- หน้าแรก
- นางเอกจากนิยายหลุดมาในชีวิตจริง ทำไงดี!?
- บทที่ 2 ฤดูใบไม้ร่วงไร้สิ้นสุด
บทที่ 2 ฤดูใบไม้ร่วงไร้สิ้นสุด
บทที่ 2 ฤดูใบไม้ร่วงไร้สิ้นสุด
ห้องเช่าของฉู่เกออยู่ไกลจากร้านคาเฟ่หรูใจกลางเมืองพอสมควร สำหรับนักเขียนออนไลน์ที่แทบไม่ออกจากบ้านอย่างเขาแล้ว การอยู่ชานเมืองหรือใจกลางเมืองก็ไม่ได้ต่างอะไรกันนัก จุดต่างที่สำคัญที่สุดก็คงเป็นแค่ค่าเช่าที่ถูกกว่ากันเยอะ
หลังจากกินบะหมี่ผัดง่าย ๆ เสร็จ ฉู่เกอก็กลับมาที่ห้องเช่า ฟ้ามืดเกือบสนิทแล้ว ห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ ดูมืดมัวไปถนัดตา
นี่เป็นห้องเช่าสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ทั้งสองห้องนอนยังไม่มีแสงไฟส่องสว่าง แต่ในห้องหนึ่งกลับมีเสียงแป้นพิมพ์ดังแปะ ๆ ลอยมาตามจังหวะนิ้วที่รัวลงบนคีย์บอร์ด ท่วงทำนองของปลายนิ้วล่องลอยอยู่ในห้องมืดสลัว ไปถึงห้องนั่งเล่นที่เงียบเหงา แม้จะมีคนอยู่ มีเสียงพูดคุย แต่กลับทำให้ห้องเช้าดูว่างเปล่าและเงียบงันยิ่งขึ้น
เสียงนั้นเป็นของเพื่อนนักเขียนของฉู่เกอ ซึ่งเช่าห้องอยู่ด้วยกัน ช่วยกันแบ่งเบาค่าเช่า
เพื่อนคนนี้ชื่อจางฉีเหริน ชื่อที่ฟังดูคลาสสิกไม่น้อย ตอนที่ฉู่เกอโพสต์หาคนแชร์ห้องในเว็บบอร์ดนักเขียน ก็เพราะอยากหาใครสักคนในสายงานเดียวกันมาช่วยกระตุ้นกันเอง จางฉีเหรินก็กำลังมองหาห้องพอดี ทั้งสองเลยตกลงกันได้ไม่ยาก อยู่ด้วยกันมาจะครึ่งปีแล้ว
สุดท้ายก็พบว่า ที่หวังจะช่วยกันกระตุ้นอะไรนั่น ทั้งหมดก็แค่เรื่องไร้สาระ
“กินข้าวยัง?” ฉู่เกอถามไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
เสียงตอบกลับดังมาจากในห้อง “ตะกี้ก็หาอะไรง่าย ๆ กินไปแล้ว อยู่ ๆ ก็ปิ๊งไอเดียเหมือนน้ำแตก… เฮ้? กลับมาดึกแบบนี้แปลว่าไปดูตัวแล้วเจ๊งสินะ?”
“เจ๊งแล้ว ก็เหมือนไอเดียของนายแหละ” ฉู่เกอผลักประตูเข้าห้องตัวเอง กำลังจะเข้าไป
เสียงแป้นพิมพ์ในห้องข้าง ๆ ก็หยุดลงทันที ผู้ชายใส่แว่นรูปร่างผอมบางโผล่มาที่ประตู จ้องดูฉู่เกอในชุดไปดูตัวแล้วทำเสียงจิ๊จ๊ะ “เฮ้ ฉู่เกอของเรา นี่มันลุคหวังเยี่ยนจู่ชัดๆ (หล่อมาก) แล้วผู้หญิงให้คะแนนเท่าไหร่?”
ฉู่เกอสวนกลับอย่างหงุดหงิด “ศูนย์”
ถ้าชอบก็ให้เต็ม ไม่ชอบก็ศูนย์ นี่มันเรื่องพื้นฐาน
จางฉีเหรินทำหน้าแบบ “เข้าใจละ” ดูเสียดาย “ไม่คิดจะถ่ายรูปไว้ให้พี่น้องชื่นชมหน่อยเหรอ…”
ฉู่เกอไม่พูดอะไร คิดในใจว่าถ้าถ่ายจริง ๆ นายก็คงจะหาว่าเอารูปเน็ตมาหลอกอีกแหละ… ดูตัวที่ไหนจะเจอผู้หญิงสวยขนาดนั้น
จางฉีเหรินถามต่อ “ครั้งนี้เพราะอะไรอีกล่ะ? บ้าน? เงิน? คอนโด?”
