- หน้าแรก
- การมาเยือนของปีศาจ
- บทที่ 32 – ฟันมัน!
บทที่ 32 – ฟันมัน!
บทที่ 32 – ฟันมัน!
ริมสระน้ำอุ่น บนแท่นหินใกล้ภูเขาจำลอง เจิ้งฝานนอนราบอยู่โดยมีซื่อเหนียงนวดผ่อนคลายให้
“เจ้าศพเดินได้นั่นก็เหลือเกิน ทำไมไม่รู้จักยั้งมือบ้างนะ”
ซื่อเหนียงมองรอยฟกช้ำเป็นปื้นบนแผ่นหลังของเจิ้งฝาน จะบอกว่าไม่เจ็บใจก็คงโกหก
“ไม่เป็นไรๆ” เจิ้งฝานกลับไม่ถือสาเสียเอง แถมยังปลอบซื่อเหนียงด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“คนอื่นฝึกก็ต้องไปให้สายน้ำตกกระหน่ำใส่หลังบ้าง ต้องหอบกระดองเต่ายักษ์วิ่งลากฝุ่นบ้าง ข้าแค่นี้ถือว่าสบายจะตาย”
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า วันหนึ่งตนเองจะมายืนอยู่ในจุดที่ต้องลงมือฝึกวรยุทธ์จริงจัง ทั้งที่ชาติก่อน เขาเองก็เชื่อว่าศิลปะการต่อสู้นั้นมีอยู่จริงบนโลก เพียงแต่ไม่ได้ร้ายกาจแบบที่นิยายชอบเว่อร์เกินเหตุ
ส่วนพวกอาจารย์ดังๆ ที่ผุดขึ้นในเน็ต ไม่ว่าใครจะเรียกตนว่า “ปรมาจารย์” หรือ “เจ้าสำนัก” เขาก็แค่ดูขำๆ เป็นสีสันคลายเครียด แต่ไม่เคยคิดจะจริงจัง เพราะรู้ว่าศาสตร์พวกนี้ต้องเริ่มขัดเกลาตั้งแต่เล็ก ซึ่งเขา…ไม่มีปัญญาจะทนไหวแน่
แต่สถานการณ์ในตอนนี้ต่างออกไป คนเราไม่มีทางเลือกมากนักเมื่อโดนสถานการณ์บีบให้ต้องก้าวหน้า
แม้จะเป็นพวกบ้าการ์ตูนที่วันๆ อยู่แต่หน้าจอ แต่เมื่อหลุดเข้ามาในโลกแปลกประหลาดหลังความตาย ไม่ว่าจะเพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่น เขาก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้
“นายท่าน เราเปลี่ยนวิธีฝึกไหมเจ้าคะ?” ซื่อเหนียงเอ่ยแนะอย่างนุ่มนวล
การฝึกสายวรยุทธ์มันช้าเกินไป มิหนำซ้ำยังเสี่ยงบาดเจ็บร้ายแรงอีกด้วย
“อืม? ว่าไง?”
“ก็…โลกนี้มันไม่ได้มีแค่นักสู้สักหน่อย นายท่านลองฝึกพวกศาสตร์อื่นที่เสริมพลังตัวเองได้แทนจะดีกว่าไหม?”
“ศาสตร์อื่นเหรอ?”
