- หน้าแรก
- เจ้าพ่อวรรณกรรมแห่งโตเกียว
- บทที่ 58 ดังเป็นพลุแตก
บทที่ 58 ดังเป็นพลุแตก
บทที่ 58 ดังเป็นพลุแตก
"ครับๆ ขอโทษด้วยครับ เดี๋ยวพวกเราจะรีบพิมพ์เพิ่ม…"
"ล็อตที่สามจะถูกส่งไปที่ร้านของท่านเร็วๆ นี้"
"ตอนนี้โรงพิมพ์กำลังทำงานกันอย่างเต็มที่…"
"ขายหมดอีกแล้วเหรอ?" คาวากุจิ ชินไม่อยากจะเชื่อ "นี่มันแค่กี่วันเอง?"
หกวัน หนึ่งแสนห้าหมื่นเล่มก็ขายหมดอีกครั้ง และดูเหมือนว่ากระแสของหนังสือเล่มนี้จะยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับไม่กี่วันก่อนหน้านี้ถือว่าเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว
ถึงกับมีนักวิจารณ์หนังสือคนหนึ่งคาดการณ์ว่า ก่อนหน้านี้โอกาสที่พระอาทิตย์เที่ยงคืนจะได้รับรางวัลคือ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ทำไมถึงพูดแบบนั้น? ไม่ใช่เพราะว่าพระอาทิตย์เที่ยงคืนขายไม่ดี แต่เป็นเพราะมันขายดีเกินไป
การต่อต้านตลาดเป็นโรคประจำตัวของรางวัลทางวิชาการศิลปะหลายๆ รางวัล เช่น ออสการ์ การที่จะให้พวกเขามอบรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมให้กับภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดนั้นยากยิ่งกว่าการฆ่าแม่ของพวกเขาซะอีก
แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นจะแข็งแกร่งอย่าง ‘อวตาร’ ที่สามารถกอบกู้ตลาดภาพยนตร์ที่ซบเซาในปีนั้นได้ก็ตาม
รางวัลนาโอกิก็มีโรคแบบนี้อยู่ไม่น้อยเช่นกัน หนังสือที่ดังเกินไป ขายดีเกินไป กลับจะลดโอกาสในการได้รับรางวัลของหนังสือเล่มนั้นลง
"พิมพ์เพิ่ม! พิมพ์เพิ่ม!" คาวากุจิ ชินรู้สึกตัวขึ้นมา จึงรีบสั่งการลูกน้องของเขา "ล็อตที่สาม… สามแสนเล่ม!"
"ครับ!"
พระอาทิตย์เที่ยงคืนดังเป็นพลุแตกจริงๆ แล้ว ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าจะขายได้กี่เล่ม แต่หนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของสำนักพิมพ์ชุนจูในปีนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ แล้ว
จะเห็นได้ว่า คดีฆาตกรรมแสงเหนือ 2 ที่เคยถูกคาดหวังไว้สูงนั้น แม้ว่าการพิมพ์ครั้งแรกจะขายหมดอย่างรวดเร็ว แต่ล็อตที่สองแสนห้าหมื่นเล่ม จนถึงตอนนี้ยังขายไม่หมดแม้แต่ครึ่ง และเมื่อมีประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ความเร็วในการขายหนังสือก็ยิ่งช้าลงเรื่อยๆ
แต่พระอาทิตย์เที่ยงคืนกลับได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้อ่าน และขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในชาร์ตขายดีของร้านหนังสือหลายแห่ง
"อิตางากิคุง!" คาวากุจิ ชินเรียก
"ครับ!"
"ติดต่อฟูจิวาระคุง จัดงานแจกลายเซ็นให้เขา! จัดที่ร้านหนังสือจุนคุโดก็แล้วกัน! ติดต่อผู้รับผิดชอบของร้านหนังสือล่วงหน้า แจ้งโรงพิมพ์ เร่งผลิตฉบับพิเศษ ฉบับสะสม ฉบับหรูหรา เพื่อให้สอดคล้องกับการขาย ส่วนเรื่องราคาค่อยตัดสินใจในที่ประชุม"
"ไม่มีปัญหาครับ!"