ฉู่เกอมองเขาแวบหนึ่ง แล้วหัวเราะ “ก็เพราะเรามันว่างงานไงล่ะ”
รอยยิ้มบนหน้าจางฉีเหรินชะงักกะทันหัน เสียงดังขึ้น “ไอ้พวกกบในบ่อพวกนั้นจะไปรู้อะไร สามสิบปีแม่น้ำตะวันออก สามสิบปีแม่น้ำตะวันตก อย่าได้…เอ่อ นายยังนับว่าเป็นเด็กหนุ่มอยู่มั้ยนะ?”
ฉู่เกอไม่ตอบประโยคสุดท้ายนั้น เพียงพูดว่า “เพราะงั้น สู้ ๆ ล่ะ รีบว่ายข้ามไปฝั่งตะวันตกให้ได้เร็ว ๆ”
จางฉีเหรินพยักหน้า “จริงสิ ฉู่เกอ พรุ่งนี้นิยายเล่มใหม่ฉันจะวางขายแล้ว อย่าลืมช่วยโปรโมตให้ด้วยล่ะ”
“ไม่ลืมหรอก จำได้อยู่”
“ขอบใจล่วงหน้า… ฉัน…ฉันแอบกังวลนิดหน่อย” จางฉีเหรินขยี้มือไปมาอย่างเผลอตัว พึมพำเบา ๆ “ช่วงนี้ยอดมันแย่จัง…”
จริง ๆ เขาบ่นเรื่องยอดหลายรอบแล้ว ฉู่เกอก็เห็นว่ามันแย่จริง แต่ก็ทำได้แค่พูดให้กำลังใจเหมือนเดิม “อย่าคิดมาก วงการนี้มันแปลก ๆ บางคนดูเหมือนจะดังแต่ยอดขายห่วย บางคนเหมือนเฉพาะกลุ่มแต่แฟนคลับเหนียวแน่น… สุดท้ายมันก็แค่ต้องลุ้น ดวงดีดวงร้าย เครียดไปก็เท่านั้น…”
จางฉีเหรินยิ้มแห้ง “จริงด้วย จะเป็นจะตายก็ต้องเจออยู่ดี ถ้าดังจะได้ไปปาร์ตี้กับพริตตี้ ถ้าไม่ดัง…ฉันนี่แหละจะเป็นพริตตี้เอง!”
ฉู่เกอ “…นายเคยคิดมั้ยว่าไม่ดังเพราะนิสัยนายมันลามกไปหน่อย?”
“พูดเหมือนตัวเองไม่ลามก ใครกันที่นิยายเล่มก่อนเขียนพี่น้องสาวคู่...”
“เพราะงั้นฉันก็ไม่ดังไง”
“งั้นจะเขียนพี่น้องอีกมั้ย?”
“เขียน”
“...เราคือพวกเดียวกัน”
จางฉีเหรินยังมีเรื่องให้คิด เลยไม่ได้คุยต่อ ทั้งสองแยกย้ายกันเข้าห้อง ฉู่เกอชงชานั่งหน้าโต๊ะคอม เปิดไฟล์งานนิยาย แล้วก็แทบไม่ลุกไปไหนอีกเลยนอกจากเข้าห้องน้ำ
นี่แหละชีวิตประจำวันของฉู่เกอกับจางฉีเหริน
ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องดูตัวที่มีประเด็นให้คุยบ้าง ปกติทั้งสองแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย ทั้ง ๆ ที่อยู่บ้านเดียวกัน กลับคุยกันผ่านเน็ตมากกว่าเสียอีก
ฉากที่เห็นกันบ่อย ๆ คือ ทั้งคู่ไปนั่งกินข้าวร้านฟาสต์ฟู้ดข้างล่างร้านเดียวกัน นั่งข้าง ๆ กัน แต่เอาแต่ก้มเล่นมือถือ พิมพ์เม้าในกลุ่มแชทนักเขียน เหมือนจะคุ้นกับรูปในแชทมากกว่าหน้ากันเองเสียอีก
ฉู่เกอถึงกับสงสัยว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป จะเสียทักษะการพูดไปไหม… วันนี้ที่พูดกับกู้รั่วเหยียนแบบน้ำไหลไฟดับ พูดมั่วซั่วไปหมด ก็เพราะไม่ค่อยชินกับการคุยแบบปกติแล้วเหมือนกัน…
เอ๊ะ ทำไมถึงนึกถึงเธออีกแล้วล่ะ?