“ข้าเคยได้ยินมาว่า ถ้าเป็นพวกจอมเวทล่ะก็ ถ้ามีพรสวรรค์ดีหน่อย อาจฝึกสำเร็จในเวลาไม่นานก็เป็นได้”
“เอ่อ…”
“ที่สำคัญ…พวกจอมเวทส่วนใหญ่ก็มีผิวพรรณดี รูปร่างงาม ไม่มีแผลถลอกให้ต้องปวดใจเลยสักนิด”
“เรื่องนั้น…ค่อยว่ากันทีหลังแล้วกัน ขอฝึกกล้ามเนื้อพื้นฐานกับพวกท่วงท่าต่อสู้เอาไว้ก่อน อย่างน้อยก็ถือว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง”
เจิ้งฝานยังยึดมั่นในหลัก “เริ่มแล้วอย่าทิ้งกลางทาง” จึงไม่อยากเปลี่ยนเส้นทางเพียงเพราะเพิ่งฝึกได้ไม่กี่วัน
“ถ้าอย่างนั้น…จะให้อาเหมิงกัดนายท่านสักคำก็ได้นะเจ้าคะ นายท่านก็จะได้ร่างกายแบบพวกเลือดผสมขั้นต้นทันที”
“ให้ข้าเป็นแวมไพร์งั้นรึ?”
คำแนะนำนั้น ทำเอาเจิ้งฝานถึงกับลังเลจริงจัง
พลังฟื้นฟูระดับเหนือมนุษย์ของแวมไพร์น่ะ แทบจะแปลว่า “รอดตายได้ง่ายขึ้น” เลยทีเดียว
แม้ตอนนี้เขาจะเริ่มฝึกวรยุทธ์แล้ว แต่เจิ้งฝานก็ยังไม่คิดว่า วันหนึ่งตนจะสามารถพุ่งทะยานนำหน้าพวกมารประจำกลุ่มไปได้หรอก
เขาเป็นแค่ “ตัวนำโชค” ขอแค่นั่งอยู่ข้างหลังไม่ตายก็ถือว่าทำหน้าที่สมบูรณ์แบบแล้ว
ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะเสริมบัฟให้ตัวเองสักหน่อยด้วย เช่นฟื้นพลังหมู่หรือฟื้นเลือดเป็นวงกว้างอะไรทำนองนั้น
“งั้นเดี๋ยวข้าจะไปถามอาเหมิงให้ก็ได้ ถึงแม้เขายังไม่ฟื้นพลังเต็มที่ จำนวนคนที่กลายเป็นผู้สืบสายเลือดโดยตรงก็คงยังจำกัดอยู่
แต่ยังไงพวกเราก็เป็นพวกเดียวกันนี่นา จะไปยกประโยชน์ให้คนนอกทำไม จริงไหมนายท่าน?”
“อืม…”
แรกๆ เจิ้งฝานยังพอฝืนลืมตาพูดคุยกับซื่อเหนียงได้ แต่ไม่นานนัก เขาก็เผลอหลับไปอย่างหมดแรง
ซื่อเหนียงเห็นดังนั้นก็หยิบผ้าห่มมาคลุมให้เบาๆ จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง
ทันทีที่ปิดประตูแล้วหมุนตัวกลับ แววตาของซื่อเหนียงก็พลันแข็งกร้าว เส้นไหมราวใยแมงมุมมากมายที่ล้อมอยู่รอบกายตึงแน่นขึ้นในบัดดล
“แค่กๆ…ข้าเอง”
เสียงชายคนหนึ่งดังออกจากเงามืด…เป่ยตาบอด ซื่อเหนียงถอนหายใจยาว เส้นไหมรอบตัวจึงคลายตัวลง พร้อมบ่นเสียงเข้มว่า
“ดึกป่านนี้แล้ว เดินเตร็ดเตร่ไม่ยอมถือโคมสักหน่อย โผล่พรวดมาแบบนี้จะให้คนหัวใจวายตายหรือไง?”
“ข้าต้องถือโคม?”
“ใช่สิ อย่างน้อยเจ้าก็น่าจะเกรงใจคนอื่นหน่อย เจ้าน่ะรู้ดีว่าตัวเองสามารถบดบังสัมผัสของผู้อื่นด้วยพลังจิตได้นี่นา”
“เอาล่ะ ต่อไปข้าออกเดินกลางคืนจะถือโคมแล้วกัน”
“มีธุระรึ?”
