เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 14: พลังฉีในการกลั่นกรองร่างกาย

Chapter 14: พลังฉีในการกลั่นกรองร่างกาย

Chapter 14: พลังฉีในการกลั่นกรองร่างกาย


“เราจะทำยังไงกับ ฉิง กัน ?” - ฉินมู่ ลุกขึ้นยืนขึ้นมา  เขามองไปที่ ฉิง ที่ซึ่งยังคงช็อคอยู่

“ทำไม ....  เราไม่..” – ตาของ ย่าซี เป็นประกายขึ้นมาเมื่อคิดถึงสิ่งที่เธอจะทำ  เธอสะกิด ฉินมู่ จนกลายเป็นเกือบผลักเขาให้ล้มลงและพูดขึ้น – “ทำไมเราไม่ปล่อยให้เธอมีชีวิตต่อเพื่อที่เธอจะได้เป็นเจ้าสาวของเจ้ากัน ? ตอนเด็กๆเจ้าก็น่ารักแต่ตอนนี้เจ้าโตแล้ว  เจ้าไม่ได้น่ารักอีกต่อไป  แต่เจ้าสามารถมีลูกที่น่ารักกับหญิงสาวคนนี้ได้  เด็กนั่นแน่นอนว่าต้องน่ารักแน่นอน ย่าคนนี้อยากเลี้ยงหลานแล้ว...”

ฉินมู่ มองไปทีน่ ฉิง ที่ซึ่งหน้าตาบวมเปล่งเหมือนหมู – “ย่า ข้าคิดว่าข้าไม่ชอบแบบนั้น..”

ชิ้ง !

“ถ้าอย่างนั้นเราก็น่าจะฆ่านางซะ”- ปู่ด้วนพูด

ปู่ด้วนไปโผล่ด้านหลัง ฉิง และแทงเข้าที่หัวใจของเธอพร้อมกับรอยยิ้มอันใสซื่อโดยที่ทุกคนไม่รู้ตัว

“ปะ-ปู่ด้วน....ทะ-ทำไมท่านถึงฆ่านาง ?”- ฉินมู่  ถามออกมาตะกุกตะกัก

ปู่ด้วนดึงมีดออกมา รอยยิ้มของเขาได้เปลี่ยนเป็นความสับสน – “เจ้าบอกเองว่าเจ้าไม่ต้องการนาง ชัดเจนแล้วว่านางจำเป็นต้องตาย”

ฉินมู่ รู้สึกเคืองขึ้นมา  แม้ว่าเขาจะไม่ได้ต้องการจะมีลูกกับเธอแต่เขานั้นเป็นเด็กแค่ 11 รึ 12 ปีเท่านั้น --- นอกจากสัตว์ประหลาดที่เขาเห็นทุกวันแล้ว คนในหมู่บ้านรอบๆนั้นล้วนแต่เป็นคนที่โหดเหี้ยม มันยากที่เขาจะเจอคนอายุพอๆกับเขาได้

แม้ว่าจะไม่มีเพื่อนเล่นแต่จิตใจของเขาก็ยังเป็นเด็กอยู่

“กลับบ้านกันเถอะ” – ผู้ใหญ่บ้านประกาศออกมาพร้อมกับหันหน้าไปยังซากปรักหักพังในหุบเขา

“พวกเราทุกคนต่างก็มีความพิการของตัวเองจึงไม่มีใครแบกเจ้ากลับไปได้ เจ้าต้องเดินกลับเอง” – ปู่หมอยิ้มให้ ฉินมู่ และพูดขึ้น – “อ่า ถูกต้องแล้ว ! เราได้เตรียมเลือดวิญญาณไว้  เนื่องจากเจ้าไม่ได้กลับมาบ้านเมื่อคืนนี้แต่ข้าก็ยังมีเหลืออยู่บ้าง”

