เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 – กระบี่ดี!

บทที่ 23 – กระบี่ดี!

บทที่ 23 – กระบี่ดี!


อาหมิงไม่เข้าใจตนเองว่าทำไมจึงถามคำถามนั้นกับเด็กหญิง

บางที…ก็แค่เกิดขึ้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เหมือนเวลาไปเที่ยวชนบทแล้วเด็ดดอกไม้ริมทางติดมือมาโดยไม่รู้ตัว

ชีวิต…ต้องมีพิธีการ ชีวิต…ต้องมีความละเมียดละไม

ส่วนคำว่า ‘พิธีการ’ และ ‘ละเมียดละไม’ หากผ่าลงไปถึงแก่นแท้จริงๆ แล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจาก ‘เรื่องวุ่นวายไร้สาระที่เกินความจำเป็น’

เช่นเดียวกับการต้องซดน้ำซุปไก่อุ่นๆ ก่อนอาหาร หรือเปิดด้วยจานเรียกน้ำย่อยเย็นๆ สักจาน

ทางนั้น…ชายวัยกลางคนก็เหลือบเห็นอาหมิงกำลังคุยกับลูกสาวของตน จึงรีบปั้นหน้าประจบแล้วเดินปรี่เข้ามา โน้มตัวน้อมคำนับพลางกล่าวว่า

“คุณท่าน หากท่านสนใจแม่หนูนี่ แปดตำลึงเงินเท่านั้น เราก็เขียนสัญญายกให้ทันที! หลังจากนั้น ไม่ว่าท่านจะพาไปเล่นกายกรรมแถบตะวันตก หรือจะเก็บไว้เป็นภรรยาน้อย ก็สุดแล้วแต่ใจปรารถนา!”

ชายผู้นั้นก็เช่นเดียวกับองครักษ์ประตูเมื่อครู่ ที่พอเห็นชุดของอาหมิง ก็

เหมารวมว่าเป็นคณะกายกรรมจากแดนตะวันตก ก็เพราะเมื่อไม่กี่ปีก่อน กษัตริย์แคว้นเยี่ยนจัดพระราชพิธีฉลองวันพระราชสมภพครบสามสิบปีหลังขึ้นครองราชย์

มีคณะกายกรรมจากแดนตะวันตกกลุ่มหนึ่งได้รับเชิญให้แสดงต่อหน้าพระที่นั่ง กลายเป็นที่โจษขานไปทั่ว ทำให้ชาวบ้านหลงใหลคลั่งไคล้คณะกายกรรมเหล่านี้เป็นพักใหญ่

อาหมิงพยักหน้า แล้วล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อของตน ชายวัยกลางคนเห็นเช่นนั้นก็ตื่นเต้น ยกมือถูไปมาอย่างลิงโลด

แต่แล้ว…เมื่ออาหมิงชักมือออกมาและแบฝ่ามือต่อหน้าเขา ฝ่ายนั้นกลับชะงักนิ่ง

บนฝ่ามือ…ไม่มีอะไรเลย

“ขออภัย ปกติข้าไม่มีนิสัยพกเงินติดตัว” คำขอโทษของอาหมิงเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ สีหน้าเผยแววละอายและเสียใจอย่างยิ่ง ราวกับรู้สึกผิดแทนที่ไม่สามารถซื้อเด็กหญิงคนนี้ได้ในตอนนี้จริงๆ

ในช่วงครึ่งปีที่อยู่ที่โรงเตี๊ยม ส่วนใหญ่เขาใช้เวลาไปกับการหมักเหล้า แทบไม่ออกจากโรงเตี๊ยมด้วยซ้ำ และในโลกเช่นนี้ เมื่อแก้ปัญหาเรื่องปากท้องได้แล้ว สำหรับคนที่มีวิธีคิดแบบคนยุคใหม่ การใช้จ่ายก็แทบไม่จำเป็นอีก

“ไม่…ไม่มีเงิน? ไอ้เวน! ล้อกันเล่นหรือไง!?”

