เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 – บาปกำเนิด

บทที่ 24 – บาปกำเนิด

บทที่ 24 – บาปกำเนิด


แม้จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเพียงใด ตราบเท่าที่อีกฝ่ายยังเป็นมนุษย์ ตราบเท่าที่ตนเองยังมีอาวุธอยู่ในมือ เพียงแค่ฮึดสู้หน่อย ก็ยังพอจะมีความกล้าพุ่งเข้าแลกชีวิตได้อยู่บ้าง

ถึงอย่างไร ใครๆ ก็มีหัวติดกับไหล่เหมือนกันทั้งนั้น ดาบหนึ่งฟันลงไป อีกฝ่ายก็ต้องเจ็บ ต้องเลือดไหล ต้องตายเหมือนกัน!

แต่สำหรับอาหมิงผู้นี้ ต่อให้ฟันลงไปก็ฆ่าไม่ตาย เขากลับใช้กระบี่เพียงเล่มเดียว กวาดล้างพวกพ้องของตนหมดสิ้น

อาวุธที่เสียบอยู่ทั่วร่างราวกับเครื่องประดับบางอย่างที่ประดับตัวเขาไว้อย่างมีนัยยะ

ความกล้าที่เกิดจากโลกทัศน์แบบเดิม…พังทลายลงในพริบตาเดียว

พวกเขา…ก็แค่คนของกลุ่มหนึ่ง กลุ่มเล็กๆ ในเมืองหูโถวเล็กๆ เท่านั้น ถึงจะมีคนสิ้นคิดอยู่บ้าง แต่จะให้กล้าหาญบ้าบิ่นทุกคน…ก็คงเกินจริงไปมาก

คนที่เหลือของกลุ่มหมาใน…แตกกระเจิง พวกมันทิ้งอาวุธ โหยหวน วิ่งหนีอย่างไร้ทิศทาง สิ่งเดียวที่คิดได้ตอนนี้…คือต้องหนีให้ไกลจากปีศาจ

ร้ายนั่นให้มากที่สุด

เพียงแต่น่าเสียดาย พวกมันเหมือนจะลืมไปเสียสนิทว่า…ปีศาจตนนี้ ไม่เพียงแต่ฆ่าไม่ตาย แต่ยัง…วิ่งเร็วมากอีกด้วย

ต่อจากนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการเก็บเกี่ยวศีรษะคนธรรมดา เป็นการฆ่าล้างบางที่ไร้ซึ่งแรงต้านโดยสิ้นเชิง จนทำให้อาหมิงรู้สึกเบื่อ

เขาเคยหวังว่าพวกมันจะฟันเขาอีกสักสองสามที จะได้มีโอกาสได้มองแววตาแตกสลายของเหยื่อที่สิ้นหวังอย่างสุดทาง มันคือความอิ่มเอิบทางใจในระดับลึกสุด…ที่หาไม่ได้จากที่ใด

แต่ก็ช่วยไม่ได้ ตามที่เป่ยตาบอดเคยบอก คนของกลุ่มนี้ล้วนมีบาปกำเนิด อีกทั้ง หากวันหน้านายท่านเจ้าของโรงเตี๊ยมรู้ว่าที่นี่แอบเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ อาจจะทำให้เจ้าตัวไม่พอใจ

และยังต้องใช้เป็นกรณีตัวอย่าง…ฆ่าไก่ให้ลิงดู ดังนั้น แม้จะเป็นการฆ่าซ้ำซาก น่าเบื่อแค่ไหน เขาก็จำเป็นต้องอดทนทำต่อไป

โชคยังดี…นับเป็นการฝึกกระบี่ก็แล้วกัน

แทง ฟัน ปาด เฉือน

สมาชิกกลุ่มถูกกระบี่ของอาหมิงเก็บเกี่ยวชีวิตไปทีละคน…ทีละคน จน

กระทั่งในลาน ไม่มีแม้แต่ร่างเดียวที่ยังยืนอยู่ได้

แน่นอนว่า ยังอาจมีพวกหนีรอดไปบ้าง แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะต่อให้อาหมิงอยากไล่ล่าต่อ เขาก็ทำได้แค่คนเดียว ยังไม่มีวิชาแยกร่างไปไล่ฆ่าทีละทาง

