตะโกนกึกก้องพร้อมกัน กลิ่นไอสังหารแผ่ซ่านไปทั่วทุ่ง

กระแสสีดำเริ่มขยับ แผ่นดินสั่นสะเทือนเป็นจังหวะ สมัยนี้ กองทัพทหารราบของแคว้นจิ้นและของแคว้นฉู่เลื่องชื่อในแดนตะวันออก

แต่หากกล่าวถึงทหารเกราะเหล็กแห่งแคว้นเยี่ยน นั่นคืออันดับหนึ่งที่ยากจะโต้แย้ง

ชายมอมแมมหัวเราะร่า ถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนจะยกไหสุราขึ้น เทรินสุดท้ายลงบนใบหน้าตนเองจนหมดสิ้น

สุราดี… ช่างเป็นสุราที่วิเศษยิ่ง น่าเสียดาย… ที่ตนไม่ได้ดื่มมันเร็วกว่านี้หากได้ดื่มเร็วกว่านี้ บางทีคงไม่มา ณ ที่แห่งนี้แล้วกระมัง อย่างมากก็เมามายทั้งวัน ดื่มกลบความเศร้าไป

“เพล้ง!”

ไหสุราถูกทุ่มแตก เส้นผมของเขาเริ่มสะบัดพริ้ว ดวงตาสีแดงฉานกวาดมองรอบกาย ลายเส้นสีเลือดทีละเส้นค่อยๆ ปรากฏบนร่างดั่งอสุราที่จำศีลมานาน บัดนี้ลืมตาตื่น

“พยัคฆ์!”

“พยัคฆ์!”

“พยัคฆ์!”

กองทัพเจิ้นเป่ยจัดกระบวนเสร็จสิ้น วงนอกคือทหารนับพันคุมม้าเคลื่อนไปช้าๆ รักษาจังหวะความเร็ว วงในคือกองร้อยทหารแต่ละร้อยเป็นหนึ่งกระบวน แบ่งแปดทิศ เริ่มเร่งม้าเข้าสู่การจู่โจม

หนึ่งกองร้อยตรงหน้า สวมเกราะดำทุกนาย ยามนี้ราวกับหายใจเป็น

จังหวะเดียวกัน ทั้งกองเปรียบเสมือนร่างกายเดียว ประหนึ่งกระบี่คมหนึ่งเล่ม

ชายมอมแมมเริ่มเร่งฝีเท้า พุ่งเข้าหากองร้อยที่ใกล้ที่สุด อีกฝั่ง ทหารก็เริ่มเร่งม้าจู่โจมเช่นกัน

“โครม!”

หมัดของเขากระแทกเข้าใส่กองร้อยตรงหน้า ทหารยี่สิบกว่าคนแรกถูกทำลายร่างในพริบตา

เกราะเหล็กบิดงอเป็นเศษเหล็ก ที่เหลือต่างกระอักโลหิตเพราะถูกแรงกระแทกกระทบพลังเลือด

ปลายกระบี่ที่พุ่งตรงเหมือนแทงใส่หินแข็ง แตกกระจายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่

แต่แขนขวาของเขาเองก็เริ่มสั่น เลือดไหลจากข้อนิ้ว

ยังไม่ทันใช้โอกาสนี้บุกต่อ กองร้อยนั้นกลับควบม้าถอยออก เปิดช่องให้กองถัดไปบุกแทน ก่อนที่เขาจะตั้งหลัก กองที่สองก็พุ่งเข้ามา!

เขาเงยหน้าร้องยาว แล้วพุ่งสวนไปอีกครั้ง

“โครม!”

ร่างของเขาประหนึ่งเหล็กกล้าอันแกร่งกล้า พุ่งทะลุกองร้อยแตกกระจาย ทหารยี่สิบกว่าคนในใจกลางกองแตกดับทุกคน บ้างร่างแหลก บ้างแขนขาขาด

“พยัคฆ์!”

“พยัคฆ์!”

“พยัคฆ์!”

แต่กองต่อไปก็ถาโถมเข้ามาอีก

“เพล้ง!”

“เพล้ง!”

แปดกองร้อยถูกเขาทะลวงเพียงลำพัง รอบกายเต็มไปด้วยซากศพและเลือดเนื้อของศัตรู บนร่างเขามีบาดแผลนับไม่ถ้วน เลือดไหลเป็นสาย กระทั่งบางจุดเผยกระดูกขาว

หากแรกเริ่มเขาราวกับพายุโหมทะยานขึ้นสู่ฟ้า บัดนี้กลับคล้ายสายน้ำที่

ไหลโรยลงจากฟากสูง เสือใหญ่กลับตกสู่ที่ราบ แต่ในดวงตา ยังมีเพลิงโกรธและความอาฆาตแน่นหนาไม่เสื่อมคลาย

ขณะเดียวกัน ทหารเกราะเหล็กแห่งเจิ้นเป่ยมิได้หวั่นไหวแม้ต้องสละชีวิตพี่น้องนับร้อย

กองร้อยที่พุ่งชนไปแล้วถอยออกไปตั้งล้อมวงนอกเพื่อฟื้นกำลัง ส่วนกองร้อยจากวงนอกก็เร่งเข้ามาแทนที่

การจู่โจมระลอกใหม่… ใกล้เริ่มขึ้นอีกครั้ง! แต่แล้ว เสียงชราจากในคฤหาสน์ดังขึ้นอีก

“ท่านหญิงชรากล่าวว่า เจ้ามีฝีมือเป็นแม่ทัพ ทำไมต้องมาอวดความกล้าเดียวดาย? อีกทั้งมหาม่านอ๋องผู้นั้นก็เหลือกำลังไม่มาก หากเจ้ามาตายที่นี่ ชีวิตเขาจะเป็นเช่นไร?”

ชายมอมแมมได้ยิน พลันหัวเราะก้องไร้หวั่นเกรง ยืนเผชิญทหารแปดทิศที่รวมกระบวนอีกครั้ง

แล้วตะโกนยาวประกาศก้อง

“ข้าคืออสุราหนึ่งเดียวแห่งผืนทะเลทราย!”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 66 – ใต้ผืนทะเลทราย อสุราเดียวดาย

คัดลอกลิงก์แล้ว