- หน้าแรก
- เจ้าพ่อวรรณกรรมแห่งโตเกียว
- บทที่ 57 ฟอรัมระเบิด
บทที่ 57 ฟอรัมระเบิด
บทที่ 57 ฟอรัมระเบิด
วันรุ่งขึ้น ริคาดะ นานาโกะเดินทางมาที่ชมรมวรรณกรรม สิ่งแรกที่เธอทำคือแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้กับเพื่อนๆ ของเธอ
"พวกเธอไปอ่านกันเถอะ เป็นหนังสือที่คุ้มค่าสุดๆ เลย! เรื่องราวของมันน่าตื่นเต้นเกินกว่าจะจินตนาการได้!"
ริคาดะแนะนำให้กับเพื่อนสนิทของเธออย่างกระตือรือร้น
เพื่อนสนิทของเธอ โองาตะ มาโยพูดขึ้นว่า "นี่ใครเขียนเหรอ ไม่เคยได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้เลย"
"เป็นผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ แต่สนุกจริงๆ นะ!" ริคาดะพูดอย่างไม่ยอมแพ้ ทันใดนั้นก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมา "แล้วนี่เป็นผลงานที่อาจารย์มิยาโนะ มิกะแนะนำให้เข้ารับรางวัลนาโอกิด้วยนะ"
"มิยาโนะ มิกะแนะนำเหรอ?" โองาตะ มาโยพูด "ถ้าอย่างนั้นก็ดูเหมือนจะน่าอ่านนะ"
โองาตะ มาโยเป็นแฟนคลับของมิยาโนะ มิกะ ผลงานที่มิยาโนะ มิกะแนะนำเธอก็ต้องลองอ่านดูอย่างแน่นอน
"แล้วหนังสือ ‘แสงเหนือ 2’ ล่ะ? เธออ่านรึยัง?" โองาตะ มาโยก็เป็นแฟนคลับของวาตานาเบะ อิเคชินเช่นกัน
ริคาดะ นานาโกะลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดว่า "ฉันว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย เทียบกับพระอาทิตย์เที่ยงคืนไม่ได้เลย"
"หา? ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ?" โองาตะ มาโยดูเหมือนจะผิดหวังเล็กน้อย
ริคาดะรีบปลอบใจเพื่อน "นี่เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของฉันนะ บางทีเธออาจจะชอบหนังสือเล่มนี้ก็ได้"
โองาตะ มาโยพยักหน้า ทันใดนั้นเธอก็หันไปเห็นรุ่นพี่ในชมรมคนหนึ่งกำลังอ่านหนังสืออยู่เช่นกัน พอตั้งใจดูก็พบว่าเป็น ‘พระอาทิตย์เที่ยงคืน’
"รุ่นพี่คะ กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่เหมือนกันเหรอคะ?" ริคาดะรีบถาม
รุ่นพี่หันกลับมา ดวงตาของเธอแดงก่ำ พยักหน้าแล้วพูดว่า "ฉันอ่านจบแล้ว นี่เป็นรอบที่สองแล้ว… นี่เป็นหนังสือที่ดีจริงๆ"
ริคาดะ นานาโกะพยักหน้าอย่างแรง "ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ในบรรดานวนิยายแนวสืบสวนสอบสวนทั้งหมดที่เคยอ่านมาหลายปีนี้ ฉันว่าเรื่องราวของพระอาทิตย์เที่ยงคืนซึ้งใจที่สุด…"
รุ่นพี่ดันแว่นของเธอ "ฉันอ่านรอบแรกก็ร้องไห้แล้ว พออ่านอีกครั้งก็ยังอดร้องไห้ไม่ได้เลย น้ำตาของฉันไหลเพื่อคิริฮาระ เรียวจิ ฉันอ่านรอบที่สองก็เพื่อเขา… ฉันอยากจะหาหลักฐานในทุกตัวอักษรว่ายูกิโฮะรักเขา"
"ยูกิโฮะรักเรียวจิจริงๆ เหรอ?"
รุ่นพี่พยักหน้า "ฉันว่าใช่"
โองาตะ มาโยมองทั้งสองคนที่กำลังถกเถียงกันอย่างร้อนแรง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตะลึง สองคนนี้บ้าไปแล้วเหรอ?
‘พระอาทิตย์เที่ยงคืน’ เป็นหนังสือแบบไหนกันแน่ ถึงได้มีมนต์สะกดขนาดนี้?
ฉันไปซื้อมาอ่านบ้างดีกว่า
หลังจากกลับถึงบ้าน ริคาดะ นานาโกะก็อดไม่ได้ที่จะเปิดคอมพิวเตอร์ เข้าสู่ฟอรัมออนไลน์ และเริ่มอ่านกระทู้สนทนาเกี่ยวกับ ‘พระอาทิตย์เที่ยงคืน’
ในเวลานี้ การสนทนาเกี่ยวกับพระอาทิตย์เที่ยงคืนในฟอรัมออนไลน์ก็เริ่มจะร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคาราซาวะ ยูกิโฮะกับคิริฮาระ เรียวจิที่เป็นประเด็นหลักในการสนทนาของพวกเขา
ยูกิโฮะเคยรักเรียวจิหรือไม่? รักมาโดยตลอด หรือเคยรัก? หรือว่าเธอเคยรักคนอื่น? เธอมีความรู้สึกที่เรียกว่ารักหรือไม่?