อย่างน้อย…ในตอนนี้ เขายังทำแบบนั้นไม่ได้

ปลายกระบี่ของเขาแทงเปิดประตูห้องบานหนึ่ง กลิ่นเหม็นคลุ้งทันที ภายในห้อง มีชายฉกรรจ์แต่งตัวแบบคนเถื่อนสองสามสิบคน

กำลังนั่งซุกอยู่ตามมุมห้อง แต่ละคนล้วนบาดเจ็บ และมีโซ่ตรวนพันธนาการอยู่

เมื่อเห็นอาหมิงปรากฏตัวขึ้นพร้อมเลือดเปรอะทั้งตัว และยังมีอาวุธปักคาเนื้ออีกหลายเล่ม บางคนถึงกับคุกเข่าขอชีวิตทันที บางคนก็สั่นเทา กุมหัวพึมพำว่าปีศาจ ปีศาจชัดๆ เทพเถื่อนขอรับ…

อาหมิงส่ายหน้า ถอนออกจากห้อง แล้วเดินไปเปิดห้องอีกบาน เป็นห้องรับรอง คงเป็นที่พักของคนในกลุ่ม

ภายในห้อง มีสตรีสามนางถูกมัดอยู่กลางห้อง ล้วนไม่ใช่เผ่าคนเถื่อน บนร่างบอบช้ำจนแทบจำไม่เหลือ สตรีที่อยู่ซ้ายสุด คงสิ้นใจไปแล้ว ส่วนอีกสอง…หายใจรวยริน ใกล้ตายเช่นกัน และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ…พวกนางเปลือยกาย

อาหมิงสบถในลำคอ…เสียงแผ่วต่ำ

ก็แน่นอนอยู่แล้ว ในเมื่อเป็นพ่อค้าคนกลางด้านการค้ามนุษย์ มีชายฉกรรจ์อยู่กันเต็มทั้งสองลาน ถ้าไม่มีใครหาความบันเทิงบ้าง ก็คงจะไม่เข้ากับสันดานดิบของพวกมันนัก

อาหมิงรู้สึกโชคดี ที่เป่ยตาบอดไม่ได้เข้ามาเห็นด้วยตาตัวเอง หากเจ้าตาบอดนั่นได้เห็นภาพพวกนี้เข้าจริง

เกรงว่าจะจุดชนวนความรู้สึก ‘คุณธรรม’ ที่ซ่อนอยู่ในตัวอีกฝ่าย แล้วใครจะรู้ว่าเจ้านั่นจะใช้วิธีไหน…ฆ่ากลุ่มหมาในให้สาสมใจตัวเอง

เมื่อเทียบกับมือของเป่ยตาบอด กระบี่ของเขา…อย่างน้อยก็ยังพอให้ตายอย่างสงบได้ ถือเป็นความเมตตายิ่งใหญ่แล้ว

อาหมิงเปิดประตูอีกห้อง คราวนี้ไม่เหม็น มีเด็กหญิงสิบกว่าคนอยู่ภายใน เสื้อผ้าของพวกนางยังเรียบร้อย พอเห็นเขาเดินเข้ามา ต่างก็กรีดร้องลั่นแล้ววิ่งมารวมตัวกันเป็นกอง

เพราะเส้นทางการค้าถูกขัดขวางโดยสงครามที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำให้สินค้าที่

ยังไม่ได้ส่งออกถูกกักเก็บไว้มากผิดปกติ เด็กหญิงเหล่านี้ คงเตรียมขายให้พวกขุนนางเผ่าคนเถื่อนในแดนทะเลทราย จึงยังได้รับการปกป้องดูแลอย่างดี

อาหมิงส่ายหน้า ถอนออกมาเงียบๆ

ทุกอย่าง…จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว เสียอย่างเดียว…คือในบรรดาคนของกลุ่มหมาใน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เปล่งแสงได้ นั่นทำให้อาหมิงรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ

“ของที่ติดอยู่ตามตัวน่ะ อย่าเพิ่งถอด ปล่อยให้มันติดอยู่อย่างนั้น แล้วเดินออกมาได้เลย”

เสียงของเป่ยตาบอดดังขึ้นอีกครั้ง

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”

อาหมิงย้อนถาม

“ก็คิดซะว่าเป็นแล้วกัน”

“ก็ได้”

ในเมื่อเจ้าตัวยังกล้ายอมรับเอง อาหมิงก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก นอกจาก…

ยอมตาม เขาเดินฝ่าลานที่ชุ่มไปด้วยเลือด พลักบานประตูที่ปิดไว้ครึ่งหนึ่งแล้วก้าวออกมา