นิ้วของฉู่เกอลอยอยู่เหนือแป้นพิมพ์ เขาเหม่อคิด ไม่รู้ว่าควรจะเพิ่มตัวละครแบบนี้ในนิยายดีไหม ผู้หญิงวัยทำงานที่มีความรู้และมีเสน่ห์…แต่เขาเขียนแนวเซียนแฟนตาซี ตัวละครแบบนี้คงต้องเป็นระดับผู้บริหารในสำนักใหญ่ แล้วก็โดนพระเอกพิชิตใจ...อืม
ยุ่งยากเหมือนกัน เพราะเขาวางคาแรกเตอร์นางเอกคนสำคัญไว้แล้ว—เจ้าสำนักที่พระเอกอยู่ด้วย เป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า เกือบจะบรรลุเป็นเซียน แถมยังสวยที่สุดในโลก
และช่วงต่อไป พระเอกก็ต้องเริ่มตีเนียนจีบนางเอกคนนี้
ใช่แล้ว ฉู่เกอเขียนนิยายแนวฮาเร็ม จนมีชื่อเสียงเล็ก ๆ ในวงการ
ในฐานะนักเขียนฮาเร็ม เขารู้ดีว่าหัวใจสำคัญคือ การสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวละครหญิงแต่ละคน เจ้าสำนักคนนี้ทั้งสูงศักดิ์ หยิ่งในศักดิ์ศรี งดงาม สง่างาม และเด็ดขาด ซึ่งจริง ๆ แล้วต่างจากกู้รั่วเหยียนมาก แต่ถ้าจะเพิ่มตัวละครหญิงแบบผู้บริหารเข้าไปอีก ก็คงซ้ำซ้อนกัน แยกความแตกต่างได้ยาก
เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้ว ตั้งใจเขียนเจ้าสำนักให้ดี นี่แหละนางเอกเบอร์หนึ่งของเรื่อง
นิยายเล่มนี้เพิ่งวางขายได้ไม่นาน มีแค่สองสามร้อยตอน พล็อตยังไม่ได้เปิดเผยทั้งหมด ตอนนี้พระเอก “ฉู่เทียนเกอ” ยังเป็นตัวละครเล็ก ๆ เพิ่งได้โอกาสจากอุบัติเหตุจนเจ้าสำนักเห็นแวว ดึงขึ้นจากศิษย์ชั้นต่ำเป็นศิษย์ชั้นใน เจ้าสำนักถึงกับสอนด้วยตัวเองเป็นครั้งคราว นี่แหละจุดเริ่มต้นของการทะยานฟ้า
ช่วงนี้พระเอกยังเคารพเจ้าสำนักเหมือนอาจารย์ เจ้าสำนักเองก็แค่เห็นว่าเป็นเด็กที่มีแวว เลยช่วยชี้แนะ
ส่วนเรื่องหลังจากนั้นที่พระเอกจะเริ่มคิดเกินเลย เจ้าสำนักจะเริ่มสนใจ ก็ต้องค่อย ๆ ปูเนื้อเรื่องยาว ๆ แต่ตอนนี้ก็เริ่มวางเมล็ดไว้ได้แล้ว
เช่นเริ่มบรรยายด้านจิตใจของเจ้าสำนัก เจอความเหงา คิดย้อนถึงชีวิตการฝึกฝนตนเองอันยาวนานว่าขาดอะไรไปหรือเปล่า ทำไมถึงยังไม่บรรลุเป็นเซียน…ฯลฯ
เหตุผลว่าทำไมยอดฝีมือผู้สงบจิตใจมานับพันปีถึงหวั่นไหวกับความรัก? ทั้งหมดนี้ต้องใส่ตรรกะรองรับไว้ล่วงหน้า
ฉู่เกอใส่ใจรายละเอียดพวกนี้มาก