ฉินมู่ พยักหน้าและรับแก้วเลือดจากปู่หมอ เขาดื่มเลือดทั้งสี่แก้วไป  เขาเดินโซซัดโซเซพร้อมกับโคจรทักษะร่างราชันย์สามชีวิตและดึงพลังของเลือดวิญญาณออกมาให้ได้มากที่สุด  ในตอนที่เขาทำแบบนั้นเขาได้บอกทุกคนถึงสิ่งแปลกที่เกิดขึ้นกับเขาในซากปรักหักพังนั้น

ย่าซี แสดงสีหน้าใจเย็น – “ปิศาจกับพระเจ้างั้นรึ ? ใบหน้ามหึมาที่เกิดจากความมืดและเหล่าสตรีโครงกระดูกงั้นรึ ? น่าสนใจดี..”

คนอื่นๆเองก็เห็นว่าเรื่องของ ฉินมู่ นั้นสนใจแต่ไม่มีใครออกความเห็นออกมา

ผลก็คือ ฉินมู่ อดไม่ได้ที่จะถาม – “ย่า พวกท่านไม่สงสัยกันหรือว่าซากนี้มันมีที่มายังไงกัน ?”

ปู่หมอถอนหายใจออกมา – “อาณาจักรของเทพซึ่งเคยรุ่งเรืองในอดีต...นั้นได้โดนทลายไปนานแล้ว  ตอนนี้เจ้าบอกเราว่ากระดูกของเทพนั้นคอยแสดงพลังออกมาในยามค่ำคืน  เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกนั้นยังปฏิเสธที่จะต้องตาย ?”

ปู่หูหนวกมองมาที่ปู่หมอแล้วอ่านปากจากนั้นจึงตอบกลับ – “ไม่ว่าพวกนั้นจะไม่ต้องการตายแล้วมีเหตุผลอะไรที่พวกนั้นถึงมีตัวตนต่อได้ทั้งๆที่ตายไปแล้ว ? มันดูไม่มีเหตุผลด้วยซ้ำที่จะสนใจเรื่องของสถานที่แห่งนี้”

“...เจ้านี้หูหนวกจริงๆรึ ?” – ปู่หมอถามออกมาด้วยความสงสัยและมองไปที่หูของอีกฝ่าย  ปู่หูหนวกได้ทำก้อนเหล็กสีขาวขึ้นมาเอามาใส่ปิดหูตัวเองซึ่งปิดไปแม้แต่รูหูของเขา

ปู่หูหนวกได้ดึงที่ปิดหูออกจากหัวทั้งสองข้าง  เหล็กยาวกว่า 3 นิ้วนั้นแทงเข้าไปในหูภายในของเขา  เหล็กพวกนี้จำเป็นต้องแหย่เข้าไปในหูของเขาเพื่อให้เหล็กก้อนนี้อยู่ติดกับหัวได้

“แทงนี่เข้าไปในรูหูของเจ้า !” – ปู่หูหนวกตรอกกลับอย่างเย็นชา – “แล้วเจ้าจะรู้เองว่าข้าหูหนวกจริงหรือไม่ !”

ปู่หมอยิ้มเล็กน้อยและเงียบไป

ปู่หูหนวกแหย่เหล็กทั้งสองข้างกลับที่เดิมและหันหาปู่ใบ้แล้วพูดขึ้น – “หูนี้ไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่แล้ว ข้าอยากให้เจ้านั้นช่วยข้าปรับแต่งมันหน่อย”

ปู่ใบ้พยักหน้าเป็นการตอบกลับ

คนแก่เหล่านี้ทำให้ ฉินมู่ หมดคำพูด  เขาไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงได้สนใจในเรื่องหูปลอมมากกว่าซากปรักหักพัง

