เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 7: กำแพงแก่นวิญญาณ

Chapter 7: กำแพงแก่นวิญญาณ

Chapter 7: กำแพงแก่นวิญญาณ


ลิงปิศาจหงุดหงิดขึ้นมาทันทีและเริ่มไล่ตาม ฉินมู่ แต่หลังจากที่วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวมันก็ตะหนักได้ถึงความเร็วที่น่ากลัวของ ฉินมู่ เพราะขนาดอันใหญ่โตของมัน  นี่เหมือนกับการดูถูกมันอย่างมาก  มันเริ่มถอนต้นไม้ออกทีละต้นๆและเริ่มใช้มันเขวี้ยงออกไปเหมือนกับหอก

“ตายซะ เด็กน้อย !”

ท่อนไม้พุ่งผ่านอากาศออกไปด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่ามันรุนแรงแค่ไหน่แต่การเขวี้ยงของลิงนั้นไม่ได้แม่นยำเท่าไหร่นัก  ดังนั้นท่อนไม้พวกนั้นจึงพลาดเป้าออกไปหลายหลา

ลิงปิศาจโกรธยิ่งกว่าเดิมและอยากโยนหอกต้นไม้ออกไปอีกแต่ ฉินมู่ นั้นได้วิ่งออกไปไกลแล้ว ไม่ว่ามันจะโกรธเพียงใดมันก็ไม่อาจปาออกไปโดนเขาได้  ดังนั้นที่มันทำได้ตอนนี้คือตีอกตัวเองด้วยความหงุดหงิดเท่านั้น

ศิษย์พี่กู่ นั้นเรียกคนอื่นออกมาเบาๆ – “การบ่มเพาะของเด็กปิศาจนั่นแน่นอนว่าน่ากลัวสำหรับเราและการบาดเจ็บของเขาต้องร้ายแรงกว่าข้าแน่  ไม่มีทางที่เขาจะหนีไปได้ไกลได้”

เขาผลักตัวเองให้กลับมายืน  เขาอดกลั้นความเจ็บปวดปะทุขึ้นมาที่อกตัวเอง  เขากลัวว่าซี่โครงเขาคงหักหลายซี่จากการโดนลิงปิศาจนั่นโจมตีเข้ามาแต่เขาเชื่อว่าถ้า ฉินมู่ นั้นทนได้ เขาก็ต้องทนได้ด้วย

เขาไม่คิดว่า ฉินมู่ จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้

การบ่มเพาะของ ฉินมู่ แน่นอนว่าไม่ได้อ่อนแอ  พลังฉีภายในของเขานั้นขาดคุณสมบัติของร่างวิญญาณ นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่เขาไม่สามารถแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่

แม้ว่าจะยังเด็กแต่ก็ถ้ามาเปรียบเทียบเรื่องการบ่มเพาะกันแล้ว แน่นอนว่า ฉินมู่ นั้นไม่ได้อ่อนแอกว่าใครเลย ....รวมถึงศิษย์พี่กู่ด้วย !

พวกเด็กๆเดินอ้อมเขตของลิงปิศาจเพื่อตามหาร่องรอยของ ฉินมู่ อีกครั้ง  ก็อย่างที่ศิษย์พี่กู่ได้พูดไว้  ฉินมู่ นั้นคงได้รับบาดเจ็บร้ายแรงเช่นกันทำให้อีกฝ่ายไม่มีตัวเลือกนอกจากลดความเร็วลงจนพวกเขาตามมาทัน

แต่แม้ว่าพวกนั้นจะไล่ตามต่อแต่พวกนั้นก็พบว่าความเร็วของ ฉินมู่ นั้นเพิ่มขึ้นราวกับว่าอาการบาดเจ็บนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย

“ปิศาจน้อยนี่คงมียารักษาที่อัศจรรย์เป็นแน่ !”

เด็กๆทั้งสี่คนใจหล่นวูบ   ศิษย์พี่กู่นั้นได้กินยาที่สำนักของพวกเขามองมาให้แต่ชัดเจนแล้วว่ามันไม่ได้ผลเท่ากับ ‘ ยา ‘ ของ ฉินมู่   เมื่อเห็นว่าความเร็วของ ฉินมู่ นั้นเพิ่มขึ้น พวกนั้นจึงเดาว่าอาการบาดเจ็บของเขานั้นแน่นอนว่าต้องฟื้นฟูได้ระดับที่เห็นด้วยตาเปล่าได้

ยาแบบนี้ทำให้พวกนั้นเกิดความโลภขึ้นมา

“ยาในสำนักของเรานั้นไม่ได้มีคุณภาพสูงที่สุด ถ้าเราจัดการจับปิศาจน้อยนั้นมาและเอายาจากเขามาได้ อาจารย์ของเราต้องยินดีและให้รางวัลเราอย่างงามแน่ !”

