เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่33:ดวงดาวแห่งความหวัง (ฟรี)

บทที่33:ดวงดาวแห่งความหวัง (ฟรี)

บทที่33:ดวงดาวแห่งความหวัง (ฟรี)


T.G.M: บทที่ 33 ดวงดาวแห่งความหวัง

แน่นอนว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ไม่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง

แม้ว่าเกาะมนุษย์เงือกจะเป็นอาณาเขตของมนุษย์เงือกและเงือกทั้งหลาย แต่พวกเขากลับไม่ได้มีอำนาจในการจำกัดการเดินทางของมนุษย์ที่เดินทางเข้ามาเลย

เหตุการณ์พ่อค้าทาสปลอมตัวเป็นเรือสินค้านั้นเกิดขึ้นบ่อยมาก พวกเขามาที่เกาะมนุษย์เงือกเพื่อลักพาตัวนางเงือกแล้วก็หลบหนีออกไปง่ายๆ

หลังจากได้ยินคำถามของไบร์ทราชาเนปจูนก็เงียบไปชั่วขณะก่อนจะลูบเคราของเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความลำบากใจ

"แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่เราไม่สามารถจับตาดูมนุษย์ทุกคนที่เข้ามาในเกาะมนุษย์เงือกตลอดเวลาได้"

เกาะมนุษย์เงือกนั่นเป็นจุดเชื่อมระหว่างแกรนด์ไลน์ทั้งสองส่วน เพราะมันคงมีไม่กี่คนหรอกที่จะสามารถขึ้นไปบนแมรีจัวส์ได้ ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่ต้องการเดินทางผ่านจากทั้งสองส่วนของแกรนด์ไลน์จึงสามารถใช้ได้แค่เส้นทางของเกาะมนุษย์เงือกเท่านั้น

มันหมายความว่าในแต่ละวันจะมีเรือเข้าเทียบท่าบนเกาะมนุษย์เงือกเป็นจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็นโจรสลัด เรือสินค้า หรือแม้แต่คนจากโลกใต้ดิน

ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างก็หลั่งไหลมาที่นี้ แล้วก็มีมนุษย์จำนวนไม่น้อยเลยที่เลือกตั้งรกรากอยู่บนเกาะมนุษย์เงือก

“อย่างน้อยคุณก็ควรเสริมกำลังในการจัดการการเข้าออกเกาะ..”

“ตรวจค้นเรือมนุษย์ทั้งขาเข้าและขาออกอย่างเคร่งครัด แค่นี้มันก็สามารถป้องกันเหตุการณ์ลักพาตัวและค้ามนุษย์บนเกาะมนุษย์เงือกได้ในระดับหนึ่งแล้ว”

ไบร์ทกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ

เมื่อวิเคราะห์จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้ว มันก็สามารถสรุปได้ว่าการจัดการการเข้าออกของเกาะมนุษย์เงือกนั้นหละหลวมเกินไป

เห็นได้ชัดว่าประเทศของพวกเขาเป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตย แต่กลับถูกปฏิบัติราวกับเป็นประเทศอาณานิคม

แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้เข้าใจยาก ภูมิประเทศของเกาะมนุษย์เงือกนั้นแตกต่างจากเกาะอื่นๆ บนท้องทะเล

สำหรับมนุษย์หากพวกเขาต้องการเข้าออกเกาะมนุษย์เงือกอย่างปลอดภัย พวกเขาสามารถทำได้แค่ผ่านทางประตูหลักเท่านั้นกล่าวคือ ตราบใดที่พวกเขาเฝ้าประตูหลักนี้เอาไว้ให้ดีเหตุการณ์ค้ามนุษย์ 99% จะไม่เกิดขึ้น

"เรื่องนั้นฉันเองก็รู้ดีแต่การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย.."

ราชาเนปจูนพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะกล่าวต่อออกมาว่า

"เกาะมนุษย์เงือกเชื่อมต่อกับส่วนหน้าและส่วนหลังของแกรนด์ไลน์ ทุกปีมีโจรสลัดจำนวนนับไม่ถ้วนเดินทางผ่านที่นี่เพื่อไปยังโลกใหม่คนพวกนั้นจะซื่อสัตย์และปล่อยให้เราตรวจสอบได้ยังไง?"

ไบร์ทที่ได้ยินก็ถึงกับคิ้วขมวด

"ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว,ตอนนี้มันไม่ได้เหมือนตอนที่ยุคสมัยแห่งโจรสลัดเพิ่งเริ่มลูกพี่จินเบเองก็เป็นเจ็ดเทพโจรสลัดแล้ว ต่อให้เป็นพวกโจรสลัดมนุษย์ก็ไม่ได้อยากจะเป็นศัตรูกับเจ็ดเทพโจรสลัดหรอกนะ.."

"โดยเฉพาะในใต้ท้องทะเลลึกแห่งนี้!"

ตอนที่เขาอ่านมังงะเมื่อชาติก่อนเขาไม่ได้คิดว่าเจ็ดเทพโจรสลัดนั้นยิ่งใหญ่อะไร แต่หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้เขาถึงได้รู้ว่าเจ็ดเทพโจรสลัดนั่นคือ ขุมกำลังสูงสุดรองจากจักรพรรดิโจรสลัดและพลเรือเอกแห่งกองทัพเรือเท่านั้น

เกาะมนุษย์เงือกอ่อนแอมากเมื่อเทียบกับรัฐบาลโลกและเหล่ากลุ่มโจรสลัดระดับจักรพรรดิในโลกใหม่

แต่หากมาเทียบกันในใต้ท้องทะเลลึกแห่งนี้ ต่อให้เป็นสัตว์ประหลาดอย่างไคโดและหนวดขาวพวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรเกาะมนุษย์เงือกได้

เพราะฉะนั้นตราบใดที่เกาะมนุษย์เงือกมีจุดยืนที่แข็งแรงพอพวกโจรสลัดก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้

"นั่นก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี"

ราชาเนปจูนเองก็เห็นด้วยและเขาก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญกับวิธีพูดซึ่งไร้ความเคารพของไบร์ทแม้แต่น้อย

"โอโตฮิเมะพูดเสมอว่าเราควรไว้ใจมนุษย์แต่.. ความไว้วางใจของเราไม่เคยได้รับการตอบแทนเลย"

ราชินีโอโตฮิเมะเป็นคนที่ดีมากแต่ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของเธอเลยก็คือ เธอไว้ใจมนุษย์มากเกินไป

“แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ยังมีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง”

“ไบร์ทคุณอาจไม่รู้แม้ว่าเราจะอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึก แต่เราก็ยังมีความต้องการหลายอย่างที่คล้ายกับมนุษย์บนท้องทะเล”

ราชาเนปจูนกล่าวออกมาอย่างจริงจัง

“เราไม่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้ด้วยตัวเราเอง ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งพาเรือสินค้า,เรือลักลอบขนสินค้า,หรือแม้แต่โจรสลัดและเหล่าอาชญากร”

“แถมเกาะของเราเองก็ขาดสินค้าที่น่าสนใจ ทำให้มนุษย์หลายคนจะค้าขายกับพวกเราเฉพาะในตอนที่พวกเขาผ่านทางมาเท่านั้น นี่คือวิธีที่เราใช้ในการซื้อสิ่งที่ต้องการและขายสินค้าของเรา”

“ถ้าเราทำอย่างที่คุณพูดงั้นเราควรจะทำอย่างไรกับการค้าขายพวกนี้? พวกเขาอาจเบื่อหน่ายเกินกว่าจะขึ้นมาเทียบท่าบนเกาะมนุษย์เงือกและหันไปเลือกใช้วิธีในการข้ามเรดไลน์แทนเลยก็เป็นได้?”

ไบร์ทรู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่าเกาะมนุษย์เงือกนั้นไม่ได้ร่ำรวย

แม้เกาะมนุษย์เงือกจะเป็นเกาะที่สวยงามเป็นอย่างมาก แต่ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันย่ำแย่ทำให้การขนส่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก อีกทั้งยังถูกเลือกปฏิบัติและต่อต้านจากมนุษย์ทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ บนเกาะแห่งนี้กลายเป็นเรื่องยาก

แม้แต่ในเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดก็ยังมีปัญหาเรื่องเด็กกำพร้าให้เห็นเป็นเรื่องปกติ ยังไม่พูดถึงบ้านเกิดของไบร์ทอย่างเขตมนุษย์เงือกซึ่งแทบทุกคนในสถานที่แห่งนั้นต่างก็เป็นคนว่างงาน

ถ้าการค้าขายกับมนุษย์ถูกตัดขาดเกาะแห่งนี้จะกลายเป็นยังไง?

ไบร์ทเข้าใจว่าปัญหาคือเรื่องของพลังอำนาจที่มีในมือ แต่สำหรับราชาเนปจูนสิ่งเหล่านั้นที่เขาพูดมาอาจเป็นปัญหาที่สำคัญกว่า

มันปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาที่ยุ่งยากมากจริงๆ

ท้ายที่สุดแล้วความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเกาะมนุษย์เงือกใต้ทะเลลึกนั้นก็อ่อนแอมาก

แม้แต่เรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างอาหาร,เสื้อผ้า,ที่อยู่อาศัย,และการขนส่งพวกเขาก็ยังไม่สามารถทำเองได้

เกาะมนุษย์เงือกนั้นขาดวัตถุดิบในการทำสิ่งทอมากจริงๆ ไม่อย่างงั้นนางเงือกก็คงไม่เลือกที่จะสวมใส่เปลือกหอยหรอกจริงไหม?