ชายวัยกลางคนตะโกนด่า พร้อมชี้หน้าด่าอาหมิงตรงๆ อาหมิงพยักหน้า ตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ใช่”

ชายผู้นั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถลกแขนเสื้อขึ้นข่มขู่ว่า

“แกนี่มันหาเรื่องตายชัดๆ!”

คนที่สามารถขายทั้งเมียทั้งลูกได้เช่นนี้ หากจะพูดว่ามีเลือดนักเลง กล้าหาญเด็ดเดี่ยวอะไรทำนองนั้น คงเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ แต่ถ้าจะบอกว่าเก่งเรื่องข่มขู่หลอกลวง ทำตัวกร่างเหมือนนักเลงบ่อน นั่นแหละของถนัด

น่าเสียดาย…เขาดันเลือกเหยื่อผิดคน

“ดี”

อาหมิงยื่นมือออกไป กำเข้าที่ลำคอของชายคนนั้นโดยตรง ทันใดนั้น ความเย็นเยียบจากฝ่ามือก็แล่นขึ้นมาจนถึงต้นคอ ชายวัยกลาง

คนพลันลืมแม้แต่จะขัดขืน วินาทีนั้น เขารู้สึกราวกับตนเองถูกสัตว์ร้ายเยือกเย็นจ้องมองอยู่ในความมืด

“เฮ้! ถ้าจะชกต่อยกัน ไปทำที่อื่นเถอะ อย่าทำสกปรกแถวหน้าประตูสมาคมหมาในของพวกเราสิ!” เสียงโวยวายขององครักษ์หน้าประตูดังขึ้นขณะยืนกอดอก

ทว่า…

เสียง “กร๊อบ” ดังสะท้าน…องครักษ์ผู้นั้นพลันชะงักค้าง เขาเห็นลำคอของชายกลางคนผู้พยายามขายลูกสาว ถูกบิดหักด้วยมือเปล่าในองศาที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีวันหักได้

บางที แม้แต่เจ้าตัวเองก็อาจไม่ทันรู้ตัวว่า ชายในชุดแปลกตาผู้นี้…เป็นคนที่พูดว่าจะฆ่าก็ฆ่า

เขาอาจทำท่าข่มขวัญ แต่อีกฝ่ายน่ะ…ฆ่าจริง และไม่ใช่แค่ฆ่า แต่ถึงกับขับเกวียนฝ่าสายฝนมาถึงที่นี่…เพียงเพื่อฆ่า

โลหิตไหลออกจากดวงตา รูหู ปาก และจมูกของร่างไร้ชีวิตนั้นอย่างต่อเนื่อง อาหมิงชักมือกลับ ร่างชายวัยกลางคนล้มฟาดลงกับพื้น ดวงตายังคงเบิกกว้าง…ไร้ซึ่งลมหายใจ

เมื่อร่างล้มลง ใบหน้าของเขาก็แนบอยู่ใกล้กับใบหน้าของลูกสาวที่ยังนอนแน่นิ่ง

ในดวงตาของเด็กหญิงปรากฏความตื่นตระหนกชั่วแล่น ก่อนจะกลายเป็นความโศกเศร้าจางๆ แล้วตามด้วยริมฝีปากที่เม้มแน่น…

ก่อนจะอ้าปากขึ้น…หัวเราะอย่างเงียบงัน แม้สายฝนจะไหลเข้าปากก็ตาม

อาหมิงเหลียวมองภาพนั้น เด็กหญิงนอนอยู่…จ้องตาพ่อของตน…ซึ่งตายไปแล้ว เขาคิดว่า…ช็อตนี้ช่างงดงาม เสียดาย…ในยุคนี้ไม่มีเครื่องถ่ายภาพ ไม่สามารถบันทึกภาพแห่งความนิรันดร์นี้ไว้ได้

…น่าเสียดายจริงๆ

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงหันกลับ เดินขึ้นบันไดไป อาหารเรียกน้ำย่อย…จบลงแล้ว ต่อไป…คืออาหารมื้อหลัก

องครักษ์หน้าประตูยังตกตะลึงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่เมื่อเห็นอาหมิงเดินเข้ามาใกล้ ก็ตั้งใจจะวิ่งหนีเข้าลานไปก่อน

เขาเป็นแค่ขี้ข้าในสมาคมหมาใน ตัวเล็กแสนจะไร้ค่า ปากเก่งแต่ใจฝ่อ ถ้ามีฝีมือจริง คงไม่ถูกสั่งให้มายืนเฝ้าประตู

แต่น่าเสียดาย…เท้าเพิ่งจะก้าวผ่านธรณีประตูไปได้ข้างเดียว ไหล่เขาก็ถูกมือหนึ่งกระชากไว้

…เร็ว…เร็วเกินไป!