แต่กลับกันกับที่พวกเขาคิด  ฉินมู่ นั้นไม่ได้กินยาใดๆเลย  เขาแค่ปรับลมหายใจเข้าออกในตอนที่วิ่งทำเทคนิคร่างราชันสามชีวิตไปเรื่อยๆตามที่ผู้ใหญ่บ้านได้สอนเขามา  เทคนิคที่เขาไม่รู้ว่าคนทั่วไปนั้นเรียกสิ่งนี้ว่าทักษะเตาหยิน

การบ่มเพาะด้วยการใช้ทักษะร่างราชันย์สามชีวิตในตอนที่วิ่งนั้นทำให้เขาค้นนพบสิ่งใหม่  เขาตระหนักได้ว่าพลังฉีภายในของเขานั้นทำงานมากกว่าเดิมในตอนที่เขาวิ่ง  ความเร็วในการปรับลมหายใจเองก็เร็วขึ้นเช่นกัน

นี่คือสิ่งแตกต่างจากที่เขาเรียนมา  ทักษะร่างราชันย์สามวิญญาณที่ผู้ใหญ่บ้านได้สอนเขานั้นต้องให้เขาเข้าสมาธิและควบคุมลมหายใจ  ฉินมู่ เรียนรู้วิธีโคจรพลังฉีภายในและปรับตัวให้เข้ากับมันโดยใช้มันในการปรับสภาพร่างกาย

เขาทำตามสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านสอนมากว่าสิบปีในการบ่มเพราะทักษะนี้ ตอนนี้เขาได้ค้นพบว่าทักษะนี้จะใช้ได้ดีกว่าเดิมในการบ่มเพาะมันในตอนที่วิ่ง

ฉินมู่ วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้และโคจรทักษะได้เร็วขึ้นเรื่อยๆซึ่งมันได้ปรับตัวและพัฒนาทั้งความเร็วและสภาพร่างกายของเขา !

อีกอย่างเขาได้โคจรพลังฉีภายในผ่าอวัยวะภายใน,แขนขา,กระดูกและแม้แต่เส้นเอ็นระหว่างกล้ามเนื้อและกระดูกอยู่หลายรอบเพื่อชำระล้างพวกมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อวัยวะภายในและกระดูกที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของลิงปิศาจนั้นได้ฟื้นฟูขึ้นมาทีละนิดๆด้วยการชำระล้างของพลังฉีที่โคจรในตัวเขา

ศิษย์พี่กู่และคนอื่นๆคิดว่าเขาคงพึ่งยาระดับสูงแต่ไม่คิดว่าเขาจะพึ่งแค่ทักษะอันน่าเหลือเชื่ออย่างร่างราชันย์สามชีวิต

ฉินมู่ ตระหนักได้ว่าพลังฉีภายในเขายังไม่ได้ไปถึงจุดสำคัญจุดหนึ่ง – จุดตรงหว่างคิ้วของเขา

ตรงหว่างคิ้วนั้นมีพื้นที่ขาดพอๆกับนิ้วหนึ่ง

พลังฉีภายในนั้นยังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้  แม้ว่าพลังฉีภายในเขาจะผ่านไปทั่วทั้งกะโหลกและชำระล้างและทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นแล้วแต่มันก็หยุดทุกครั้งที่มาถึงหน้าผากของเขา  มันราวกับว่ามีกำแพงที่มองไม่เห็นกันพลังฉีไม่ให้ไหลผ่านเข้าไป

ในตอนที่เขาส่งพลังฉีไปตรงกำแพงนั้นก็ได้มีบางอย่างแปลกๆเกิดขึ้น

ฉินมู่ ได้ยินเสียงลึกลับดังขึ้นมา

เสียงนี้เหมือนกับเสียงที่มาจากท้องฟ้าไกลไปถึงสวรรรค์  เสียงมันดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเคารพ เหมือนกับเสียงของพรเจ้าที่ส่องลงมาจากสวรรค์

ทุกครั้งที่เสียงนั้นดังขึ้นมา พลังฉีภายในของเขาจะถอยกลับไปราวกับคลื่นที่ควบคุมไม่ได้และผ่านจุดตรงหว่างคิ้วเขาไป

“รึว่ามันคือกำแพงแก่นวิญญาณ ?” - ฉินมู่ พูดกับตัวเอง

ฉินมู่ สับสน   ผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆนั้นได้อธิบายเรื่องกำแพงและวิธีทลายกำแพงให้เขาฟัง  กำแพงนั้นคือสิ่งที่ผนึกจุดต่างบนร่างกายนักรบ  ในตอนที่กำแพงได้พังทลายแล้วจะได้พบกับจุดสวรรค์ด้านใน