อิตางากิ คาซูฮิโกะรีบโทรศัพท์ไปทันที โอซาวะ เคียวกะกำลังใช้โทรศัพท์ของกองบรรณาธิการคุยกับนักเขียนอยู่ พอเห็นอิตางากิ คาซูฮิโกะบุกเข้ามา ก็รีบวางสายและยื่นโทรศัพท์ให้เขา
ช่วยไม่ได้ ก็ใครให้ผลงานที่เขารับผิดชอบมันดังขนาดนี้ล่ะ? ตอนนี้เรื่องทุกอย่างในกองบรรณาธิการต้องหลีกทางให้กับพระอาทิตย์เที่ยงคืน
สามแสนเล่มที่กองบรรณาธิการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่น่าขำสิ้นดี แต่ถ้าจะให้พวกเขาบอกว่ายอดขายสุดท้ายของพระอาทิตย์เที่ยงคืนจะเป็นเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครกล้าที่จะฟันธงได้อีกต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือมากกว่าสามแสนเล่มแน่นอน
อิตางากิ คาซูฮิโกะกดโทรศัพท์ แล้วรอให้ฟูจิวาระ เคย์โทรกลับมา
ไม่นานนัก โทรศัพท์ก็ดังขึ้น อิตางากิ คาซูฮิโกะรับสาย
"ฮัลโหล ฟูจิวาระคุง ผมเอง…"
หลังจากวางสาย โอซาวะ เคียวกะก็พูดด้วยความอิจฉาว่า "คุณอิตางากิ ไปขุดนักเขียนคนนี้มาจากไหนเหรอคะ? เขาจบจากคณะอักษรศาสตร์รึเปล่า? มีเพื่อนร่วมรุ่นหรือเพื่อนในชมรมบ้างไหม? แนะนำให้ฉันหน่อยสิคะ"
"ฮ่าๆ อัจฉริยะแบบนี้หาได้ยากนะ แล้วเขาก็ไม่ได้จบจากคณะอักษรศาสตร์ด้วย ตอนนี้เขาทำงานอยู่ที่สถานีโทรทัศน์ เคยดู ‘การสังเกตการณ์มนุษย์’ ไหม?"
โอซาวะ เคียวกะชะงักไป "เคยค่ะ"
"นั่นเป็นรายการที่เขารับผิดชอบการผลิต ได้ยินมาว่าเป็นผู้สร้างหลักด้วย แล้วปีนี้ก็เพิ่งจะอายุ 23 ปีเอง คนที่มีความสามารถมักจะเกินความคาดหมายของคนอื่นเสมอ"
โอซาวะ เคียวกะพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉาเล็กๆ ว่า "ถ้างั้นครั้งหน้านักเขียนของฉันออกหนังสือใหม่ คุณต้องช่วยเขียนคำแนะนำให้ฉันนะ"
"แน่นอนอยู่แล้ว!" อิตางากิ คาซูฮิโกะตบหน้าอกพูด
โอซาวะ เคียวกะยิ้มเล็กน้อย ถึงแม้ว่าเธอจะช่วยแนะนำพระอาทิตย์เที่ยงคืนให้กับมิยาโนะ มิกะ แต่เธอก็รู้ดีว่าที่หนังสือเล่มนี้สามารถดังได้ในตอนนี้นั้น ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากคุณภาพของนวนิยายเอง คำแนะนำของมิยาโนะ มิกะมีบทบาทเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็ถือเป็นบุญคุณ
เธอถือแก้วน้ำไปกดน้ำที่ตู้กดน้ำ เดินผ่านโต๊ะทำงานที่หนึ่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่กดดันและพลังงานความไม่พอใจที่ทำให้ขนลุกซู่ พอหันไปก็เห็นชิมาดะ โยจินนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขาด้วยสีหน้าซีดเผือด
เขาวางมือทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ เหมือนเด็กประถมที่กำลังนั่งเรียน ใบหน้าของเขาซีดเผือด ริมฝีปากก็ไม่มีสีเลือด ดวงตาทั้งสองข้างเหม่อลอยมองไปข้างหน้า
โอซาวะ เคียวกะก้มหน้าลงด้วยความสงสัย ก่อนที่จะถามอย่างระมัดระวังว่า "ชิมาดะคุง ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
ชิมาดะ โยจินหันมามองเธอด้วยสีหน้าทุกข์ระทม "ผมไม่เป็นไรครับ คุณโอซาวะ"
"ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ฉันเอาผลไม้มาด้วย จะทานหน่อยไหม?"
ชิมาดะ โยจินก้มหน้าลง ไม่สนใจเธออีก โอซาวะ เคียวกะก็ไม่พูดอะไรต่อ ถือแก้วน้ำเดินจากไป ในใจก็รู้สึกสงสารอยู่บ้าง คิดในใจ: ช่างเป็นเด็กที่โชคร้ายจริงๆ
จริงๆ แล้วข่าวลือได้แพร่กระจายไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่ากันว่าตอนแรกฟูจิวาระ เคย์ติดต่อชิมาดะ โยจินเรื่องพระอาทิตย์เที่ยงคืน แต่กลับถูกปฏิเสธ ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะมีปากเสียงกันด้วยเรื่องอะไรบางอย่าง ฟูจิวาระ เคย์จึงไปหาอิตางากิ คาซูฮิโกะแทน
แต่อิตางากิ คาซูฮิโกะกลับแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและสายตาที่เฉียบแหลมอย่างยิ่ง เขาเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้นิตยสารตีพิมพ์ผลงานแนวสังคมเรื่องนี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีผลงานแนวนี้ล้มเหลวไปแล้วก็ตาม หากล้มเหลวอีกครั้งก็คงจะถูกบริษัทส่งไปอยู่แผนกอื่น เรียกได้ว่าเป็นการเดิมพันอนาคตของตัวเองเลยทีเดียว
แต่ผลลัพธ์คือ เขาชนะเดิมพัน!