อาหมิงไม่ชอบฆ่าพวกตัวจ้อย พวกที่ไม่มีแม้แต่ความกล้าจะหันหน้ามาสู้ ฆ่าพวกนี้ไป…มันไม่ทำให้เขาสะใจเท่าไร

แต่…วันนี้เขามาเพื่อฆ่า ฝ่ามือเคลื่อนจากไหล่…เลื่อนไปยังท้ายทอย

แล้วก็กระแทกศีรษะอีกฝ่ายเข้ากับบานประตูเต็มแรง

“ผัวะ!”

เหมือนแตงโมสุกตกกระแทกพื้น อาหมิงมองดูเลือดสดบนฝ่ามือ

สัญชาตญาณผลักดันให้เขายกขึ้นมาแตะริมฝีปาก แต่สุดท้ายก็รู้สึกรังเกียจจนสะบัดมันทิ้ง

เลือดแบบนี้…ไม่อร่อย ดูเหมือน…จะมีแต่พวกที่ ‘เปล่งแสง’ ได้เท่านั้น

ที่เลือดของพวกมันถึงจะมีรสหวาน

“อ๊ากกก!!!!”

องครักษ์อีกคนที่เข้าไปแจ้งข่าวก่อนหน้า และชายชราเคราขาวผู้ดูคล้ายเจ้าหน้าที่บัญชี ยืนอยู่หลังประตู

เมื่อเห็นฉากเมื่อครู่ ชายชราก็ทรุดลงกับพื้นทันที ส่วนองครักษ์กรีดร้องลั่น ราวคนเสียสติ

“อืออออ!”

ทว่าคำกรีดร้องนั้นไม่ดังอยู่นาน เพราะมือหนึ่งคว้าปิดปากเขาไว้ จากนั้นก็มีมืออีกข้างวางบนไหล่ของเขา

“กร๊อบ!”

เหมือนเสียงมือฟาดลูกวอลเลย์บอล องครักษ์เคราะห์ร้ายผู้นั้น…ได้มองเห็นทิวทัศน์ด้านหลังของตัวเองเป็นครั้งแรก เขาจะไม่ต้องกังวลว่าเวลานั่งถ่ายจะถูกใครลอบจู่โจมอีกต่อไป

แน่นอน…ความสะดวกสบายนี้อยู่ได้ไม่นาน เขาก็ล้มลงกองกับพื้นแล้วชายชราผู้เป็นเจ้าหน้าที่บัญชีมองภาพตรงหน้า ตัวสั่น ร้องอุทานก่อนตาค้าง น้ำลายฟูมปาก แล้วสลบไปทันที

อาหมิงไม่สนใจว่าเขาจะสลบจริงหรือตีเนียน เพราะในขณะเดียวกัน

เสียงกรีดร้องตรงนี้…ก็ปลุกเหล่าสมาชิกของสมาคมหมาในให้ตื่นตัวขึ้น

ชายฉกรรจ์กว่าสองถึงสามสิบคนกรูกันออกมาจากทั้งสองด้านของลาน

ในมือของแต่ละคน ล้วนมีอาวุธสารพัดรูปแบบ…

คนหนึ่งถือดาบ อีกคนถือขวาน และอีกคน…ถือกระบองเหล็ก สายตาของอาหมิงไล่พิจารณาพวกมันทีละคน ทีละคน

จนกระทั่ง…เขาหัวเราะ เพราะเขาเห็นคนหนึ่งที่ถือกระบี่อยู่ วันฝนตกเช่นนี้…การฆ่าคนด้วยกระบี่ดูจะเข้ากันมากกว่า

อาหมิงคิดว่า…บางทีตนอาจติดนิสัยบ้าๆ แบบนี้มาจากเป่ยตาบอด ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มานั่งคันไม้คันมือขึ้นเฉยๆ เช่นนี้

“ฆ่ามัน!”