แต่พวกนั้นไม่ได้บอกเขาว่ากำแพงแก่นวิญญาณนั้นอยู่ส่วนไหนของร่างกายและวิธีที่จะทลายกำแพงนั่นด้วย

ที่ ฉินมู่ ไม่รู้คือไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆจะไม่อยากบอกเขาเรื่องนี้  จริงๆแล้วมันไม่มีเทคนิคพิเศษอะไรในการทำลายกำแพงแก่นวิญญาณอยู่บนโลก

คนที่มีร่างกายธรรมาและคนที่มีร่างวิญญาณนั้นมีสิ่งที่อยู่ภายในสองอย่างต่างกัน

คนที่มีร่างวิญญาณนั้นะเกิดมาพร้อมกับกำแพงแก่นวิญญาณตั้งแต่กำเนิด ทำให้ตัวของพวกเขานั้นเหนือกว่าคนอื่นๆ   กำแพงแก่นวิญญาณของคนธรรมดานั้นกลับกัน  กำแพงพวกนั้นจะถูกผนึกไปตลอด  คนที่มีร่างวิญญาณจึงไม่ได้สนใจเรื่องคนธรรมดามากเท่าไหร่

แม้ว่าจะมีผู้ฝึกทักษะต่อสู้จากคนธรรมดาอยู่บ้างแต่ผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆไม่เคยได้ยินว่าพวกนั้นจะทำลายกำแพงแก่นวิญญาณได้  ผลก็คือพวกเขานั้นไม่รู้ว่าคนธรรมดานั้นจะทำลายกำแพงนั้นได้อย่างไร

ในตอนที่เขาใช้พลังฉีภายในแผ่เข้าไปตรงหว่างคิ้ว ฉินมู่ ก็ยังคงทำการหลบหนีต่อไปด้วย  ทุกครั้งที่เสียงลึกลับดังขึ้นมา พลังฉีภายในของเขาจะถอยออกมาจากกำแพงนั่น  แม้ว่าตอนนี้เขาจะทลายกำแพงไม่ได้แต่ ฉินมู่ ก็ยังอดทนและเชื่อว่าเขาจะทำมันได้สำเร็จ

ฉินมู่ นั้นไม่ได้คิดจะบอกเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน  เขาตัดสินใจว่าจะทำให้พวกนั้นแปลกใจหลังจากทลายกำแพงได้แล้ว

มันยากที่จะบอกว่าพวกนั้นจะแปลกใจ...รึช็อค

เพราะศิษย์พี่กู่และอีกสี่คนนั้นไล่ตาม ฉินมู่ อยู่ พวกนั้นจึงเริ่มกังวัลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ปิศาจน้อยนี่ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บแต่ความเร็วยังเพิ่มขั้นเรื่อยๆอีก !

ตอนนี้แหละคือสิ่งที่น่ากลัว  มันหมายความว่าแม้ ฉินมู่ จะทำการวิ่งหนีอยู่การบ่มเพาะของเขาก็ยังพัฒนาขึ้นไปด้วย !

แม้ว่าการเพิ่มความเร็วจะช้าลงและเริ่มคงที่แต่มันก็ยังคงน่ากลัวอยู่ดี !

การบ่มเพาะนคั้นมีกฎที่ทุกคนต้องทำตาม  แม้แต่คนที่ประสบผลสำเร็จก็จยังต้องทำการบ่มเพาะไปช้าๆไม่ใช่ในครั้งเดียว  ทุกคนนั้นต้องบ่มเพาะหลายวัน,รึหลายเดือนเพื่อที่จะพัฒนาการบ่มเพาะขึ้นเล็กน้อย

ด้วยกฎข้อนั้นทำให้พวกเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการบ่มเพาะของปิศาจน้อยนี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆซึ่งมันน่ากลัวสำหรับพวกเขา !