“มู่เอ๋อ มันมีเรื่องลึกลับหลายเรื่องในดินแดนแห่งนี้” - ย่าซี พูดขึ้นพร้อมกับยิ้ม “- นอกจากดินแดนเทพในหุบเขาแล้ว มันยังมีเรื่องลึกลับอื่นอีก  ถ้าเจ้าใช้เวลาทั้งหมดไปกับการคิดเรื่องพวกนี้ เจ้าจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย”

ในตอนที่พวกเขาเดินกลับไปที่หมู่บ้าน  ผู้ใหญ่บ้านได้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง – “เพราะเจ้าสามารถรับมือการโจมตีของดาบนั่นได้ด้วยการใช้ท่อนไม้ยาว 16 นิ้ว  ชัดเจนแล้วว่าการโจมตีของเจ้านั้นไม่ได้อ่อนแอ ประสบการณ์นี้จะช่วยให้เจ้าพัฒนาขึ้นอย่างมาก”

“ทำไมข้าถึงควบคุมวัตถุเช่นพวกนั้นไม่ได้ ?” - ฉินมู่ ถามพร้อมหัวใจที่เต้นรัว – “พลังฉีภายในข้านั้นไม่สามารถไปไกลเกินกว่า 16 นิ้วได้”

ปู่หมอส่ายหน้า  พลังฉีภายในของคนธรรมดานั้นไม่มีคุณสมบัติแต่อย่างใด  การควบคุมวัตถุนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่พลังฉีของคนธรรมดาจะใช้ออกมาแบบนั้นได้

สำหรับคนธรรมดาแล้วการใช้พลังฉีที่แผ่ออกมาได้ถึง 16 นิ้วนี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าทึ่งสำหรับ ฉินมู่ แล้ว

“ร่างราชันย์และแก่นวิญญาณสวรรค์ของเจ้ายังไม่ถูกปลุกขึ้นมา ดังนั้นไม่มีเรื่องอะไรให้กังวลหรอก”- ผู้ใหญ่บ้าน มองด้วยท่าทีใจเย็น – “การเอาชนะผู้ฝึกยุทธิที่อยู่ในดินแดนแก่นวิญญาณได้  ในตอนที่เจ้ายังด้อยกว่านั้นหมายความว่า เมื่อเจ้าปลุกร่างราชันย์ขึ้นมาแล้วเจ้าจะแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆในระดับเดียวกันอย่างมาก”

ย่าซี และคนอื่นๆต่างก็ภูมิใจกับความสามารถของ ฉินมู่   กู่ นั้นอยู่ในขั้นสูงสุดของดินแดนแก่นวิญญาณ  เขาสามารถใช้พลังฉีของเขาในการควบคุมดาบให้อยู่ใกล้ร่างกายซึ่งแสดงให้เห็นชัดแล้วว่าอีกไม่นานเขาก็จะขึ้นไปอยู่ในดินแดนธาตุทั้งห้า

การอัด กู่ จนตายด้วยท่อนไม้นั้นชัดแล้วว่า ฉินมู่ นั้นยืนยันว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านบอกนั้นไม่ได้โกหกเกี่ยวกับร่างราชันย์ที่ทุกคนไม่เคยได้ยินมาก่อน !

หางตาของปู่หมอบิดไปนิดๆในตอนที่เขาคิดกับตัวเอง

“ความจริงที่ มู่เอ๋อ นั้นเป็นแค่คนธรรมดาอีกไม่นานก็คงจะรู้กัน  เมื่อเวลานั้นมาถึงคนพวกนี้คงพากันสิ้นหวังแต่...มันแปลกที่เขาสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธระดับสูงได้ด้วยท่อนไม้เล็กๆ  เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขามีร่างราชันย์จริๆ ? รึนี่แค่เป็นผลของเลือดวิญญาณ ?”

