- หน้าแรก
- การมาเยือนของปีศาจ
- บทที่ 7 – ข้าตาบอด
บทที่ 7 – ข้าตาบอด
บทที่ 7 – ข้าตาบอด
คำพูดของอาหมิง ทำให้จิตใจของเจิ้งฝานสงบนิ่งลงได้ในที่สุด
เขาเคยเป็นคนป่วยใกล้ตาย เคยผ่านการทรมานของโรคร้ายมาหลายปี และยังหมกมุ่นอยู่กับการเขียนเรื่องราวอันบิดเบี้ยวน่ากลัวมานานหลายฤดู
ใครจะวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคจิตก็คงไม่ผิดนัก…ถึงจะว่าแรงไปหน่อยก็ตามที แต่ถ้าให้พูดตามตรง ก็คงต้องบอกว่า…เส้นบางเส้นในสมองเขา อาจเชื่อมต่อกันผิดที่ผิดทางไปแล้ว
โลกแปลกประหลาดใบนี้ สถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้ ล้วนถูกคำพูดเพียงประโยคเดียวกลบล้างไปจนหมดสิ้น
“ท่านไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน”
เจิ้งฝานนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งในโถงหน้าเรือน ฟังเสียงซวี่ซานเล่าเรื่องอยู่บนเวที
เขายังคงเล่ามุกสมัยใหม่จากโลกเดิม ปะปนกับเรื่องใต้สะดือเล็กน้อย ปรากฏว่าแขกในโรงเตี๊ยมก็หัวเราะกันไม่ขาดสาย
“เพี๊ยะ!”
เสียงตอกตราประทับบนใบรับรองสุขภาพดังขึ้น ก่อนจะถูกเปลี่ยนไปตอกอีกใบต่อทันที
นอกจากนี้…เหล้าของอาหมิง ก็รสดีเหลือเกิน
ช่างแม่งเถิด…ความทุกข์ทั้งหลาย ช่างแม่งเถิด…ความกังวลอันคลุมเครือ
ช่างแม่งเถิด…ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง
ช่างแม่งเถิด…โลกความจริงอันขื่นขม ช่างแม่งเถิด…อดีตอันปวดร้าว
เจิ้งฝาน…เมาแล้ว
………………
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ฟ้าก็สว่างแล้ว
เจิ้งฝานลุกขึ้นนั่งจากเตียง เสี่ยวอวิ๋นที่ได้ยินเสียงก็เปิดประตูเข้ามา มือถือกะละมังน้ำกับแปรงสีฟ้าเดินเข้ามา
แน่นอนว่าไม่มียาสีฟันให้ใช้ แปรงก็หยาบกระด้างอย่างเห็นได้ชัด
แต่เอาเป็นว่าไม่ได้ให้ใช้กิ่งหลิวขัดฟันก็บุญหนักหนาแล้วเขาเอาเกลือสินเธาว์มาป้ายแปรง ถูฟันจนเสร็จ แล้วล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย
จากนั้น เจิ้งฝานก็เดินกลับไปยังโถงหน้าเรือนอีกครั้ง ช่วงเช้าโรงเตี๊ยมจะไม่เปิดให้บริการ นอกจากคนงานทำความสะอาดไม่กี่คนแล้ว
คนอื่นๆ ก็ดูจะยังเกียจคร้านอยู่
มื้อเช้าเป็นบะหมี่เกี๊ยว รสชาติดีทีเดียว เมื่อกินเสร็จ เจิ้งฝานก็เดินไปยังหน้าประตูโรงเตี๊ยม
อย่าหัวเราะไป…เขาฟื้นคืนสติมาได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เพิ่งจะได้ออกจากโรงเตี๊ยมก็วันนี้นี่เอง
แม้จะเป็นแค่การก้าวขาออกไปเพียงครึ่งก้าวผ่านธรณีประตู แต่ความกระวนกระวายที่ถูกกลบฝังไว้เมื่อคืนด้วยฤทธิ์สุราก็เริ่มแผ่วลง
และสิ่งที่มาแทนที่ก็คือ…ความไม่แน่ใจอันมาจากโลกเบื้องหน้าที่แปลกประหลาด ผู้คนบนถนนมีไม่น้อย อาจเพราะที่นี่เป็นเมืองชายแดน
องค์ประกอบทางเชื้อชาติก็หลากหลาย เจิ้งฝานถึงกับเห็นคนแต่งกายคล้ายตนเองอยู่หลายคน
แต่พวกนั้นน่าจะเป็นพวกศาสนิกของลัทธิบูชาไฟ
“กริ๊ง!”