โชคดีที่ ฉินมู่ นั้นยังด้อยกว่าทั้งห้าคน  แม้ว่าการบ่มเพาะของเขาจะพัฒนาแต่ก็ยังมีช่องว่างระหว่างเขากับพวกนั้นอยู่

แต่การที่พวกนั้นจะตามเขาทันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย   เนื่องจากเขาได้รับบาดเจ็บเพราะปิศาจลิง  ฉินมู่ นั้นต้องระวังตัวมากกว่าเดิมและหลบเลี่ยงเขตของพวกสัตว์อสรูแปลกๆ

เมื่อไหร่ก็ตาม ตอนที่หมอพา ฉินมู่ ออกมาเก็บสมุนไพร  ปู่หมอมักจะบอกเขาว่าสัตว์อสูรพวกนี้นั้นฉลาดอย่างมาก  พวกมันมีเขตของตัวเองและจะทิ้งเครื่องหมายบ่งบอกเอาไว้  เครื่องหมายเหล่านั้นก็รวมไปถึงต้นไม้ที่มีกองกระดูกฝังอยู่ที่พื้น, กองกะโหลกของสัตว์อสูรเป็นกองๆรึแม้แต่เยี่ยวของมัน  ตราบใดที่เห็นเครื่องหมายเหล่านั้น เขาก็จะหลบเลี่ยงอาณาเขตของมันได้

ในตอนที่ ฉินมู่ ไปพบกับปิศาจลิง มันได้มีเครื่องหมายของรอยกำปั้นบ่งบอกว่านี่คืออาณาเขตของมัน  ฉินมู่ นั้นบังเอิญวิ่งเข้าไปในอาณาเขตมันเพราะเขาไม่เห็นเครื่องหมาย  เนื่องจากตอนนี้เขาระวังตัวมากกว่าเดิม ทำให้เขาจะไม่ทำผิดพลาดแบบเดิมซ้ำอีก

แต่แม้ว่าเขาจะไม่ได้บังเอิญเข้าไปในเขตของสัตว์อสูรพวกนั้นแต่ก็ยังมีพวกที่ออกมาหาอาหารนอกเขตของมันอยู่ ทำให้ดินแดนแห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยอันตราย

ฉินมู่ วิ่งไปที่บ่อที่ซึ่งเขาเห็นสัตว์อสูรสองตัวกำลังสู้เพื่อแย่งอาณาเขตกันอยู่  สัตว์อสูรที่สู้กันนั้นคือแร้งหิมะหัวงูและมังกรงูพิษ  ตัวแรกนั้นได้สร้างเกล็ดลมขึ้นมาทั่วทั้งปีก  ร่างกายขนาดใหญ่ของมันทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า  ตัวหลังนั้นพุ่งลงไปในบ่อด้านล่างทำให้เกิดแรงระเบิดมหาศาลเพราะร่างกายอันยาวเหยียดของมัน

ก่อนที่ ฉินมู่ จะได้เข้าไปในบ่อก็เกิดพายุที่ซึ่งสัตว์สองตัวนั้นสร้างขึ้นมาพัดเขากระเด็นออกมา  เมื่อกลับมายืนที่พื้นแล้วเขาก็พบกับกระทิงที่เกือบจะกระทืบเขาตาย

“ข้าเริ่มไกลจากหมู่บ้านขึ้นเรื่อยๆแล้ว...”

เมื่อเขารู้แบบนั้นเขาก็ใจหล่นวูบ

คนห้าคนยังคงไล่ตามเขาอยู่ ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะกลับหมู่บ้านไปได้แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ....

พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว !

ฉินมู่ และ ท่านย่าซี ได้ออกจากหมู่บ้านมาตอนบ่าย  ตอนนี้พระอาทิตย์นั้นกำลังจะตกดินและความมืดนั้นจะมาเยือน   ถ้าเขากลับหมู่บ้านก่อนความมืดครอบคลุมไม่ได้แล้วเขาคงต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่หนักหนาเป็นแน่ !

“ท้องฟ้ากำลังจะมืดแล้ว ศิษย์พี่กู่ !”

ห่างไปด้านหลัง ฉินมู่   ศิษย์พี่กู่และพวกเองก็เห็นว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้วเช่นกัน

เด็กคนที่ ฉินมู่ เตะใส่นั้นแสดงสีหน้าอึดอัด – “อาจารย์บอกว่าดินแดนแห่งนี้นั้นโดนสาป  พวกมันคือเขตหวงห้ามในตอนกลางคืน  เราต้องกลับไปที่หมู่บ้านซึ่งมีรูปปั้นหินคอยปกป้องอยู่ ! ไม่งั้นแล้ว....ทางเดียวที่เหลืออยู่คือความตาย !”

ศิษย์พี่กู่ส่ายหน้า – “มันสายเกินไปที่จะหันหลังกลับตอนนี้  ด้วยระยะทางที่เรามาได้ เราคงกลับไปที่หมู่บ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดินไม่ได้แน่   ความมืดเองก็เป็นอันตรายต่อปิศาจน้อยพอๆกับเรา   เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาว่าปิศาจน้อยนั้นเขาจะไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน !”

จบบทที่ Chapter 7: กำแพงแก่นวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว