เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 6: ตาย !

Chapter 6: ตาย !

Chapter 6: ตาย !


“เป็นไปได้มั้ยว่านางนั้นใช้ด้ายนี้เพื่อควบคุมดาบ ? แต่...คิดจากด้ายที่บางนี้แล้ว นางจะทำให้ดาบเปลี่ยนทิศทางได้อย่างไร ?”

ก่อนที่เขาจะคิดถึงเรื่องด้ายนนี่ต่อ  ฉินมู่ ก็รีบวิ่งหนีไปทันที

ต่อมาดาบได้พุ่งผ่านเขาไปแทงปักเข้าไปที่ต้นไม้ขนาดใหญ่พร้อมกับเสียงทีดังอึกทึก

ราวกับว่าดาบนั้นมีชีวิต มันบิดไปมาในต้นไม้แต่ดึงตัวเองออกมาไม่ได้  ไม่นานเด็กสาวก็บินเข้ามาและคว้าที่ด้ามดาบไว้ก่อนจะดึงออกมาด้วยท่าทีหงุดหงิ – “พลังฉีพยัคฆ์ขาวของข้านั้นยังไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะควบคุมดาบได้เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย...”

“ศิษย์น้องฉิง  มันถือว่าดีแล้วที่เจ้าสามารถก่อพลังฉีออกมาให้เป็นเส้นด้ายได้และใช้มันควบคุมดาบของเจ้าที่ใช้ต่อสู้”

เด็กชายวิ่งข้ามแม่น้ำมาหายืนข้างๆเด็กสาวและยิ้มให้กับเธอ – “เจ้ายังขาดประสบการณ์ไม่ใช่การบ่มเพาะ นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมอาจารย์ถึงได้พาเรามาที่นี่ – เพื่อฝึกและพัฒนาสิ่งที่เราขาดไป  ในอดีตนั้นสิ่งที่เราสนก็แค่การบ่มเพาะ ดังนั้นเราจึงขาดประสบการณ์ในการต่อสู้  ปิศาจน้อยนี่คือโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้เรื่องการต่อสู้  เจ้าน่ะจะได้สามารถควบคุมดาบของเจ้าด้วยพลังฉีได้อย่างอิสระยังไงล่ะ”

เด็กอีกสามคนก็ได้วิ่งเข้ามา คนหนึ่งยิ้มและพูดขึ้น – “ปิศาจน้อยได้เปลี่ยนไปเป็นกวาง  เพราะกวางมันว่องไว้ทำให้มันหลบการโจมตีไปได้”

เด็กสาวที่ชื่อ ฉิง ก็ได้รวบรวมสติคืนและใช้ดาบของเธอในการไล่ล่า ฉินมู่ ต่อ    เธอหัวเราะออกมาและพูดขึ้น – “ศิษย์พี่กู่ อย่าเพิ่งโจมตี  ปล่อยปิศาจน้อยนี่ให้ข้าฝึกทักษะการควบคุมดาบก่อน”

ศิษย์พี่กู่นั้นเป็นเด็กผู้ชายที่วิ่งอยู่บนแม่น้ำกับเธอ  เขาพยักหน้าและพูดขึ้น – “  มาเถอะศิษย์น้องทั้งหลาย มาชมทักษะดาบของศิษย์น้อง ฉิง กัน”

มีคำถามวนเวียนอยู่ในหัวใจของ ฉินมู่ ในตอนที่เขาหลบการโจมตีของดาบที่ไล่หลังมา – “ควบคุมดาบด้วยพลังฉีงั้นหรือ ? งั้นด้ายที่เชื่อมต่อนั้นก็เป็นพลังฉีภายในของนางและคงไม่ได้ยาวเท่าไหร่ ?  พลังฉีภายในนั้นสามารถใช้ควบคุมดาบได้ขนาดนั้นเชียวรึ ? ข้าจะทำแบบนั้นได้หรือไม่ ?”

ในตอนที่เขาเรียนรู้วิธีใช้มีดฆ่าหมู  คนฆ่าสัตว์สอนเขาเกี่ยวกับการใช้มือทั้งสองข้างในการควบคุมมีด  ปู่ฆ่าสัตว์นั้นไม่เคยสอนเขาในการใช้พลังฉีในการควบคุมมีดเลย ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ถึงเรื่องนี้

เมื่อเห็นเด็กสาวนั้นใช้พลังฉีควบคุมดาบ เขาก็เกิดความคิดขึ้นมา  เมื่อพลังฉีสามารถใช้ควบคุมดาบได้ งั้นเขาก็ใช้พลังฉีภายในควบคุมสิ่งอื่นได้ด้วยงั้นหรือ ?