ข้างตัว ที่แผงหมอดูหน้าประตูโรงเตี๊ยม เป่ยชายตาบอดเคาะกระดิ่ง
เบาๆ แล้วก้มศีรษะลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงต่ำว่า
“คารวะนายท่านยามเช้า”
“อืม…อรุณสวัสดิ์”
เจิ้งฝานเดินมาพิงข้างตัวเขา แล้วนั่งลงบนขั้นบันได เป่ยไม่ได้ลุกขึ้นเพื่อหลีกทางให้นายเหนือหัว หากยังนั่งนิ่งต่อไป แสงแดดอุ่นยามเช้าสาดกระทบร่างเขา ใบหน้าที่แห้งกร้านกลับเผยรอยยิ้มรื่นรมย์
ยากจะจินตนาการว่า…ชายผู้นี้ ซึ่งคือ “ฆาตกร” กลับมีด้านที่สงบเสงี่ยมธรรมดาเช่นนี้ด้วย เจิ้งฝานเม้มริมฝีปากเบาๆ เวลานี้ เขาอยากสูบบุหรี่ขึ้นมานิดๆ
“มีบารากู่” เป่ยพูดขึ้นทันที
“เจ้ามองทะลุใจข้าได้งั้นหรือ?”
“มิได้เพียงเท่านั้น…เพียงแต่คิดว่า เวลานี้ นายท่านน่าจะอยากสูบสักมวน”
“บารากู่ข้าไม่ถนัด สูบไม่คล่อง”
“ไว้เดี๋ยวข้าบอกซื่อเหนียงให้ลองหาคนม้วนบุหรี่ให้ดู”
“ที่นี่…มีใบยาสูบขายด้วยหรือ?”
เป่ยเงียบไปเล็กน้อย คล้ายเข้าใจสิ่งที่เจิ้งฝานกำลังคิดอยู่
จึงเริ่มอธิบายว่า…
“เมืองที่พวกเราอยู่ตอนนี้ ชื่อว่า ‘เมืองหู่โถว’ เป็นเมืองติดทะเลทราย
ประชากรมีไม่มาก ราวสองถึงสามหมื่นคนเท่านั้น แต่เพราะตั้งอยู่ในแนวเขตติดต่อกับดินแดนของพวกป่าเถื่อน
จึงมีขบวนค้าขายจำนวนมากแวะผ่านที่นี่เพื่อเปลี่ยนเส้นทาง แขกที่มาโรงเตี๊ยมของพวกเรา ส่วนใหญ่จึงไม่ใช่คนท้องถิ่น แต่เป็นพวกพ่อค้าเหล่านั้น”
เจิ้งฝานพยักหน้าเบาๆ
ก่อนหน้านี้ อาหมิงเคยบอกว่า พวกเขาไม่คิดจะสำรวจโลกใหม่นี้เพราะเจิ้งฝานยังไม่ฟื้น ไม่มีแรงจูงใจ…ไม่มีความจำเป็น คนที่รู้เรื่องราวของโลกนี้มากที่สุด…ก็คือชายตาบอดผู้นี้ ที่นั่งอยู่หน้าประตูทุกวัน
“เมืองนี้ ขึ้นกับใคร?” เจิ้งฝานถามต่อ เป่ยใช้นิ้วเคาะเบาๆ บนแผงไม้ตรงหน้า ก่อนเอ่ยว่า
“เมืองหู่โถว อยู่ภายใต้เขตอิทธิพลของ ‘แคว้นเยี่ยน’”
“แคว้นเยี่ยน?”
“แต่อาจไม่ใช่เยี่ยนที่เคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์จีนหรอก เพราะทางตอนใต้ของแคว้นเยี่ยน ยังมีอีกแคว้นชื่อว่า ‘แคว้นเฉียน’ และยังมีอีกหลายแคว้น แม้จะไม่มากนัก โดยเฉพาะขบวนการค้าจากที่อื่นมีน้อย แต่เส้นทางการค้าหลักมักมาจากแคว้นเยี่ยนกับแคว้นเฉียน
ส่วนฟากทะเลทราย…เป็นดินแดนของพวกเผ่าป่าเถื่อน พวกเขาบูชา ‘ราชสำนัก’ แห่งหนึ่งแต่ในความเป็นจริงกลับปกครองกันเองเป็นกลุ่มๆ
นายท่านอาจเทียบพวกเขากับชนเผ่าทางทุ่งหญ้าในประวัติศาสตร์จีนได้
ด้านอารยธรรมและทรัพยากรถือว่าล้าหลังกว่า จึงจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนซื้อของจากเมืองนี้”
“สรุปก็คือ…เรากำลังอยู่ตรงแนวชายแดน?”