เธอเป็นคนเลวโดยกำเนิดหรือไม่? ประสบการณ์ถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กได้กระตุ้นความชั่วร้ายของเธอหรือไม่? หรือสร้างความชั่วร้ายของเธอขึ้นมา? หากชีวิตของเธอเป็นเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป เธอจะเป็นคนดีหรือไม่?
หลังจากนี้ยูกิโฮะจะเป็นอย่างไร? เธอจะถูกลงโทษตามกฎหมายหรือไม่? หรือจะยังคงเดินบนเส้นทางของหญิงชั่วร้ายต่อไป?
ชาวเน็ตที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ต่างก็แสดงความคิดเห็นของตนเองบนโลกออนไลน์ จนในที่สุดก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย เริ่มที่จะกีดกันฝ่ายตรงข้าม และบรรยากาศในฟอรัมก็เริ่มจะร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ
ริคาดะ นานาโกะก็ได้แสดงความคิดเห็นของเธอเช่นกัน เธอคิดว่ายูกิโฮะรักเรียวจิ ความรักของทั้งสองคนเป็นเพียงแค่ความรักที่อยู่เหนือกว่าความรักของชายหญิงทั่วไป แต่มันเป็นความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่า จุดนี้สามารถเห็นได้จากคำบรรยายของสารวัตรซาซาฮาระที่มีต่อทั้งสองคน เขากล่าวว่าทั้งสองคนเหมือนปลาบู่เหลืองกับกุ้งดีดขัน [1] คำบรรยายนี้ช่างเหมาะสมอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม กระทู้ความคิดเห็นนี้เพิ่งจะโพสต์ได้ไม่นานก็ถูกคนอื่นโต้แย้ง คำพูดที่อีกฝ่ายใช้โต้แย้งเธอนั้นไม่ค่อยจะสุภาพเท่าไหร่ ริคาดะไม่เก่งเรื่องการทะเลาะกับคนอื่น จึงกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรออกมา
และในขณะที่สงครามเกี่ยวกับพระอาทิตย์เที่ยงคืนบนโลกออนไลน์กำลังจะปะทุขึ้น กระทู้นิรนามกระทู้หนึ่งก็ได้ดึงดูดความสนใจของทุกคน และทำให้ความขัดแย้งสงบลงอย่างรวดเร็ว
"หลังจากอ่านพระอาทิตย์เที่ยงคืนฉันร้องไห้ทั้งคืนเลย เพราะฉันคือคาราซาวะ ยูกิโฮะในชีวิตจริง ฉันถูกพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดทางเพศตอนที่อยู่ชั้นประถม"
"แต่ฉันไม่มีเรียวจิที่คอยปกป้องฉันในค่ำคืนที่มืดมิด ไม่มีตำรวจดีๆ ที่คอยสืบหาความจริง และฉันก็ไม่มีความกล้าที่จะแก้แค้นคนอื่น"
"หลังจากที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมาหลายปี ฉันต้องพึ่งยานอนหลับถึงจะหลับลงได้ จริงๆ แล้วฉันไม่ได้หลับยาก แต่ฉันกลัวที่จะฝัน ฉันกลัวที่จะฝันถึงพ่อเลี้ยงของฉัน แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว แต่ฉันก็ยังกลัวว่าเขาจะฟื้นคืนชีพในความฝันของฉัน"
"ฉันอยากตาย ฉันอยากตายทุกเมื่อ แต่ฉันก็กลัวว่าถ้าตายไปแล้วจะไปเจอเขา"
"สำหรับฉันแล้ว พระอาทิตย์เที่ยงคืนเป็นความฝันที่สวยงามแต่ไม่เป็นจริง ฉันหวังว่าฉันจะสามารถกลายเป็นคาราซาวะ ยูกิโฮะได้ เพื่อให้โลกที่เคยทำร้ายฉันต้องชดใช้"
"แต่ก็ต้องยอมรับว่า การเป็นคนเลวก็ต้องใช้ความกล้าหาญและพรสวรรค์เช่นกัน และฉันไม่มีสิ่งเหล่านั้น ช่างน่าเสียดายจริงๆ นะ"
กระทู้ที่ถูกโพสต์ได้รับความสนใจอย่างมากในทันที มีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปลอบใจเธอ บางคนยังระบุตัวตนว่าเป็นนักจิตวิทยาและยินดีที่จะให้การบำบัดทางจิตแก่เด็กสาวที่น่าสงสารคนนี้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
กระทู้นี้ได้สร้างกระแสตอบรับอย่างมากในโลกออนไลน์ แม้ว่าในเวลานี้อิทธิพลของอินเทอร์เน็ตต่อโลกแห่งความจริงจะยังมีอยู่อย่างจำกัด แต่กระทู้นี้ก็ยังปรากฏในรายการหนึ่งของ NHK และประเด็นที่พูดคุยก็คือวิธีการปกป้องผู้เยาว์จากการถูกละเมิดทางเพศอย่างผิดกฎหมาย
หลังจากรายการออกอากาศก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ประโยคหนึ่งของพิธีกรในรายการได้ปลุกให้ทุกคนตื่นขึ้น
"ดูประเทศของเราสิ ยังมีคนที่ได้รับความเสียหายแบบนี้อีกมากมาย ในหมู่พวกเขามีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ แม่เลี้ยงเดี่ยว หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ บางครั้งก็มีผู้ชายด้วย ทำไมถึงยังมีคนได้รับความเสียหายแบบนี้อยู่เสมอ? ทำไมถึงยังมีสิ่งสกปรกที่ต้องการจะเข้าไปในร่างกายของคนอื่น? อุตสาหกรรมลามกอนาจารของประเทศเรามักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะทำให้เด็กเสียคน แต่พวกอาชญากรเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ใหญ่เหรอ? คนที่เช่าแผ่นหนังลามกในร้านเช่าแผ่นก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่เหรอ? แทนที่จะมานั่งคิดทั้งวันว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เด็กเสียคน ฉันกลับคิดว่าควรจะคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ผู้ใหญ่กลายเป็นคนเลวซะมากกว่า"
…...
"พระอาทิตย์เที่ยงคืนสี่หมื่นเล่มขายหมดแล้ว ต้องพิมพ์เพิ่ม!"
อิตางากิ คาซูฮิโกะพยายามระงับความตื่นเต้นในใจพร้อมกับพูดกับคาวากุจิ ชิน
คาวากุจิ ชินพูดว่า "ผมรู้แล้ว ได้แจ้งโรงพิมพ์ไปแล้ว เดี๋ยวล็อตที่สองก็จะออกมาเร็วๆ นี้"
"หัวหน้า ล็อตที่สองจะพิมพ์เท่าไหร่ครับ?"
คาวากุจิ ชินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "หนึ่งแสนห้าหมื่นเล่ม"
สีหน้าของอิตางากิ คาซูฮิโกะดูดีใจขึ้นมา เขานึกว่าล็อตที่สองจะพิมพ์ถึงหนึ่งแสนเล่มก็ถือว่าดีแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะพิมพ์ถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นเล่ม
แสดงว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจริงๆ!
"ทางร้านหนังสือได้เร่งรัดมาที่สำนักพิมพ์ของเราหลายครั้งแล้ว โทรศัพท์ของกองบรรณาธิการแทบจะระเบิดแล้ว" คาวากุจิ ชินบีบสันจมูกของเขาพูดขึ้น ดูเหมือนว่าจะรู้สึกเดือดร้อนอยู่บ้าง แต่จริงๆ แล้วความดีใจแทบจะซ่อนไว้ไม่อยู่แล้ว
"อิตางากิ ครั้งนี้นายทำได้ดีมาก" คาวากุจิ ชินหันมายิ้มให้กับอิตางากิ คาซูฮิโกะด้วยรอยยิ้มที่ชื่นชม
และในเวลานั้นเอง โอโนะ โชจิก็มองไปที่ชั้นหนังสือที่ว่างเปล่าด้วยความมึนงง
เมื่อเห็นว่าพระอาทิตย์เที่ยงคืนเล่มสุดท้ายก็ถูกซื้อไปแล้ว พนักงานก็พูดกับเขาด้วยความตื่นเต้นว่า "เถ้าแก่ เถ้าแก่มีสายตาที่เฉียบแหลมจริงๆ เลย ครั้งนี้คงจะทำเงินได้ไม่น้อยเลยนะครับ ทำไมเถ้าแก่ถึงรู้ว่าหนังสือเล่มนี้จะขายดีล่ะครับ?"
โอโนะ โชจิเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะบ่นพึมพำออกมาว่า "ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ… ฉันนึกว่าจะขาดทุนซะอีก…"
………
[1] ปลาบู่เหลืองและกุ้งดีดขัน คือความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ (ภาวะซิมไบโอติก) กุ้งดีดขันที่มีสายตาที่ไม่ดีนักจึงอาศัยปลาบู่เหลืองทำหน้าที่เฝ้าระวังภัยให้ โดยทั้งคู่จะหากินอยู่เฉพาะบริเวณปากโพรง เมื่อไหร่ที่ถูกคุกคาม ปลาบู่เหลืองจะใช้หางโบกสะบัดเพื่อเป็นการเตือนกุ้งให้รู้ และทั้งคู่จะมุดลงโพรงพร้อม ๆ กัน และปลาก็ได้รับประโยชน์จากกุ้ง โดยกุ้งจะทำหน้าที่ขุดโพรงและดูแลโพรงให้เป็นที่อยู่อาศัยและหลบภัย หากโพรงที่อยู่ถล่มลงมา กุ้งก็จะดมกลิ่นหาปลาบู่และช่วยนำออกมาจากโพรงที่ถล่มลงมาได้