แล้วก็เห็นชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งยืนอยู่ข้างเกวียนของเป่ยตาบอด ในมือพวกเขามีทั้งดาบทั้งหอกครบมือ

คนที่ยืนใกล้เป่ยตาบอดที่สุด คือชายร่างใหญ่หน้าแดง สูงเกือบเท่าฝานลี่

สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในหัวอาหมิงคือ เป่ยตาบอดถูกจับเป็นตัวประกัน…แต่ทันใดนั้น เขาก็ปัดความคิดนั้นทิ้งทันที

เพราะหากเป็นคนอื่น โดนจับอาจจะหมดทางส่งสัญญาณ แต่กับเป่ยตาบอด ไม่ใช่แน่นอน

ที่เจ้าตัวได้กลายเป็น ‘มันสมอง’ ของทุกคน ก็ไม่ใช่เพราะตาบอดแล้วดูเหมือนนักวางแผนอย่างเดียว

ภาพของอาหมิงที่เดินออกมาพร้อมเลือดโชกกาย เหมือนร้านค้าอาวุธเคลื่อนที่ ทำให้ชายฉกรรจ์ข้างเกวียนตะลึงงัน ถอยกรูดไปหลายก้าวทันที

บาดแผลที่เต็มตัว กลิ่นคาวโลหิตที่ฉุนจัด และความเงียบสงัดรอบฐานของกลุ่มหมาใน ไม่มีสิ่งใดที่สามารถปลอมแปลงได้

สายตาของชายหน้าแดงจ้องมองอาหมิง ตั้งแต่กลัว…ค่อยๆ กลายเป็นความคลั่งไคล้ คล้ายแฟนพันธุ์แท้ที่อยู่ดีๆ ก็ได้เห็นดาราในฝันต่อหน้า!

สายตาที่เร่าร้อนขนาดนั้น จนทำให้อาหมิงยังต้องขมวดคิ้ว แม้แต่ตอนเขาเลียเท้านายท่าน ยังไม่เคยเลียด้วยใจเท่านี้เลยด้วยซ้ำ…

“ข้าบอกแล้วใช่ไหมล่ะ” เป่ยตาบอดหันไปบอกชายหน้าแดงข้างกาย

“ข้า…เปล่า ข้าน้อยเชื่อท่านอยู่แล้วขอรับ” เป่ยตาบอดยิ้มบาง แล้วเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นจากเอวของชายหน้าแดง

ชายผู้นั้นชะงักนิดหนึ่ง แต่ไม่ห้ามปราม เขามีดาบอยู่หลัง และพกมีดสั้นไว้ที่เอว

เป่ยตาบอดทำสัญญาณให้อาหมิงเดินเข้าไปใกล้ อาหมิงก้าวไปสองก้าว…จนมายืนตรงหน้าเป่ยตาบอด

แล้ว…เป่ยตาบอดชูมีดขึ้น…แทงเข้าอกอาหมิง

“ฉึก!” มีดสั้นปักเข้ากลางอกเต็มแรง

“………” อาหมิงยืนนิ่ง

เป่ยตาบอดดึงมีดออกอย่างใจเย็น

“เห็นหรือยัง?”

“หะ..เห็นแล้วขอรับ…” ใบหน้าของชายหน้าแดงกลายเป็นสีดำบ้าง แดงเข้มบ้าง ราวกับกำลังสลับไปมาระหว่างตกใจสุดขีดกับตื่นเต้นสุดชีวิต

“อืม”

“ฉึก!”

เป่ยตาบอดแทงอีกครั้ง

“…………” อาหมิง

อาหมิงยังคงยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น เหงื่อเริ่มไหลจากหน้าผากของชายหน้าแดง และชายฉกรรจ์คนอื่นๆ ที่ยืนรอบข้าง ก็เริ่มมีเหงื่อซึมออกมาด้วยเช่นกัน

“ตั้งใจทำงานให้ดี วันหนึ่ง…เจ้าก็อาจเป็นแบบนี้ได้ ชีวิตที่นิรันดร์ ร่างกายไม่ตาย”

กล่าวพลาง เป่ยตาบอด “กวาดตามอง” รอบด้านอีกครั้ง แม้เจ้าตัวจะตาบอด แต่ผู้คนรอบข้างในขณะนี้กลับรู้สึกคล้ายถูก “จ้องมอง” อย่างชัดเจน

“พวกเจ้า…ก็มีโอกาสเช่นกัน”

“ตุบ!”

ชายหน้าแดงทรุดตัวลงคุกเข่า เหมือนสาวกผู้คลั่งไคล้ที่ยอมสยบต่อพระผู้เป็นเจ้า ลูกน้องคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างเขาก็พลอยคุกเข่าลงตามกันทั้งหมด

อาหมิงสัมผัสได้ว่า เมื่อครู่ขณะเป่ยตาบอดเอ่ยคำพูดนั้น เขาได้ปลดปล่อยพลังจิตออกมาเล็กน้อย เพื่อสะกดจิตเบาๆ กับพวกนั้น

นี่เป็นเทคนิคพื้นฐานของนักปลุกระดมสายลัทธิ ใช้สร้างเสน่ห์หลอนประสาทให้ผู้อื่นเชื่อถือโดยไร้เหตุผล

ทำให้คำพูดของตน…กลายเป็น “ความจริง” ที่น่าเชื่อโดยไม่ต้องอธิบายเป่ยตาบอดยกมือชี้ไปทางลานด้านใน

“คนที่อยู่ข้างใน…ห้ามแตะต้อง ดูแลให้ดี ส่วนพวกของมีค่า…ส่งกลับไปที่โรงเตี๊ยม”

“ขอรับ!” ชายหน้าแดงรับคำทันที

“หัวหน้ากลุ่มเกวียน…นัดไว้แล้วใช่ไหม”

“นัดแล้ว ถ้าคำนวณตามเวลา…ตอนนี้คงถึงโรงเตี๊ยมพอดี”

“ดี”

เป่ยตาบอดโบกมือเรียกอาหมิง จากนั้นก็สะบัดแส้ในมือ เฆี่ยนใส่หลังล่อตัวหน้าเบาๆ อาหมิงกระโดดขึ้นรถ

เกวียนก็เคลื่อนตัวต่อไปอย่างช้าๆ…เรื่อยไป…จนกระทั่งผ่านพ้นย่านนั้น เป่ยตาบอดจึงเอ่ยอธิบายกับอาหมิงว่า

“เมื่อครู่…คือหัวหน้ากลุ่มจวี้อี้ เขาชื่อหงปาจื่อ”

“ข้าพอเดาได้”

“อืม…กลุ่มหมาใน มีบาปกำเนิด จำเป็นต้องล้าง แต่ธุรกิจของพวกมัน…พวกเรายังไม่เหมาะจะเข้าไปสืบทอดต่อในตอนนี้ ทว่า…เราก็จำเป็นต้องมีคนทำงานอยู่บ้าง”

“เจ้ากับเขา…ตกลงกันไว้ตั้งแต่เมื่อไร”

“หมอนั่นมีปัญหาทางจิต ส่วนข้า…ก่อนจะตาบอด เคยเป็นหมอจิตเวช ข้าอาศัยข้ออ้างเรื่องทำนายโชคชะตา ช่วยเขารักษาเบื้องต้น จนเขาไว้ใจข้าเต็มที่ คนไข้น่ะ…ถ้ามีหมอที่ช่วยตนเองได้จริง เขาจะเกิดความเคารพศรัทธาโดยไร้เงื่อนไข”

“ไม่ใช่แค่เพราะรักษาโรคได้ใช่ไหมล่ะ”

“หึ แน่นอน…ในเมื่อเจ้าคือตัวอย่างที่เดินได้ ทุกอย่างย่อมง่ายขึ้นมาก ตั้งแต่โบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นสามัญชนหรือฮ่องเต้ ใครเล่าจะไม่ใฝ่หาความเป็นอมตะ? ความหมกมุ่นในเรื่องนั้น…เหนือยิ่งกว่าทรัพย์สินใดๆ

และเพราะพวกเรายังไม่มีคนในมือมากพอ ข้ายังอดรู้สึกเสียใจไม่ได้…ที่ส่งอาหลี่ไปทะเลทราย

ตอนนี้…ใช้คนของกลุ่มจวี้อี้ไปก่อน อย่างน้อยทุกเดือนก็มีเงินเข้ามา มากกว่านั่งรอรายได้จากโรงเตี๊ยมเพียงอย่างเดียว

พูดก็พูดเถอะ…ต้องขอบคุณภาพยนตร์ ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ ที่ทำให้แนวคิดการเก็บค่าคุ้มครอง กลายเป็นเรื่องที่นายท่าน…ไม่น่าจะรังเกียจนัก”

“ต่อไป…ไปที่ไหน”

อาหมิงถามพลางดึงอาวุธที่ปักตามตัวออกทีละเล่ม ใครบางคนใช้เรือฟางยืมลูกธนู แต่สำหรับเขา…คือเนื้อคนยืมอาวุธ

“ไปสามสมาคมเทพ”

“คราวนี้เป็นตาเจ้าหรือ?”