“ใช่แล้ว ประมาณนั้น”
“แล้วโลกนี้…เป็น ‘โลกธรรมดา’ หรือไม่?”
“โลกธรรมดา?”
ดูเหมือนเป่ยจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำถามนี้ในทันที
“ข้าหมายถึง…โลกนี้เต็มไปด้วยมนุษย์ธรรมดา ใช่หรือไม่? ไม่มีเวทมนตร์ ไม่มีพลังต่อสู้ ไม่มีผู้ฝึกตนอะไรทำนองนั้น”
ในมุมมองของเจิ้งฝาน หากโลกนี้คือโลกธรรมดา แม้พวกมหามารทั้งเจ็ดจะไม่สามารถฟื้นคืนพลังได้ดังเดิม…แต่อย่างน้อย การดำรงชีวิตในโลกนี้ ก็คงไม่ยากเกินไปนัก
เป่ยครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนพยักหน้าแล้วกล่าว
“เป็นโลกธรรมดา…ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ คนที่ข้าพบล้วนเป็นมนุษย์ธรรมดาทั้งสิ้น”
“เช่นนั้นก็ดี”
หากทุกคนเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ได้รับ…ก็คือ
‘ความรู้สึกปลอดภัย’ อย่างน้อยก็ในตอนแรก
ทว่า…ในขณะนั้นเอง
ฝั่งถนนอีกด้าน พลันมีเสียงฝีเท้าม้าดังรัวเร่งรุดใกล้เข้ามา คณะองครักษ์กลุ่มหนึ่งกำลังควบอาชาพุ่งตรงเข้ามายังถนนเบื้องหน้า
แม้เมืองหู่โถวจะเล็ก แต่การควบม้าในเมืองได้โดยไม่เกรงกลัวใครย่อม
หมายถึงเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา เมื่อขบวนม้าเคลื่อนใกล้เข้ามา เจิ้งฝานก็สังเกตเห็นว่า คนเหล่านี้สวมเกราะรูปแบบเดียวกันทั้งกลุ่ม มีธงสีดำปักอยู่ด้านหลัง คาดว่าน่าจะเป็นหน่วยองครักษ์ของทางการ หรือหากจะพูดให้ชัด…ก็คือองครักษ์ประจำแคว้นเยี่ยนนั่นเอง
“หลีกไป หลีกไป!”
“หลีกไป หลีกไป!”
องครักษ์ที่นำหน้าควบม้ากวัดแกว่งแส้หนังในมือ ตะโกนขับไล่ชาวบ้านจนผู้คนแตกฮือ วิ่งหนีอลหม่าน
บางคนโดนม้าพุ่งเข้าใส่จนล้มลง มีคนสองรายหนีไม่พ้น กระแทกเข้ากับแผงทำนายของเป่ยจนเกือบพัง
โชคดีที่เจิ้งฝานคว้าไหล่เป่ยไว้ทันก่อนที่ทั้งเขาและแผงจะถูกชนล้ม ในขณะเดียวกัน ฟากถนนอีกฝั่งก็มีเหล่าทหารติดเกราะกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น แถวหน้าถือหอกยาว แถวหลังประจำการด้วยหน้าไม้
องครักษ์จึงต้องดึงบังเหียนหยุดม้ากลางคัน ฝืนหยุดลงทันที แต่ใบหน้ากลับยังคงฉายแววไม่พอใจ
“ควบม้าในเมือง…โทษหนัก!”
หนึ่งในนายกองของฝ่ายทหารตะโกนขึ้นด้วยเสียงดังกึกก้อง แม้เมืองหู่โถวจะเล็ก แต่ในฐานะเมืองชายแดน กองกำลังรักษาการณ์ที่ประจำการอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์หรือขวัญกำลังใจ…ก็ล้วนอยู่ในระดับที่ดีไม่น้อย
“บังอาจ! ท่านเจ้ากรมปราบจลาจลอยู่ในขบวนนี้ เร่งแจ้งข่าวทหารด่วนถึงผู้บัญชาการเมืองหู่โถว ใครกล้าขวางทาง!”
คำประกาศนั้นทำเอาทหารยืนด่านถึงกับชะงัก แม้แต่นายกองที่เป็นผู้นำก็ยังมีสีหน้าอึ้งงัน แต่ถึงอย่างนั้น กองทหารเหล่านี้ก็ยังไม่ถอย
นายกองผู้นั้นแม้ฝืนใจ แต่ก็ยังคงยืนหยัดตะโกนกลับไปว่า
“ขอทราบหลักฐานแสดงตัว!” เพียงแต่น้ำเสียงเมื่อครู่แข็งกร้าว ตอนนี้กลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
จู่ๆ กลางขบวนองครักษ์ก็แตกแถวออกทางหนึ่ง ปรากฏบุรุษร่างอ้วนท้วนผู้หนึ่ง สวมเสื้อครุยสีน้ำเงิน หมวกขุนนางประดับศีรษะ ควบม้าหรือ…ควบบางสิ่งบางอย่างออกมาด้านหน้า
ชายผู้นี้ท่าทางดูเป็นผู้มีอำนาจชัดเจน แม้ร่างจะอ้วนท้วน แต่มาดกลับ
หนักแน่น อำนาจในกายเปล่งประกายชัดแจ้งยิ่งกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมด เจิ้งฝานถึงกับอ้าปากเล็กน้อย…สายตาเผยความตกตะลึง
หาใช่เพราะเกรงกลัวอำนาจของขุนนางผู้นี้ไม่ แม้คนยุคใหม่จะยังต้องประจบประแจงบ้างเมื่อพบเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องร้องเรียก “ท่านเจ้ากรมฯ โปรดเมตตา!” อย่างในละครโบราณ
สิ่งที่ทำให้เจิ้งฝานประหลาดใจจริงๆ…คือสัตว์ที่ขุนนางอ้วนผู้นี้ใช้เป็นพาหนะ
ในตอนแรก เจิ้งฝานนึกว่าเป็นม้า เพราะมันดูตัวใหญ่ แข็งแรงยิ่งกว่าม้าศึกตัวอื่น แต่เมื่อชายอ้วนควบเข้ามาด้านหน้าเพียงลำพัง เจิ้งฝานก็ได้เห็นภาพที่แท้จริง…
นั่นไม่ใช่ม้า แม้หัวจะคล้ายม้าอยู่บ้าง แต่ปากกลับกว้างยื่นยาวกว่า ใบหน้าก็ยาวกว่า น่าเกลียดกว่ามาก และบนหน้าผากของมัน ยังมี ‘เขา’ ขนาดเล็กงอกขึ้นเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน บริเวณลำตัวที่สะท้อนแสงวาววับ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นชุดเกราะม้าศึก กลับกลายเป็นเกล็ดแท้ๆ ที่งอกขึ้นจากผิวหนังของมันเอง!
ชายอ้วนชี้นิ้วไปยังพาหนะใต้หว่างขาของตน แล้วตะโกนเสียงดังใส่
นายกองที่ขวางอยู่เบื้องหน้า
“หลักฐาน? เจ้าสิ่งนี้…ก็คือหลักฐานของข้า! พอใจเจ้าหรือยัง?!”
นายกองฝ่ายทหารถึงกับคุกเข่าลงทันที “ข้าน้อยขอคารวะท่านเจ้ากรมปราบจลาจล!” พร้อมกันนั้นก็หันกลับไปสั่งลูกน้องด้านหลังให้เปิดทาง
เจิ้งฝานเอานิ้วชี้ซ้าย จิ้มเบาๆ ที่หัวไหล่ของเป่ย
“เจ้าเห็นหรือยัง?”
เห็นหรือยังล่ะ…ไหนเจ้าว่า “นี่คือโลกธรรมดา?”
“หา?” เป่ยทำเสียงงุนงงเล็กน้อย
“เจ้าดูสิ” เจิ้งฝานพูด เป่ยหันหน้ามาเล็กน้อย แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ…
“ข้าตาบอดนะ”
“…”
เจิ้งฝานนิ่งงันไปหลายลมหายใจ
(จบบท)