ชายร่างใหญ่ห่มหนังสัตว์ส่งเสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมยกมือออกคำสั่งกับลูกน้อง ดูจากท่าทางแล้วคงเป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้

ศพสองศพที่หน้าประตูคงบอกทุกอย่างกับมันไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเจรจา ไม่ต้องสร้างความคุ้นเคยใดๆ อีกต่อไป

ความเร็วของอาหมิงนั้นเหนือกว่าซอมบี้ แม้แรงอาจไม่เทียบเท่า

แต่ก็ยังเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปหลายช่วงตัว

ดังนั้น คนของกลุ่มหมาในที่ถือดาบกับขวานตรงหน้า ถึงกับมองไม่ทัน

เพียงพริบตาเดียว อาหมิงก็โผล่ไปอยู่ด้านหลังพวกมันแล้ว

ต่างจากซอมบี้ตรงที่…อาหมิงหวงเล็บ เขาไม่ชอบใช้เล็บในการฆ่าคน

มือซ้ายของเขาจึงปรากฏตะไบเล่มหนึ่ง ทิ่มทะลุเข้าไปตรงขมับของคนถือขวาน ขณะเดียวกัน มืออีกข้างก็จับแขนคนที่ถือดาบ บิดหมุน และ

ช่วยมันใช้มีดของตัวเองเชือดคอตัวเองเสีย สะอาด รวดเร็ว ไม่เยิ่นเย้อ

นี่ไม่ใช่การฆ่า…แต่เป็นการแสดงศิลปะของอาหมิง เขาเต้นระบำอยู่ในหมู่คน เลือด…คือดอกไม้ที่ผู้ชมสมัครใจมอบให้เขา เสียงกรีดร้อง…คือเสียงปรบมือแห่งความซาบซึ้งจากผู้เสพศิลป์

เพียงแต่ว่า หลังจากจัดการสองคนนี้แล้ว ฝูงชนที่กรูเข้ามาก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น พื้นที่ของอาหมิงเริ่มถูกบีบคั้น

ภาพในหนังยุทธจักรที่คนรุมล้อมไว้ แต่กลับค่อยๆ เข้ามาทีละคนเพื่อประลองนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ในโลกแห่งความจริง ถ้าถูกรุมล้อม ต่อให้เป็นขุนศึกที่แข็งแกร่งแค่ไหน ก็ต้องตายอยู่ดี

โชคดีที่อาหมิง…ไม่เหมือนใคร แม้จะยอมแลกกับการถูกฟันสองแผลกลางหลัง เขาก็ยังฝ่าออกจากวงล้อมนั้นได้ และพุ่งตรงไปยังชายที่ถือกระบี่ ฝ่ายนั้นส่งเสียงคำรามต่ำ ยกกระบี่แทงเข้าใส่

ในสายตาอาหมิง…ปรากฏแววผิดหวัง เพราะบนร่างของมัน…ไม่มีแสงสว่าง เขาบิดตัวหลบเล็กน้อย แต่ฝ่ามือซ้ายกลับไล้ตามใบกระบี่ลงมา

แม้ปลายนิ้วจะถูกเฉือนจนเลือดสาด…เขาก็ไม่สนใจ จนกระทั่งคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้ได้ กดลงด้านล่าง

ชายถือกระบี่เซถลา อาหมิงอ้าปาก เผยเขี้ยวสองซี่ ฝังลงไปยังลำคออีกฝ่าย รวดเร็วเบาดุจแมลงปอจุ่มน้ำ

“ตึง!”