แต่เขาไม่ได้มีเวลามาขบคิดคำถาม  เด็กผู้หญิงคนนั้นควบคุมดาบของเธอให้ไล่ตาม ฉินมู่  อีกอย่างเนื่องจาก ท่านย่าซี ได้เปลี่ยนให้เขาเป็นกวางแล้ว เขาเห็นว่าขาขาของเขาเคลื่อนที่ได้ไม่สะดวก แม้แต่พลังฉีภายในของเขาเองก็ไม่ได้ตอบรับเหมือนปกติเลย

ชี่---- !

ดาบที่ส่องแสงขึ้นมาในตอนที่ปักลงด้านหลัง ฉินมู่  เขารู้สึกขนลุกขึ้นมาซึ่งไม่นานก็รู้สึกได้ถึงการเผาไหม้ที่เจ็บปวด  เขาบอกได้เลยว่า ศิษย์น้องฉิง คนนี้น่ะได้สร้างบาดแผลที่หลังของเขา

“ไม่เลว ! กวางอาจจะเร็วแต่มันก็ยังช้ากว่าคนที่มีร่างวิญญาณ  ถ้าข้าบาดเจ็บได้อีก ข้ากลัวว่ามันคงจะยากที่จะหนีในสภาพนี้ได้..”

ไม่นานเขาก็คิดเสร็จ  เขารู้สึกว่าอยู่ปากของเขาก็เริ่มแยกเศษเสี้ยววิญญาณออกจากกัน

แต่ไม่ใช่ว่าปากเขาเองที่ทำแบบนั้นแต่เป็นผิวกวางต่างหากที่เริ่มลอกออกจากปากของเขา

ฉิมู่ จำที่ ท่านย่าซี บอกเขาให้วิ่ง  ตอนนั้นเธอแอบเอาเข็มออกจากช่องตรงหว่างคิ้วของเขา  มันเป็นเข็มที่แทงไว้ในจุดจิตวิญญาณสวรรค์ !

ไม่นานหัวเขาก็เริ่มลอกออกจากผิวของกวาง

ดาบนั้นเฉือนผ่านอากาศเข้ามาฟันเข้าที่ ฉินมู่ เพื่อที่จะเอาชีวิตของเขา  ฉินมู่ กระโดดไปข้างหน้าด้วยแรงทั้งหมดที่มีจนสลัดตัวเองออกจากหนังกวางได้  เขาล้มลงไปที่พื้นห่างจากจุดเดิมหลายหลาก่อนจะกลับขึ้นมายืนและเริ่มวิ่งอีกครั้ง

ด้านหลังเขานั้นดาบที่เด็กผู้หญิงควบคุมนั้นได้เข้าตัดหนังกวางออกเป็นชิ้นๆ การเคลื่อนที่ของมันเหมือนขนนกที่ร่วงหล่นแต่เร็วอย่างกับสายฟ้า  การไล่ตาม ฉินมู่ นั้นกลับทำให้ทักษะของเธอพัฒนาขึ้นอย่างมาก

การสลัดหนังกวางออกทำให้เขาเสียเวลาไปนิดหนึ่ง ผลก็คือมีเด็กคนหนึ่งได้มาดักรอเขาอยู่ด้านหน้าตัดทางหนีของเขาไว้

ทั้งคู่ห่างกันแค่ 10 หลา  ด้วยระยะห่างเท่านี้ พวกเขาจะสามารถวิ่งเข้าใส่กันได้ในเสี้ยววินาที !

ฉินมู่ ไม่ได้มีเวลามาเปลี่ยนทิศทาง ดังนั้นเขาจึงต้องใช้เทคนิคขาที่ปู่ด้วนสอนเขา  เหมือนเขาจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าแต่ ฉินมู่ กลับเอามือลงไปที่พื้นและยกขาตัวเองขึ้นฟ้าพร้อมกับบิดตัวเพื่อเพิ่มความเร็วจนกระทั่งเกิดลมหมุนขึ้นมา  เขาหมุนตัวอย่างกับลูกข่างพร้อมกับพุ่งเข้าหาเด็กที่อยู่ตรงหน้าเขา !