“มี”
“งั้นเปลี่ยนที่ก่อน ตรงนี้นายท่านหลับอยู่ อย่าไปรบกวนท่านเชียวนะ”
“ได้ ศาลาริมน้ำแล้วกัน”
…
ซื่อเหนียงประหลาดใจเล็กน้อยที่พอมาถึงศาลา กลับพบว่ามีคนอยู่แล้วหลายคน
เหลียงเฉิง อาเหมิง ซวี่ซาน และฝานลี่ นั่งอยู่ล้อมโต๊ะหิน กลางโต๊ะมีของว่างวางอยู่พอประมาณ
“อะโห ที่แท้ประชุมลับกันนี่เอง?”
ซื่อเหนียงนั่งลงข้างเหลียงเฉิง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
“กลิ่นอะไรหอมๆ น่ะ?”
ใบหน้าของเหลียงเฉิงกระตุกขึ้นนิดหน่อย
“โอ้โหๆๆ” ซื่อเหนียงกลั้นหัวเราะพลางเหลือบตามองอาเหมิงซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ดูท่าเจ้าสองคนจะสนิทกันมากเลยนะ ของที่เพิ่งคิดค้นออกมา ข้ากับนายท่านยังไม่ได้ใช้เลย กลับเอามาให้เจ้าลองก่อนเสียแล้ว”
“แค่กๆ…” เป่ยตาบอดกระแอมขัดขึ้น “เข้าเรื่องกันได้แล้ว”
“เข้าเรื่อง? ว่าแต่ อาเหมิง เจ้าไปกัดนายท่านสักคำดีไหม?”
อาเหมิงส่ายหน้า “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ ข้ายังไม่ฟื้นพลังพอ ถ้าตอนนี้นายท่านกลายเป็นผู้สืบสายเลือดของข้า แม้จะได้พลังฟื้นฟูเหนือมนุษย์ก็เถอะ แต่อีกสักครึ่งปี ท่านก็จะกลายเป็นสัตว์ร้ายที่หิว
กระหายเลือดมนุษย์ และจะสูญเสียสติสัมปชัญญะทั้งหมด”
ซื่อเหนียงคิดครู่หนึ่ง “ก็ฟังดูไม่เลวนี่…แล้วอายุยืนขึ้นไหม?”
“ตราบใดที่มีเลือดสดใหม่ให้ดื่มอย่างต่อเนื่อง ในทางทฤษฎีก็สามารถมีอายุเกินร้อยปีได้”
“หืม ก็พอรับได้นะ เสียอย่างเดียว…ถ้านายท่านเสียสติไป แล้วพวกเราจะเข้าไปเลียเขาได้ยังไงกันล่ะ?”
อาเหมิงนิ่งไปพักหนึ่งก่อนตอบ “คนเอาอาหารให้หมากินนานเข้า หมาก็จะกระดิกหางตอบสนองคนเองนั่นแหละ”
“พอได้แล้ว เข้าเรื่องเสียที!”
เป่ยตาบอดทนไม่ไหวตะโกนห้ามทันที บัดซบเอ๊ย นี่มันไม่ให้เกียรตินายท่านเลยสักนิด! ทุกคนในศาลาพากันนั่งหลังตรงขึ้นโดยอัตโนมัติ
เป่ยตาบอดพยักหน้าด้วยความพอใจ ราวกับว่าตนมองเห็นได้จริง
“หัวข้อการประชุมของค่ำคืนนี้ก็คือ…”
เขาเทเหล้าในถ้วยลงบนโต๊ะ น้ำเหล้าลอยขึ้นกลางอากาศโดยแรงลึกลับที่มองไม่เห็น ก่อนจะรวมตัวกันกลายเป็นตัวอักษรสองตัวว่า
“ฟันมัน!”