“ใช่”

“จะจัดการอย่างไร?”

“พวกสาวก…ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะโลกนี้ คนที่หลอกง่าย มักจะเป็นคนส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนเจ้าที่ไล่สังหารจนเลือดสาด

ฆ่าเฉพาะพวกหัวหน้าระดับสูงๆ ก็พอ เมื่อไม่มีต้นไม้…ฝูงลิงก็จะสลายไปเอง”

“เรื่องกลุ่มเกวียน…ให้ซื่อเหนียงจัดการใช่ไหม”

“ตอนนี้…ซื่อเหนียงน่าจะกำลังเลี้ยงรับพวกนั้นอยู่แล้วล่ะ”

“แล้วคนของทางการที่คุ้มหัวกลุ่มหมาในล่ะ จะเอาอย่างไร?”

ในทุกกลุ่ม…ย่อมมีคนของทางการหนุนหลังเสมอ แม้เมืองหูโถวจะเล็ก แต่ก็เป็นเมืองขนาดอำเภอ มีระบบครบถ้วน

“พวกขุนนางข้างบนไม่แคร์หรอกว่าใครจะตายหรือรอด…พวกเขาแค่สนเงินที่ส่งถึงมืออย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น…ตอนนี้ก็จ่ายตามปกติไปก่อน รอให้เราจัดการรวมกลุ่มด้านล่างได้แล้ว ค่อยวางแผนใหม่ทีหลัง”

“ข้านึกว่าเจ้าจะให้ข้าไปฆ่าพวกนั้น”

“ไม่จำเป็น ตอนนี้…ถ้าเปรียบกับเกมออนไลน์ พวกเราก็แค่คนในหมู่บ้านเริ่มต้น โดยเฉพาะคนที่มีแสงในร่าง

พวกนั้นในเมืองหูโถว…มีน้อยยิ่งนัก ถึงขั้นเรียกว่าหายากเลยก็ว่าได้ ถ้าดันไปยุ่งกับพวก ระดับเก้าอะไรนั่น แล้วเจอของจริงเข้ามา…คนที่จะถูกล้างบาง ก็มีแต่เรานั่นแหละ”

อาหมิงเงียบ…แต่ความเงียบของเขา ก็คือคำยอมรับโดยปริยาย หากแข็งแกร่งกว่านี้ได้ก็คงดี…

“ก็เพราะแบบนี้ ข้าถึงให้เหลียงเฉิงกับซวี่ซานไปกับนายท่านในฐานะคนส่งของ เจ้าสังเกตไหม ตอนที่นายท่านหมดสติ…พวกเราไม่มีพลังเหลือเลย

ตลอดหกเดือนที่นายท่านหลับใหล พวกเราลองมาหลายวิธี แต่ไม่สำเร็จแม้แต่น้อย ไม่สามารถปลุกพลังขึ้นมาได้แม้เพียงนิดเดียว

แต่ทันทีที่นายท่านฟื้น ต่อให้พวกเราจะทำตัวน่ารำคาญ แสดงความภักดีให้ดู ลูบไล้ไปมา

พลัง…ก็กลับคืนมาทันที

เพราะฉะนั้น…เจ้าคิดว่า…นายท่านเหมือนอะไร?”

อาหมิงนิ่งคิด

แล้วตอบว่า…

“โอริโอ้”

(จบบท)

หมายเหตุ:โอริโอ้เป็นคำเปรียบเปรยประชดของอาหมิง ที่รวมเอาความตลกร้าย การเสียดสี และการยอมรับความจริงอันบิดเบี้ยวเข้าไว้ด้วยกัน เป่ยตาบอดเปรียบนายท่านเป็นพระเจ้า อาหมิงเลยยิ้มเยาะและว่า “โอริโอ้” เทพเจ้าในรูปแบบขนมชิ้นหนึ่ง ที่ต้องเลียก่อนพลังถึงจะกลับคืน

จบบทที่ บทที่ 24 – บาปกำเนิด

คัดลอกลิงก์แล้ว