เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 การดัดแปลงไม่ใช่การแต่งมั่ว

บทที่ 3 การดัดแปลงไม่ใช่การแต่งมั่ว

บทที่ 3 การดัดแปลงไม่ใช่การแต่งมั่ว


ฉู่เกอรู้สึกเหมือนตัวเองหูฝาด

นางเอกหลุดออกมาจากในนิยาย?

แถมยังเอาดาบมาวางไว้ที่คอผู้แต่ง ข่มขู่ว่าห้ามเขียนให้เธอรักพระเอก...

หรือว่าเขาเขียนนิยายมากไปจนจิตหลอน เริ่มเกิดอาการประสาทเสียแล้ว?

พอลองมองดูประตูห้อง ก็ยังปิดสนิท เมื่อครู่ก็ไม่ได้ยินเสียงเปิดปิดประตู เธอก็โผล่มาข้างหลังแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย...

แล้วเธอเข้ามาได้ยังไง?

ถ้าจะบอกว่าขโมยแอบย่องเข้ามา มันก็ฟังไม่ขึ้น ขโมยที่ไหนจะมาบังคับให้แก้นิยาย? บอกว่ามีแฮกเกอร์เทพทนไม่ไหวกับนิยายห่วยๆ เลยแฮกคอมมาช่วยเขียนให้ยังฟังขึ้นกว่าอีก!

อีกอย่าง ผู้หญิงคนนี้สวยเกินไป...

ฉู่เกอเคยคิดว่ากู้รั่วเหยียนเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดที่เขาเคยเจอในชีวิตจริง แต่ไม่ทันข้ามชั่วโมง ความเชื่อนี้ก็ถูกผู้หญิงตรงหน้าทำลายเสียแล้ว ความงามยังไม่เท่าไร ที่สำคัญคือกลิ่นอายที่เธอมี มันยากจะบรรยายนัก ทั้งที่สายตาเธอดุดันเด็ดขาด แต่กลับให้ความรู้สึกเลื่อนลอยดุจความฝัน ราวกับเธอพร้อมจะสลายกลายเป็นเมฆหมอกในวินาทีถัดไป

นี่ใช่ลักษณะหรือบรรยากาศแบบคนยุคปัจจุบันที่ไหนกัน?

ตั้งแต่หน้าตาไปจนถึงบุคลิก เครื่องแต่งกาย ทุกอย่างตรงกับที่เขาบรรยายไว้ในนิยายเป๊ะ แล้วจะะไปหาคนที่มาแต่งคอสเพลย์แบบนี้ได้จากไหน?

หลุดออกมาจากนิยายจริงๆ เหรอ?

แต่ตัวเขาก็ไม่ใช่เทพเซียนอะไร จะไปเปลี่ยนโลกในหนังสือให้กลายเป็นจริงได้อย่างไร?

ถึงจะเป็นคนเขียนนิยายที่วันๆ ล่องลอยอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ รับมือกับเรื่องประหลาดได้ดีกว่าคนทั่วไป ฉู่เกอก็ยังแทบจะไปไม่เป็น แต่ก็ยังพอประคองตัวเอ่ยออกมาด้วยความยากลำบากว่า “ถ้ามีอะไรก็ค่อยๆ พูดกันได้ไหม วางดาบลงก่อนเถอะ...”

ชิวอู๋จี้จ้องคอเขา สีหน้าเปลี่ยนไปมา ไม่รู้คิดอะไรอยู่ แต่จู่ๆ ดาบในมือเธอก็หายวับไปเฉยๆ “ฆ่าเจ้าข้าไม่จำเป็นต้องใช้ดาบ”

ฉู่เกอ: “...”

ไม่ใช่แค่ไม่ต้องใช้ดาบ ถ้าเธอเป็นชิวอู๋จี้จริงๆ นั่นคือเซียนผู้ยิ่งใหญ่ แค่แรงกดดันก็คงฆ่าเขาได้แล้ว...

แต่ว่าความรู้สึกที่ได้รับ... ก็ไม่ได้กดดันขนาดนั้น...

หรือเพราะเธอไม่ได้คิดจะฆ่าใครอยู่แล้ว?