“ชิวอู๋จี้เปิดหน้าต่างชมจันทร์ แสงจันทร์เย็นดุจสายน้ำ โปรยปรายทั่วหล้า สะท้อนใบหน้าด้านข้างที่สมบูรณ์แบบของเธอ อย่างเลือนรางและงดงามราวกับความฝัน เธอนั่งเหม่อลอยอยู่นาน คิดในใจว่าหลังบรรลุเป็นเซียนแล้ว จะได้ไปอยู่บนดวงจันทร์หรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้น จากที่เคยเหงาอยู่ที่หนึ่ง ก็แค่ย้ายไปเหงาที่อีกที่หนึ่งเท่านั้นเอง…”
“ชิวอู๋จี้” ชื่อนี้ได้แรงบันดาลใจจากกลอนของเจี่ยเซวียนว่า “ท้องฟ้าฉู่ใสสะอาดพันลี้ น้ำไหลตามฟ้า ฤดูใบไม้ร่วงไร้ขอบเขต” สอดคล้องกับชื่อพระเอก ฉู่เทียนเกอ ถ้าบอกว่าฉู่เทียนเกอเป็นภาพสะท้อนตัวตนของฉู่เกอแล้ว งั้นชิวอู๋จี้ก็คือภาพในอุดมคติที่เขาเฝ้าฝัน ความคาดหวังในอุดมคติของเขาเลยทีเดียว เขาทุ่มเทความรู้สึกไว้กับตัวละครนี้เยอะมาก ใส่ความรู้สึกและความหวังไว้ทั้งหมด
ที่บอกกับกู้รั่วเหยียนว่า “บางเดือนก็ได้น้อย แต่เดือนนี้ก็แตะหมื่นแล้ว” ก็เพราะเรื่องก่อนหน้ายอดแย่ แต่เรื่องนี้ทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ—ตัวละครที่ใส่ใจจริง ๆ ก็ย่อมได้ใจผู้อ่าน
“ไม่รู้ทำไม อยู่ ๆ ในใจของชิวอู๋จี้ก็มีรอยยิ้มของฉู่เทียนเกอลอยขึ้นมา รอยยิ้มสดใสนั้นในโลกของผู้ฝึกเซียนที่ต่างคนต่างแสวงหาผลประโยชน์ช่างโดดเด่น ทำให้หัวใจของคนดูสดใสขึ้นมาทันที…”
ฉู่เกอพิมพ์นิ้วรัวต่อเนื่อง ยิ่งเขียนยิ่งอิน เหมือนกับว่าตัวเองเห็นนางเซียนงามล้ำเปิดหน้าต่างชมจันทร์ อยู่ในภวังค์อันเหงาเดียวดาย
จนแทบจะรู้สึกถึงลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่าง เหมือนลมเย็น ๆ แผ่ซ่านเข้าสู่แผ่นหลัง
เอ๊ะ ไม่ถูกนี่…
หน้าต่างอยู่ข้างหน้าแล้วทำไมข้างหลังถึงเย็นวาบขึ้นมา?
ฉู่เกอหันไปมองด้วยความงุนงง
ประกายเย็นวาบวับผ่านสายตา ดาบยาวสีน้ำเงินเข้มเล่มหนึ่งชี้คมอยู่ที่ลำคอของเขา ความเย็นเฉียบของคมดาบเหมือนจะทะลุถึงวิญญาณ
ฉู่เกอตาค้าง มองเห็นหญิงสาวในชุดโบราณคนหนึ่งยืนถือดาบชี้มาที่คอของเขา ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังไฟล์นิยายของเขา
อากาศเหมือนจะนิ่งไปชั่วขณะ หรืออาจจะแค่เสี้ยววินาที สมองของฉู่เกอยังไม่ทันจะคิดอะไร ก็ได้ยินเสียงหญิงสาวเอ่ยทีละคำชัดถ้อยชัดคำ “เจ้ากล้าเขียนว่าข้าหลงรักศิษย์คนนั้น ข้าจะยอมให้โลกแตกก็เพื่อฆ่าเจ้าทิ้ง!”
ฉู่เกอถึงกับอึ้ง “เดี๋ยวก่อน คุณเป็นใครกัน?”
สายตาหญิงสาวละจากไฟล์นิยาย มองไปยังปลายดาบสีน้ำเงินนั้น “ข้าคือ ชิวอู๋จี้”
ฉู่เกอ “???”