เด็กคนนั้นแก่กว่า ฉินมู่ ไม่กี่ปี เขาได้ยิ้มออกมา

เขายกมือทั้งสองข้างป้องกันเอาไว้และได้มีเกล็ดสีเขียวส่องแสงออกมาเหมือนกับเกล็ดของมังกรเขียวที่โผล่ขึ้นมาบนผิวของเขา

“แขนมังกรเขียว !” – เด็กคนนั้นร้องออกมา

เสี้ยววินาทีต่อมา ขาของ ฉินมู่ ได้เข้าปะทะกับแขนของเด็กคนนั้น  มีเสียงเหล็กปะทะกันดังขึ้นสองครั้งและก่อนที่รอยยิ้มบนหน้าของอีกฝ่ายจะหายไปเขาก็ได้กัดฟันและเสียสมดุลของตัวเองไป  การหมุนตัวของ ฉินมู่ ทำให้เขาต้องถอยหลังกลับไป

แขนของเด็กนั่นเหมือนโดนฉีกขาดเป็นชิ้นๆพร้อมกับเศษเสื้อผ้าที่ปลิวกระจายว่อนอย่างกับกระดาษ  รอยสักกงเล็บมังกรนั้นเผยให้เห็นที่แขนทั้งสองข้างของเด็กนั่น   กงเล็บนั้นพันรอบไปที่แขนอย่างกับมีชีวิตและมันชัดเจนแล้วว่าเกล็ดเองก็ออกมาจากกงเล็บพวกนั้น

แต่แขนทั้งสองข้างกลับเป็นสีแดงและปูดขึ้นมาเมื่อรับลูกเตะของ ฉินมู่

“เจ้าซ่อนเหล็กไว้ที่ขาด้วยรึ ?” – เด็กคนนั้นอุทานออกมาด้วยท่าทีหงุดหงิดและตะลึง

แขนทั้งสองข้างของเขาสั่นด้วยความเจ็บปวด เขามองลงไปที่เท้าของ ฉินมู่ – “แม้แต่รองเท้าเจ้าก็ทำมาจากเหล็กงั้นรึ ?”

ฉินมู่ กลับมายืนและรีบวิ่งต่อทันที

แต่คำพูดของเด็กนั่นทำให้เขาจำได้ว่าเขายังใส่เหล็กถ่วงสองอันไว้ที่ขาของเขาอยู่

เนื่องจาก ฉินมู่  นั้นเรียนทักษะขามา ปู่ด้วนจึงของให้เขาใส่ที่ถ่วงน้ำหนักไว้ตลอดเวลาและให้เขาสัญญาว่าจะไม่ถอดมัน

เพราะปู่ด้วนคอยติดตามผลตลอดจึงเห็นได้ว่าร่างกายของเขานั้นแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆจึงได้ทำการเพิ่มน้ำหนักที่ถ่วงเข้าไป อีกอย่างปู่ด้วนได้ไปบอกให้ช่างตีเหล็กทำรองเท้าเหล็กให้กับ ฉินมู่ อีกด้วยเพื่อเพิ่มน้ำหนักขึ้นไปอีก

รองเท้าคู่นี้นั้นหนักรวมกันถึง 5 กก.  ส่วนเหล็กถ่วงแต่ละข้างนั้นหนักถึง 10 กก. น้ำหนักรวมทั้งหมดที่ถ่วงอยู่ที่ขาของ ฉินมู คือ 25 กก. !

ปู่ด้วนได้ของให้ ฉินมู่ ฝึกจนกว่าเขาจะไม่รู้สึกถึงความหนักของเหล็กพวกนี้อีกต่อไป  ถ้าทำได้แล้วปู่จึงจะอนุญาติให้เขาถอดมันออกได้ ฉินมู่ นั้นเพิ่งเคยชินกับมันเลยจำไม่ได้ว่าเขาใส่มันอยู่ในตอนที่หลบหนี

แต่ถ้าเขาพยายามที่จะถอดมันตอนนี้ แน่นอนว่าเขาต้องโดนจับได้  ไม่มีทางที่เขาจะหยุดวิ่งได้เลย

‘ การเหยียบย่ำของภูเขาเมรู ! ‘

ในตอนที่ ฉินมู่ วิ่งอยู่นั้น  อยู่ๆเขาก็รวบรวมแรงไปที่ขาขวาและใช้ทักษะการเหยียบย่ำของภูเขาเมรูออกมา  รองเท้าเหล็กหนาๆได้แหลกออกเป็นชิ้นๆอย่างกับโคลนและแตกเป็นเสี่ยงๆกระเด็นออกไป

ในเวลาเดียวกันกล้ามเนื้อตรงน่องก็ขยายตัวระเบิดเหล็กที่ถ่วงออกพุ่งเข้าใส่ต้นไม้ราวกับลูกธนู

ฟุซ !

ทันทีที่กระโดดขึ้นไปบนอากาศ ฉินมู่ ก็รู้สึกเบาตัวอย่างมาก ! เขาสามารถไปถึงยอดไม้ได้ง่ายๆซึ่งเขาเองก็ตกใจอย่างมากเช่นกัน

เมื่อขึ้นไปบนต้นไม้ด้วยเท้าเปล่าทำให้น้ำหนักที่เขามีนั้นทำให้กิ่งไม้โค้งลงมาเล็กน้อย

ดาบแสงส่องประกายออกมาจากด้านล่างและพุ่งขึ้นมาด้านบน  เมื่อมองลงไปแล้ว ฉินมู่ เห็นว่าปลายดาบนั้นเปลี่ยนเป็นดาบนับสิบ !

ดาบของเธอนั้นแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ  เธอไม่สามารถควบคุมดาบนับสิบได้แต่เธอสามารถสร้างภาพลวงของดาบนับสิบจากดาบหนึ่งเล่มได้ !

อยู่ๆ ฉินมู่ ก็จำคำพูดของปู่ด้วนได้

“อย่าคิดสิ่งที่เราเหยียดจะรับน้ำหนักเราได้หรือไม่  ตราบใดที่เจ้าเร็วพอ เจ้าสามารถวิ่งบนน้ำได้เหมือนกับพื้นดิน,หญ้า..อากาศเองก็ไม่ต่างอะไรจากพื้นดิน !”

เขาใช้นิ้วโป้งเท้าดีดตัวออกจากกิ่งไม้  ฉินมู่ ได้กระโดดออกไปข้างหน้า ดาบแสงนั้นระเบิดขึ้นมาฉีกกิ่งไม้นันให้กลายเป็นชิ้นเล็กๆ

เด็กสองคนกระโดดขึ้นมาและมายืนอยู่บนกิ่งข้างๆและพบว่า ฉินมู่ นั้นได้ดีดตัวออกไปข้างหน้าอย่างกับสายลมที่พัดผ่านไป  พวกนั้นได้แค่จ้องไปที่อีกฝ่ายด้วยท่าทีอึ้งกับความเร็วที่ ฉินมู่ แสดงออกมา

“ทำไมเขาถึงเร็วขนาดนี้กัน ?” – หนึ่งในนั้นถามออกมา  - “เด็กนั่นเด็กยิ่งกว่าเราอีกแต่การบ่มเพาะของเขานั้นดูเหมือนจะ..จะแข็งแกร่งกว่าเราเล็กน้อย...”

ในตอนที่สองคนนั้นคิด พวกเขาก็เห็นศิษย์พี่กู่หายตัวไปราวกับหมอกควันและเริ่มไล่ตา ฉินมู่ ด้วยความเร็วที่มากกว่า

“สมกับเป็นศิษย์พี่กู่ ! เขาน่ะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเรา  เขาไปถึงขั้นจุดสุดยอดของแก่นวิญญาณแล้ว”

ทั้งสองคนถอนหายใจออกมาด้วยความชื่นชม – “ด้วยการที่ศิษย์พี่ออกไล่ล่าด้วยตัวเอง ไม่มีทางที่ปิศาจน้อยนั้นจะหนีไปได้แน่”

ในตอนนั้นเองก็ได้มีเงาดำก่อตัวขึ้นในป่า

มีฝ่ามือที่เต็มไปด้วยขนขนาดพอๆกับที่รองแก้วพุ่งเข้าหาศิษย์พี่พู่แล้วตบเขาเข้าในตอนที่เขาวิ่งอยู่กลางอากาศ

เด็กชายคนนั้นกระเด็นกลับไปแล้วกลิ้งอยู่หลายรอบก่อนจะหล่นลงไปกองที่พื้น  เขาไถลไปสักหน่อยก่อนที่จะหยุดลง  เขาไอออกมาพร้อมกับกระอักเลือดก่อนที่จะลุกขึ้นมานั่ง  - “อย่าไป ! มีปิศาจลิงอยู่ ! นั่นคือความน่ากลัวของปิศาจลิง ! ”

ทั้งสี่คนเลิกไล่ตามทันที

ในตอนที่เงาที่โผล่มาจากต้นไม้นั้น ทั้งห้าคนก็ได้เห็นว่ามันเป็นลิงสีดำตัวใหญ่ดูน่ากลัว  ตาของมันมีสีแดงและเขียวของมันเองก็งอกออกมาจากปาก

มันตีอกตัวเองอย่างกับกองและร้องอกอมา – “ตายยย !”