ร่างของผู้ถือกระบี่ล้มฟาดกับพื้น แต่กระบี่ในมือของเขา…กลับอยู่ในมืออาหมิงแล้ว

“ข้าบรรเลงจนจบเพลงแล้ว เจ้าก็ยังฆ่าไม่เสร็จอีกเรอะ”

เสียงของเป่ยตาบอดลอยเข้าหูอาหมิง ทั้งที่เจ้าตัวยังนั่งอยู่บนเกวียนข้างนอก มือยังถือเอ้อหูอยู่

พลังจิต…ทำให้การส่งเสียงข้ามระยะทางไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

“ข้าว่าจำได้ว่าเพลง ‘เอ้อฉวนอิ้งเย่ว์’ มันยาวนี่” อาหมิงตอบในใจ

“ท่อนต่อไปข้าจำไม่ได้แล้ว”

“เออ งั้นก็แล้วไป”

“เจ้าถือกระบี่แล้ว?”

“ใช่”

“ใช้เป็นไหม?”

“ดูเอาเองละกัน”

“ได้ งั้นข้าจะบรรเลงใหม่ให้ก็ได้” เป่ยตาบอดกล่าวอย่างเสียไม่ได้

“ไม่ต้องฝืนก็ได้ ข้าก็ไม่ได้อยากฟังถึงขนาดนั้น”

“ไม่เป็นไร…ใน BGM ที่ข้าทำให้เจ้า…ไม่มีใครฆ่าเจ้าได้หรอก”

“ก็จริง เจ้าตาบอด ข้าก็จะไม่เถียง”

หลังจากสนทนาด้วยจิตสำนึกจบลง คนของกลุ่มหมาในก็พุ่งเข้ามาอีกระลอก คราวนี้ อาหมิงยืนอยู่เฉยๆ ไม่หลบ ไม่ผละ เพราะเขาบอกไว้แล้วว่า…จะโชว์เพลงกระบี่ให้เป่ยตาบอดดู

“ฉัวะ!”

ดาบของชายคนหนึ่งฟันลงบนหัวไหล่ของอาหมิง กล้ามเนื้อของเขาหดรัดทันที หนีบดาบนั้นไว้แน่นจนมันกระชากกลับไม่ขึ้น อาหมิงฟันกระบี่ลงครั้งเดียว หัวของมันขาดสะบั้น

อีกคนตามมาด้วยขวาน ฟันเข้าที่หลังของอาหมิง แต่เขายังคงยืนนิ่ง

เพียงแค่บิดร่างเล็กน้อยแล้วกวัดแกว่งกระบี่ไปข้างหลัง เฉือนลำคออีกฝ่ายจนเลือดกระเซ็น

สองคนที่ถือทวนยาววิ่งประสานกันพุ่งแทงเข้าหา แต่เขาก็ยังไม่หลบ

ปลายทวนปักเข้าหน้าอกเขา…เต็มๆ

ร่างกายอาหมิงสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่เขาคลายกล้ามเนื้อ…แล้วเดินไปข้างหน้า แม้จะมีทวนสองเล่มเสียบคาอกเขาอยู่ ก็ยังเดินได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

พริบตาเดียว อาหมิงก็มาถึงตรงหน้าพวกมัน ชายทั้งสองยังยืนงงอยู่ มือยังกำทวนแน่น อาหมิงยิ้มให้ แล้วตวัดกระบี่ใส่ทั้งสอง

ทั้งคู่ปล่อยมือ…และล้มลง

ส่วนร่างของอาหมิง…เอนหงายไปด้านหลัง ทวนสองเล่มที่คาอกอยู่กลายเป็นเสา ตรึงเขาไว้กับพื้น เขายังคงถือกระบี่ในมือ แนบขนานไปกับร่าง กระบี่ชี้เฉียงลงด้านล่างเป็นมุมสี่สิบห้าองศากับพื้นดิน

และเขากล่าวว่า…“กระบี่ของข้า…เป็นไงบ้าง?”

นอกลาน เป่ยตาบอดวางเอ้อหูลงอย่างเงียบงัน หยิบผ้าเช็ดหน้าที่ภรรยาของผู้ดูแลกองลาดตระเวนเคยมอบให้ เช็ดหยาดฝนบนหน้าผากตัวเอง

แล้วเอ่ยอย่างซาบซึ้งว่า…“กระจอกนัก…”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 23 – กระบี่ดี!

คัดลอกลิงก์แล้ว