เมื่อคิดถึงผลของเลือดจำนวนมากด้วยความรู้ที่มีในหัวแต่คำถามเหล่านั้นก็ยังทำให้ปู่หมอนั้นสับสนอยู่ดี

การดื่มเลือดวิญญาณทั้งสี่เข้าไปทำให้พลังฉีภายในของ ฉินมู่ นั้นทำงานมากกว่าเดิม  ผลก็คือการฟื้นฟูกล้ามเนื้อนั้นรวดเร็วขึ้นและกลับมาเป็นปกติในที่สุด  เลือดของเขาเริ่มสูบฉีดได้ดีขึ้นและการโคจรพลังฉีภายในเองก็รวดเร็วขึ้นเช่นกัน  ความเหนื่อยล้าค่อยๆหายไปจากร่างกายของเขา ความเร็วในการเดินของเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เฒ่าหม่า,ปู่ด้วนและคนอื่นๆต่างก็แสดงสีหน้าตะลึงออกมาแต่พวกเขาก็ยังคงเงียบแล้วเดินตาม ฉินมู่ ไป

ฉินมู่ นั้นพบว่าการบ่มเพาะทักษะร่างราชันย์สามชีวิตในตอนที่วิ่งอยู่นั้นช่วยเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะ  ด้วยผลของเลือดวิญญาณที่ดื่มเข้ามาทำให้ความเร็วในการบ่มเพาะของเขานั้นเร็วยิ่งกว่าเดิม จนสุดท้ายมันทำให้เขาลืมสิ่งรอบข้างและวิ่งไปข้างหน้าให้เร็วขึ้นไปอีก

เขาลืมเกี่ยวกับกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บพร้อมกับความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  พลังฉีภายในโคจรรอบตัวเร็วขึ้นไปอีกผ่านกล้ามเนื้อ,กระดูก, เส้นผมและเล็บของเขา

เขาวิ่งให้เร็วที่สุดที่เขาจะทำได้ ความเร็วของ ฉินมู่ ตอนนี้เกินกว่าความเร็วก่อนหน้านี้ขึ้นมาก  แต่เขายังไม่รู้ตัวเรื่องนี้  เขาแค่รู้สึกผ่อนคลายมากกว่าเดิมในตอนที่เขาวิ่งออกไปนี้

เริ่มมีหมอกสีดำไหลออกมาจากร่างกายของเขา  เมื่อรวมกับเหงื่อของเขาแล้วมันก็รวมตัวกันเป็นเม็ดขึ้นมา

แต่....ฉินมู่ นั้นก็ยังไม่รู้ตัวถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเขา

ปู่หมอและผู้ใหญ่บ้านต่างก็แอบมองน่ากันด้วยความตกใจ

“เฒ่าหม่า พลังฉีภายในของเจ้าเริ่มกลั่นกรองร่างกายตอนไหนกัน ?”- ปู่หมอถามขึ้นมา

“ตอนข้าอยู่จุดสูงสุดของดินแดนแก่นวิญญาณ”- เฒ่าหม่าตอบด้วยท่าทีจริงจัง – “ข้าได้ฝึกหมัดของข้าอยู่ และอยู่ๆข้าก็ได้ปลดปล่อยทักษะสวรรค์ออกมาครั้งแรก  ทักษะหมัดกลั่นกรอง  พลังฉีภายในของข้านั้นคล้ายกับมังกรสีครามที่พันรอบแขนของข้า”

ปู่หมอมองไปที่ปู่ด้วนที่ซึ่งก็ตอบออกมาเหมือนกัน

“ข้านั้นอยู่ที่จุดสูงสุดของดินแดนแก่นวิญญาณ  วันที่มันเกิดขึ้นนั้นข้าพยายามจะตามสายลมให้ทัน  ข้าต้องการที่จะเดินบนท้องฟ้าและเหยียบสายลม ในตอนที่มันเกิดขึ้นข้าได้พบถึงเรื่องน่าตกใจที่ว่าพลังฉีภายในของข้าได้เริ่มกลั่นกรองร่างกายและข้าก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแต่หลังจากนั้นข้าก็ต้องตกลงมาจากฟ้าและเกือบที่จะตาย”