“ลุกขึ้น!” ชิวอู๋จี้ยกฉู่เกอขึ้นจากเก้าอี้เหมือนจับลูกเจี๊ยบ แล้วนั่งลงแทนอย่างถือวิสาสะ

จากนั้น...

ก็เงียบไป

ฉู่เกอได้แต่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ เหลือบตามองปลายนิ้วเรียวงามที่ค้างอยู่เหนือแป้นพิมพ์ นิ่งอยู่นานก็ยังไม่รู้จะพิมพ์อะไรออกมา

“นี่...คิดจะเขียนเองเหรอ?” ฉู่เกออดถามไม่ได้

ถ้าเป็นชิวอู๋จี้จริงๆ นางเอกมาเขียนเรื่องของตัวเองแบบนี้ก็น่าสนุกดีเหมือนกัน... ฉู่เกออยากเห็นว่าจะออกมาเป็นยังไง

ปากกาอยู่ในมือ เธอเขียนเอง!

ชิวอู๋จี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกดนิ้วลงบนแป้นพิมพ์

“ซี่ๆ...” พอร์ต USB มีเสียงไฟฟ้าประหลาดดังขึ้น

ชิวอู๋จี้ขมวดคิ้วแล้วชักมือกลับ

ฉู่เกอ: “...อย่าบอกนะว่าเธอกำลังฉีดพลังวิญญาณเข้าไปวิเคราะห์โครงสร้างของสมบัติวิเศษนี้...”

ชิวอู๋จี้: “...”

ตอนนี้ฉู่เกอเริ่มเชื่อแล้วว่านี่คือชิวอู๋จี้จริงๆ คนธรรมดาที่ไหนจะทำแบบนี้ได้?

หลังความเงียบอึดอัด ชิวอู๋จี้ก็เอ่ยขึ้นว่า “สมบัติวิเศษของเจ้ามันใช้ยังไง เหตุใดข้าสัมผัสกระแสพลังวิญญาณไม่ได้...ดูเหมือนพลังงานไฟฟ้าในนี้จะไม่เกี่ยวกับตัวอักษรของเจ้า แล้วเจ้าทำยังไงถึงใส่ตัวอักษรลงไปบนจอมณีนี้ได้?”

ฉู่เกอเกร็งหน้า

เรื่องนี้เขาอธิบายให้เธอฟังไม่ได้หรอก เขาเป็นแค่เด็กสายศิลป์...

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “เธออยากให้เขียนอะไร บอกมา ฉันจะเขียนให้”

เขาเองก็อยากทดสอบดูว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...ถ้าให้ “นางเอก” เป็นผู้ลิขิตชะตาตัวเอง เรื่องราวจะเปลี่ยนไปแบบไหน?

ชิวอู๋จี้หันมามองเขาอย่างแปลกใจ “เมื่อกี้เห็นเจ้ายังตื่นตระหนก สับสนอยู่ นี่กลับตั้งสติได้เร็วดีนี่”

ฉู่เกอยิ้มบาง “ใครโดนเอาดาบจ่อคอก็ตกใจทั้งนั้นล่ะ ฉันไม่ใช่พวกเซียนที่ผ่านสมรภูมิเลือดมาอย่างพวกเธอ ถ้าเธอเป็นชิวอู๋จี้จริงๆ น่ะนะ”

ชิวอู๋จี้ถาม “แล้วทำไมตอนนี้ไม่ตกใจแล้ว?”

“เพราะตกใจก็ไม่มีประโยชน์...ตอนนี้ฉันอยากรู้มากกว่าว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่” ฉู่เกอเอื้อมมือกดแป้นพิมพ์เช็กว่ายังใช้ได้ “เอาล่ะ บอกมา อยากให้ฉันเขียนอะไร”

ชิวอู๋จี้มองเขาอีกครั้ง ตอบทันที “เขียนว่าข้าบรรลุธรรมทะลวงฟ้า ทลายขีดจำกัดของสวรรค์มนุษย์”

“อันนี้คงไม่ได้ผลหรอก เพราะมันขัดแย้งกับโครงสร้างโลกนิยาย—อย่างเช่นอยู่ดีๆ จะให้มนุษย์ธรรมดาบรรลุเป็นเซียนขึ้นไปเลย มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้”

ชิวอู๋จี้เข้าใจที่ฉู่เกอพูด จึงหรี่ตา “ในโครงเรื่องของเจ้า ข้าบรรลุเป็นเซียนไม่ได้?”

สัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตเร้นลับจากชิวอู๋จี้ ฉู่เกอรีบอธิบาย “คือมันไม่ใช่จะบรรลุเป็นเซียนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยได้ เพราะข้างหน้ายังมีเนื้อหาของเธอในโลกนี้อีกเยอะ เกี่ยวโยงกับตัวละครอื่นๆ อีกมาก ถ้าอยู่ๆ นางเอกหายไป เรื่องก็พังหมด ต้องบอกว่า โลกของนิยายนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของตัวละคร มีฉู่เทียนเกอ ชิวอู๋จี้ ถึงจะมีโลกนี้ขึ้นมา”

ชิวอู๋จี้นิ่งไปพักหนึ่ง แต่ก็ยอมขยับออกไปเล็กน้อย ยืนยัน “เขียนตามที่ข้าบอก”

ฉู่เกอส่ายหัว นั่งลงและเริ่มพิมพ์ “...ชิวอู๋จี้เมื่อใจปลอดโปร่ง ก็พลันรู้สึกว่าประตูสวรรค์เปิดออก ความตั้งใจจะทะยานขึ้นสวรรค์เริ่มชัดเจน…เมฆดำก่อตัวขึ้น ฟ้าผ่าลงมา! มหาวิบัติแห่งสวรรค์!”

ชิวอู๋จี้หลับตารับรู้ไปสักพัก ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ได้ผล”

ฉู่เกอถอนหายใจ ยิ้มขำ “รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ผล ทุกอย่างต้องเป็นไปตามตรรกะของโลกในเรื่อง”

ชิวอู๋จี้เงยหน้าคิดครู่หนึ่ง พึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว “ข้าไม่เคยคิดเลยว่า ‘บิดาแห่งการสร้างโลก’ ของพวกเรา แท้จริงแล้วเป็นแค่บัณฑิตไร้เรี่ยวแรง โลกของเราก็เป็นเพียงแค่นิยาย...สุขทุกข์ของพวกเราขึ้นอยู่กับปลายปากกาของใครสักคน ชะตาชีวิตในอนาคตถูกกำหนดไว้หมดแล้ว...แม้แต่ความรู้สึกของข้า ก็เปลี่ยนไปตามปลายปากกานั้นตลอดเวลา...”

น้ำเสียงของชิวอู๋จี้ทั้งปลงตก ทั้งเหมือนเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่าง ฉู่เกอจ้องมองสีหน้าของเธอเงียบๆ คิดในใจ ถ้าเธอคือคนในนิยายจริง การได้รู้ความจริงแบบนี้ก็คงเจ็บปวดไม่น้อย อาจถึงขั้นเสียสติเลยก็ได้

แต่ถ้าเป็นชิวอู๋จี้ที่เขาเขียนไว้จริงๆ ด้วยความเด็ดเดี่ยวขนาดนั้น เธอไม่มีทางพัง เธอจะหาทางกลับมาเป็นฝ่ายควบคุมชะตาตัวเองแน่นอน...

แบบนี้ล่ะที่ถูกต้อง นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่หรือ?

พอเธอเริ่มตระหนักถึงความรู้สึกประหลาดที่มีต่อศิษย์คนหนึ่ง เธอก็รู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรง จากนั้นก็ไม่รู้ว่าอะไรกระตุ้นพลังบางอย่างจนเธอ “ทะลุออกมา” จากหนังสือได้...

ก็คงประมาณนั้น

พอมั่นใจแบบนั้น ความกลัวที่เคยมีตอนถูกดาบจ่อคอก็จางหายไป กลายเป็นความรู้สึกเอ็นดูและเห็นใจแบบแปลกๆ…รู้สึกยังไงดีนะ ก็เหมือนกับนี่คือตัวละครที่เขาสร้างเอง เหมือนเป็นลูกสาวคนหนึ่ง

สำหรับเขา มันก็แค่เรื่องเล่า จะมองว่าฝากอุดมคติทางวรรณกรรมไว้ก็ได้ หรือจะพูดตรงๆ ว่าเป็นเครื่องมือหาเงินก็ใช่

แต่สำหรับเธอ นี่คือทั้งชีวิตที่ถูกกำหนดโดยใครบางคน

ชิวอู๋จี้ขมวดคิ้วมองเขา จู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า “เจ้ากำลังสงสารข้า?”