การฝึกฝน
“เหลียงเฉิง เจ้าเป็นคนดูแลการฝึกของนายท่านตลอดช่วงนี้ บอกเราหน่อยสิว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
นับแต่วันเริ่มฝึก เหลียงเฉิงคือผู้ที่อยู่กับเจิ้งฝานมากที่สุด จึงไม่มีใครเหมาะจะรายงานมากกว่าเขา
“ก่อนหน้านี้ นายท่านไม่มีประสบการณ์ต่อสู้เลย ไม่รู้จักกระบวนท่า ไม่มีความเข้าใจเรื่องการเคลื่อนไหวของร่างกาย แม้แต่ปฏิกิริยาตอบสนองก็ค่อนข้างเชื่องช้า”
เพราะเจิ้งฝานไม่อยู่ที่นี่ จึงไม่มีใครขัดคำพูดนี้ได้
“แต่กระนั้น…”
คำว่า “แต่” ของเหลียงเฉิง ทำเอาทุกคนในศาลาพากันเงี่ยหูฟัง เพราะในความลึกของใจ ไม่มีใครอยากให้เจ้านายของตนเป็นคนไร้ค่า
แม้จะเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าเจิ้งฝานจะเป็นคนธรรมดาหรือจะอ่อนด้อยเพียงใด พวกเขาก็ยังคงเคารพ ปกป้อง ทะนุถนอม และ…เลียเขาต่อไปอยู่ดี
“นายท่าน…มีกำลังแขนแข็งแรงมาก”
“มากแค่ไหน?” อาเหมิงถามขึ้น
“นายท่านเพิ่งฟื้นคืนสติได้ไม่ถึงเดือน ถ้าเป็นคนธรรมดาที่นอนนิ่งมาครึ่งปี ถึงจะได้รับการดูแลอย่างดีก็ตาม กล้ามเนื้อและระบบร่างกายก็ย่อมเสื่อมโทรม ต้องใช้เวลาอีกครึ่งปีอย่างต่ำถึงจะฟื้นกลับมาได้
แต่กำลังของนายท่านตอนนี้…เทียบได้กับชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ฝึกฝนวรยุทธ์มาตลอดชีวิต”
ซวี่ซานขบริมฝีปากแน่น ในหัวพลันปรากฏภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งอยู่ในสนามรบ วันที่เจ้านายของตนฟันศัตรูร่วงลงด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
“อืม…ปัญหาน่าจะอยู่ตรงนี้ล่ะ”
เป่ยตาบอดยื่นนิ้วไปที่อักษรลอยกลางอากาศ คำว่า “การฝึกฝน” ถูกเขาดูดเข้าไปในปากราวกับกลืนเหล้าคำหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“ข้ามีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่งมาตลอด นั่นคือ ความสามารถของพวกเรา กับตัวของนายท่านเอง มีความเชื่อมโยงกันมากน้อยแค่ไหน?”
“อย่างหนึ่งที่แน่นอนคือ…พวกเราจำเป็นต้องได้รับ ‘การยอมรับ’ จาก
นายท่าน ฉะนั้น หลักการ ‘เลียโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข’ จึงต้องคงไว้เสมอ”
ทุกคนพยักหน้าเห็นพ้องพร้อมกัน
ก็ใช่น่ะสิ
หากไม่ใช่เพราะเรื่องพลัง ใครมันจะอยากมาเป็นหมารับใช้กันเล่า? แต่ถ้าแค่เลียก็ได้พลัง แบบนั้นบนโลกนี้ยังมีวิธีไหนที่คุ้มกว่านี้อีก?
ต่างคนต่างเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่มีใครคิดจะปฏิเสธความจริงหรือปั้นหน้าสูงส่งแต่อย่างใด
“ทว่าแม้พลังของพวกเราจะฟื้นกลับมาเล็กน้อยแล้ว แต่ไม่ว่าข้าจะลองใช้วิธีไหน ก็ไม่สามารถขยับระดับให้สูงขึ้นจากจุดที่เป็นอยู่ได้อีกแม้แต่น้อย”
“อืม”
“จริง”
ทุกคนร่วมกันพยักหน้าอีกครั้ง เพราะความปรารถนาต่อพลังของคนเหล่านี้ มันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะเข้าใจได้
พวกเขาไม่สนใจทรัพย์สิน ไม่ยึดติดชื่อเสียง สิ่งเดียวที่แสวงหาคือ “
อิสรภาพ” อย่างแท้จริง และในโลกนี้ หากไร้พลังแล้วจะมีอิสรภาพได้อย่างไรกัน?