“ข้าเองก็เหมือนกัน” – ปู่หมอพูดออกมาพร้อกมับถอนหายใจ –“  ข้าเองก็พยายามที่จะกลั่นกรองร่างกายโดยใช้จุดแก่นวิญญาณสวรรค์นั้นเป็นเตาหลอมและใช้พลังฉีของข้าเป็นเหมือนสมุนไพร  นั่นทำให้ข้าค้นพบเรื่องน่าสนใจของการกลั่นกรองพลังฉี     พลังฉีของข้านั้นเผาไหม้ร่างกายของข้าอย่างกับไฟ  ฉินมู่ นั้นกลับกัน ไม่ใช่แค่ยังทำลายกำแพงแรกไม่ได้แต่เข้ากลับเริ่มการกลั่นกรองร่างกายแล้ว”

“ร่างราชันย์นี้มันเหนือกว่าจริงๆ” - ปู่ด้วนหัวเราะออกมา – “ร่างวิญญาณของเรานั้นคงทำได้แค่อิจฉาเท่านั้น”

ปู่หมอแสดงสีหน้าแปลกๆออกมาแต่ไม่ได้พูดอะไร

ร่างราชันย์งั้นรึ ?

ถ้า ฉินมู่ มีร่างราชันย์จริงๆเขาคงไม่แปลกใจแบบนี้

ปู่ด้วนและ เฒ่าหม่า นั้นได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้นั้นเป็นเพราะร่างราชันย์แต่เขาน่ะรู้ความจริง  การเหนือกว่าคนที่มีร่างวิญญาณและเข้าถึงการกลั่นกรองร่างกายได้ตั้งแต่แรกๆนี้ทั้งๆที่เป็นคนธรรมดานี้มัน....เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องน่าตกใจสำหรับผู้ฝึกยุทธอย่างปู่หมอ  แม้จะมีความรู้มากมายแต่เขาก็อดที่จะรู้สึกทึ่งไม่ได้

“มู่เอ๋อ นั้นยังไม่ได้ปลุกร่างราชันย์ขึ้นมาแต่เมื่อเขาทำได้ เขาจะสามารถใช้พลังฉีของร่างราชันย์ควบคุมวัตถุได้ ฮี่ฮี่ !” - ย่าซี พูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น – “แม้แต่ผู้คุ้มกฎของจักรพรรดิคงไม่อาจจะรับมือเขาได้ถ้าทั้งคู่อายุเท่าๆกัน ถูกหรือไม่ ?”

หัวใจของปู่หมอหล่นวูบพร้อมกับมองไปที่ผู้ใหญ่บ้าน

ผู้ใหญ่บ้านเองก็ยังคงเงียบอยู่

ร่างราชันย์นั้นไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้นเป็นธรรมดาที่จะไม่มีใครมีพลังฉีของร่างราชันย์  พลังฉีภายในธรรมดานั้นไม่สามารถที่จะควบคุมวัตถุได้และเมื่อ ฉินมู่ รู้เรื่องนี้แล้วเรื่องโกหกทุกอย่างคงถูกเปิดโปงออกมา

แต่ก่อนหน้านี้ ฉินมู่ ต้อง ‘ ปลุก ‘ ร่างราชันย์ของเขาให้ได้ก่อนซึ่งหมายถึงเขาต้องทำลายกำแพงแก่นวิญญาณลง

แล้วคนธรรมดาต้องใช้อะไรในการทำลายกำแพง ?

ผู้ใหญ่บ้านคิ้วขมวด

การดื่มเลือดวิญญาณทั้งสี่นั้นมีผลใดๆกับ ฉินมู่ หรือไม่ ? เขาจะซ่อนความจริงจากทุกคนไปได้นานแค่ไหนกัน ?

จบบทที่ Chapter 14: พลังฉีในการกลั่นกรองร่างกาย

คัดลอกลิงก์แล้ว