ดังนั้นตอนนี้ผู้บริหารระดับสูงต่างก็ชื่นชมอิตางากิ คาซูฮิโกะไม่ขาดปาก มองว่าเขามีความกล้าหาญ มีความเด็ดเดี่ยว เป็นผู้นำที่ดี เป็นเขาที่มองเห็นศักยภาพของแนวสังคมตั้งแต่เนิ่นๆ จึงได้ขุดค้นนักเขียนอย่างชิบะ เคตะขึ้นมา
ส่วนผลงานแนวสังคมที่ล้มเหลวไปก่อนหน้านี้น่ะเหรอ? นั่นมันเรื่องอะไรกัน? นั่นเป็นเพียงอุปสรรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้บนเส้นทางที่ถูกต้อง เป็นการลองผิดลองถูกที่จำเป็น ดูสิ ไม่ใช่ว่ามันออกผลแล้วเหรอ
ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มนั้นคงจะ…
ยอดขายของคดีฆาตกรรมแสงเหนือ 2 จากแนวโน้มแล้วดูเหมือนจะไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ อย่างน้อยๆ ก็คงจะสู้พระอาทิตย์เที่ยงคืนไม่ได้แล้ว
…...
ฟูจิวาระ เคย์วางสาย ในใจคิด: งานแจกลายเซ็นเหรอ?
ร้านหนังสือจุนคุโด? น่าจะอยู่ที่อิเคบุคุโระนะ?
(อิเคบุคุโระมีชื่อเสียงในด้านการเป็นย่านธุรกิจและการค้า เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งรวมวัฒนธรรมย่อย (subculture) และเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย - ผู้แปล)
วันนั้นดูเหมือนจะต้องไปทำงาน แต่ขอลาจากมิซูฮาระ ยูอิน่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะช่วงเปิดตัวหนังสือใหม่ การให้ความร่วมมือกับบรรณาธิการในการโปรโมทก็เป็นเรื่องสำคัญ
แล้วดูจากแนวโน้มแล้ว หนังสือพระอาทิตย์เที่ยงคืนก็ได้แสดงอานุภาพออกมาแล้ว ยอดขายสุดท้ายฟูจิวาระ เคย์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่หนึ่งล้านห้าแสนเล่มขึ้นไปโดยคำนวณจากระยะเวลาหนึ่งปี
ราคา 2,700 เยน และเมื่อคำนวณตามค่าลิขสิทธิ์ที่ฟูจิวาระ เคย์ตกลงไว้กับสำนักพิมพ์ชุนจูแล้ว ค่าลิขสิทธิ์ที่ได้รับสุดท้ายน่าจะอยู่ในระดับร้อยล้านเยน แค่หนังสือเล่มเดียวก็สามารถทำให้เขามีชีวิตที่สุขสบายไปตลอดชีวิตแล้ว
ตอนแรกที่เขาเข้าทำงานในสถานีโทรทัศน์ เขาก็มีความกังวลอยู่บ้างว่านวนิยายอาจจะขายไม่ดี แต่ตอนนี้ความกังวลนั้นได้หายไปแล้ว
ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นการเป็นนักเขียนเต็มตัว หรือทำสองอย่างควบคู่กันไป ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของเขาแล้ว
ว่าแล้วก็ การถ่ายทำรายการวาไรตี้อย่างเดียวก็ไม่ได้นะ ในญี่ปุ่น สถานะของรายการวาไรตี้ยังไม่สูงนัก แม้จะเป็นผู้สร้างหลักก็ตาม ถ้าจะทำงานในสถานีโทรทัศน์ต่อไป ก็ต้องทำละคร
ดูเหมือนว่าผู้อำนวยการฝ่ายวาไรตี้อย่างคุณฮายาชิจะเคยคุยกับมิซูฮาระ ยูอิแล้ว ให้พวกเขาถ่ายทำการสังเกตการณ์มนุษย์ภาคสองต่อไป ภาคสองแค่ถ่ายทำตามสไตล์ของภาคแรกก็พอแล้ว ไม่มีความยากลำบากในการสร้างสรรค์อะไร
มิซูฮาระ ยูอิก็คงไม่ใช่คนที่ชอบหากินกับของเก่าไปตลอดชีวิต เขาไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่มีความคิดที่จะทำละคร
ต้องหาโอกาสคุยกับเธอซะแล้ว