“เป่ยตาบอด เจ้าคิดอะไรกันแน่ บอกออกมาตรงๆ เลยเถอะ” ซื่อเหนียงเอ่ยเร่ง
“ข้าสงสัยว่า…ขอบเขตพลังที่พวกเราฟื้นกลับมาได้นั้น อาจจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับพลังของนายท่าน”
“หมายความว่าไง?” ซวี่ซานถามเสียงงุนงง ซื่อเหนียงขมวดคิ้วแน่น ท่าทางคล้ายกำลังครุ่นคิด
เหลียงเฉิงยังคงนิ่งสงบไร้อารมณ์ ขณะที่มุมปากของอาเหมิงกระตุกเล็กน้อย
แท้จริงแล้ว ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนไม่ใช่คนโง่ คำถามบางอย่าง พวกเขาอาจจะเคยนึกถึงอยู่ก่อนแล้วด้วยซ้ำ แม้แต่ซวี่ซานที่เอ่ยถามออกไป…ใครจะไปรู้ เขาอาจแค่พูดให้เป่ยตาบอดได้มีจังหวะเฉลยก็ได้
“ตอนที่นายท่านยังหลับอยู่…ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่าย ก็คล้ายกับว่า ‘ตัวละครหลัก’ อยู่ในสภาวะออฟไลน์ ขณะที่พวกเราในฐานะลูกน้องของเขา ก็เหมือนกับ ‘สัตว์เลี้ยงคู่ใจ’…”
“แค่กๆ…”
ซื่อเหนียงกระแอมหนักๆ ขึ้นทันที
“ก็ได้…เรียกว่าพวกเราเป็น ‘คู่หู’ ก็แล้วกัน อาจเพราะเขายังออฟไลน์ พวกเราจึงตกอยู่ในสถานะระดับเป็นสีเทา ถึงจะขยับตัวได้เอง แต่ในแง่ของค่าความสามารถ
ก็เหมือนหน้าต่างแสดงสถิติที่ดับสนิท แล้วเมื่อนายท่านฟื้นขึ้นมา ระดับของเขาอาจเทียบเท่ากับตัวละครเลเวล 1
เราที่เป็นลูกน้องก็จะกลายเป็นเลเวลต่ำสุด หรือไม่ก็เท่ากับเลเวล 1
พื้นฐานของความเชื่อมโยงทั้งหมด เริ่มต้นจาก ‘การได้รับการยอมรับ’ ของเขา คล้ายกับการเข้าไปพูดกับลุงเฝ้าหมู่บ้านในเกมครั้งแรกเพื่อปลดเควสต์นั่นแหละ”
ทุกคนกำลังคิดตามสิ่งที่เป่ยตาบอดพูดอยู่ อาเหมิงจึงเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
“หมายความว่า…ตราบใดที่นายท่านยังอยู่ในเลเวล 1 เราก็จะไม่มีวันสูงกว่านั้นงั้นสิ?”
“ใช่” เป่ยตาบอดพยักหน้า
ในจังหวะนั้นเอง คนที่ปกติไม่ค่อยพูดอะไรเวลาประชุม มักเอาแต่นั่งกินดื่มเงียบๆ อย่างฝานลี่ กลับยกมือเกาท้ายทอย แล้วยิ้มอย่างเก้อเขิน ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“งั้นถ้าฟันคอนายท่านเสียตอนนี้…ข้อจำกัดมันจะหายไปไหม?”
ทั่วทั้งศาลา…
เงียบงัน…ดั่งความตาย
(จบบท)