ฉินมู่ ที่ซึ่งวิ่งออกไปก่อนหน้านี้แล้วก็ปะทะเข้ากับอากาศที่ลิงนี้สร้างขึ้มา  ตอนนี้เขากำลังนอนอยู่ที่เท้าของลิงนี่   เด็กคนที่ไล่ตามมาบอกไม่ได้เลยว่าเขาตายหรือยัง

เด็กสาว ฉิง มองไปที่ ฉินมู่ และพึมพำออกมา – “เนื่องจากฝ่ามือเดียวของลิงนี่ยังทำให้ศิษย์พี่กู่ได้รับบาดเจ็บและปิศาจนั่นก็โดนโจมตีเหมือนกัน  เขาน่าจะตายแล้ว..ถูกหรือไม่ ?”

ก่อนที่เธอจะพูดจบ เธอก็ต้องสะดุ้งด้วยความแปลกใจ  ฉินมู่ ที่ซึ่งนอนอยู่ที่พื้นตรงหน้าลิงปิศาจนั้นได้เงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อดูสถานการณ์

“เด็กนั่นยังไม่ตายอีกหรือ ?” – เธอพุดออกมาด้วยท่าทีเหลือเชื่อ

ลิงปิศาจได้คำรามอยู่หลายรอบและได้หยุดลงเมื่อมันเห็นว่าพวกที่ไล่ตามมานั้นไม่กล้าเดินหน้าเข้ามาอีก  จากนั้นมันได้มองมาที่ ฉินมู่ แล้วใช้สองนิ้วเขี่ยดู

“เด็กน้อย เจ้าตายรึยัง ?”

เมื่อเห็นว่าตาของ ฉินมู่ เบิกกว้างและมีเลือดท่วมทั้งใบหน้า อีกทั้งลิ้นยังแลบออกมา มันก็ชัดเจนแล้วว่าเด็กนี่น่ะตายแล้ว !

มันฮึดฮัดด้วยความพอใจ  ลิงปิศาจได้โยนร่างของ ฉินมู่ ไปข้างๆ  จากนั้นมันจึงได้นั่นลงและเริ่มเก็บใบไม้จากต้นไม้ใกล้ๆแล้วกินมัน

“แม้ว่ามันจะโหดร้ายแต่ลิงปิศาจนี่มันเป็นสัตว์กินพืช...”- ฉินมู่ ยังคงเลือดไหลออกมาที่ใบหน้าและทำตาเบิกกว้างตลอด เขาค่อยๆคลานหนีออกมาโดยใช้ศอกของตัวเอง

อยู่ๆลิงปิศาจก็ได้หันกับมามองที่ร่าง ฉินมู่ ซึ่งนอนนิ่งอีกครั้ง  มันยังคงมองไปที่ ‘ ร่าง ‘ ของ ฉินมู่ ที่ไม่ได้ขยับใดๆ

มันเหยียดนิ้วออกมาและเขี่ยดูราวกับคิดว่าเป็นศพ มันพบว่าร่างของ ฉินมู่ นั้นแข็งและเย็นไปเรียบรอยแล้ว

“เด็กน้อย ตายแล้ว” – มันพูดขึ้นด้วยความพอใจอีกครั้ง จากนั้นจึงหันหลังกลับไปกินใบไม้ต่อโดยไม่สนสิ่งใด

เด็กสาวที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากไกลๆนั้นพุดกลับตัวเอง – “  ไอ้ลิงโง่ ! แกไม่คิดว่ามันแปลกหน่อยหรือที่ศพนั้นจะแข็งและเย็นได้เร็วขนาดนี้ ?”

ดูเหมือนว่ามันจะรู้ความคิดของเธอ  ลิงปิศาจได้ตบหน้าผากตัวเองและหันกลับมาทันที   ‘ ศพ ‘ ของเด็กตรงหน้าได้ยืนขึ้นและเริ่มที่จะหนีไปแล้ว

จบบทที่ Chapter 6: ตาย !

คัดลอกลิงก์แล้ว