ฉู่เกอเม้มปาก ไม่ตอบ แต่เปลี่ยนเรื่องพูดว่า “เธอว่าโชคชะตาทุกอย่างถูกควบคุมหมด มันก็ไม่ขนาดนั้นหรอก...อย่างที่ฉันไม่สามารถเขียนให้เธอบรรลุเป็นเซียนทันทีได้ เพราะทุกอย่างต้องสมเหตุสมผล สำหรับตัวละครหนึ่งๆ ทุกการกระทำ ทุกคำพูดต้องเป็นสิ่งที่คนนั้นจะทำ จะพูดจริงๆ อย่างมากก็แค่เลือกหนึ่งในทางเลือกที่ ‘ตัวเธอ’ จะเลือกเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอะไรที่ผิดจากบุคลิกตัวละคร”

เขาหยุดไปเล็กน้อย แล้วหัวเราะเบาๆ “มีคนเคยพูดว่า ตัวละครพอถูกเขียนออกมาแล้ว ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้แต่งจะควบคุมได้อีกต่อไป การที่เธอโผล่มาแบบนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด”

ชิวอู๋จี้จ้องเขานิ่งๆ ดวงตาคู่งามล้ำลึกดุจบ่อน้ำลึก ยากจะเดาความคิด เหมือนจะมองทะลุหัวใจ

นานพอสมควรจึงเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าหมายความว่า ข้าอาจจะรักผู้ชายคนนั้น เป็นการตัดสินใจของข้าเอง?”

สีหน้าฉู่เกอเขียวคล้ำ

แน่นอนว่าไม่ใช่ทางเลือกของเธอ ชิวอู๋จี้เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น จะให้มีใจหวั่นไหวกับศิษย์ใหม่ธรรมดาๆ ได้อย่างไร ความต่างมันห่างไกลเกิน

แต่ก็เพราะนี่คือนิยายแนวฮาเร็ม ถึงไม่มีเงื่อนไขก็ต้องสร้างให้มีขึ้นมา จุดขายก็คือการได้ผู้หญิงที่ไม่มีทางได้ในชีวิตจริง ไม่อย่างนั้นใครจะอ่าน!

แต่ผู้หญิงที่ไม่มีทางได้ ก็คือไม่ใช่สิ่งที่ชิวอู๋จี้จะเลือกเอง แบบนี้มันก็เหมือนผู้แต่งบังคับชะตาเธอ

จนเธอต้องหนีออกมาจากหนังสือนี่ไง!

ชิวอู๋จี้กล่าวเย็นชา “มันไม่มีทางเป็นสิ่งที่ข้าจะเลือก...ก็คือเจ้าก็ยังสามารถกำหนด ‘ความสมเหตุสมผล’ ในเรื่องได้ในระดับหนึ่ง”

ฉู่เกอถึงกับเสียดายที่เขียนให้เธอฉลาดขนาดนี้ ได้แต่เช็ดเหงื่อเย็นๆ “เอ่อ...ก็...พอจะกล้อมแกล้มได้...นิดหน่อยนะ...”

ชิวอู๋จี้กำลังจะพูดอะไรต่อ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

ฉู่เกอเห็นร่างของเธอเริ่มพร่ามัว เหมือนจากคนกลายเป็นวิญญาณโปร่งแสง

แล้วก็จางลงเรื่อยๆ เหมือนเงาฝัน สุดท้ายก็หายไป

เสียงสุดท้ายของเธอดังแว่วในอากาศ “ไม่ว่าเจ้าจะใช้วิธีไหน ข้าห้ามเขียนให้ข้ากับฉู่เทียนเกอมีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน ข้าจะออกมาได้เสมอ ถ้าเจ้ากล้าฝืนเขียน...เจ้าก็ไม่ต้องเขียนอะไรอีกต่อไป”

เสียงนั้นแผ่วเบา ก่อนจะเงียบลง...

ฉู่เกอมองห้องว่างเปล่า รู้สึกเหมือนฝันไปจริงๆ

จบบทที่ บทที่ 3 การดัดแปลงไม่ใช่การแต่งมั่ว

คัดลอกลิงก์แล้ว