ยังไม่รวมพวกข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและยารักษาโรค

แม้จะมีเรือสินค้าที่ยอมเสี่ยงตายมาที่เกาะมนุษย์เงือกเพื่อค้าขาย แต่พวกเขาก็เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยคนส่วนใหญ่ก็แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

มันเป็นอย่างที่ราชาเนปจูนบอกเกาะมนุษย์เงือกไม่มีสินค้าที่น่าสนใจมากพอ

หากมีการนำนโยบายควบคุมการเข้าออกเกาะที่เข้มงวดมาใช้งานจริง มันจะต้องเกิดปัญหาแน่นอนเพราะคนที่เข้ามาทำการค้าขายส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่คนดีอยู่แล้ว

“เฮ้ออ!”

ไบร์ทอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

ความยากลำบากที่มนุษย์เงือกต้องเผชิญนั้นมันมหาศาลมากจริงๆ

"สิ่งนี้คือปัญหาที่เรากำลังเผชิญ"

“ถึงแม้จะไม่อยากยอบรับแต่.. เราเองก็อยู่ไม่ได้เช่นกันถ้าไม่มีมนุษย์”

จินเบกล่าวออกมาด้วยความลำบากใจ

“ไบร์ทฉันสัญญาว่าจะเก็บข้อเสนอแนะของคุณไปพิจารณาแน่นอน”

“และฉันจะไม่อยู่เฉยหลังจากที่เห็นผู้คนบนเกาะแห่งนี้ถูกทำร้าย!”

ราชาเนปจูนสัญญาออกมาด้วยความหนักแน่น

ข้อดีของประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรน้อยก็คือการแบ่งแยกระหว่างชนชั้นสูงและชนชั้นล่างนั้นมันแคบมาก

ราชาเนปจูนมีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้คนของเขาบนเกาะมนุษย์เงือกเป็นอย่างมาก

“แล้วคุณคิดยังไงกับคำเชิญของฉัน?”

ราชาเนปจูนมองมาที่ไบร์ทด้วยความคาดหวัง

เกาะมนุษย์เงือกนั้นมีคนที่มีพรสวรรค์อยู่เพียงแค่ไม่กี่คน ดังนั้นเมื่อจินเบกล่าวถึงดาวดวงใหม่ที่ปรากฏขึ้นมาบนเกาะมนุษย์เงือกเขาจึงมีความคิดว่าเขาควรจะฝึกฝนอีกฝ่ายอย่างเต็มที่

เมื่อคนเราถูกรังแกคนเราก็จะยิ่งสามัคคีกันมากขึ้น

“เรื่องนั้นไว้ค่อยว่ากันทีหลัง”

“ตอนนี้เป้าหมายหลักของผมคือการฝึก”

ไบร์ทไม่ได้ปฏิเสธออกไปตรงๆ

แน่นอนว่าการเป็นทหารระดับสูงของกองทัพเนปจูนมันจะทำให้เขาได้รับความสะดวกสบาย แต่สำหรับเขาการกลายเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงนั้นมันสำคัญกว่า

"ฉันเข้าใจดี”

“แม้จะไม่อยากพูด.. แต่ความแข็งแกร่งนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกใบนี้!”

ราชาเนปจูนยังคงไม่ท้อถอย

"ถ้าหากคุณต้องการเข้าร่วมกองทัพสามารถให้จินเบติดต่อมาหาฉันได้ทุกเมื่อ"

"สุดท้ายนี้ขอให้ฉันได้กล่าวขอบคุณคุณอีกครั้ง"

หลังจากกล่าวขอบคุณไบร์ทอย่างจริงใจราชาแห่งอาณาจักรริวงูผู้นี้ก็ได้จากไป

เพราะมันยังมีอีกหลายสิ่งที่เขาต้องจัดการจากเหตุจลาจลในครั้งนี้

"ไม่ต้องกังวลหรอกไบร์ท"

"ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง.. ประวัติศาสตร์หลายร้อยปีนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ"

จินเบเดินเข้ามาตบไหล่ของไบร์ท

ไบร์ทที่ได้ฟังก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่มนุษย์เงือกและเงือกจะได้รับอนาคตที่ดีกว่ามาอยู่ในมือ

"นายรีบกลับไปหาเชอร์รี่เถอะ"

"เธอคงจะเป็นห่วงนายมากส่วนพวกอารองและคนอื่นๆ ปล่อยให้ฉันดูแลเอง"

จินเบกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม

"เข้าใจแล้วลูกพี่จินเบ"

ไบร์ทไม่คิดที่จะปฏิเสธ

แม้ว่าเขาจะไม่คิดว่าเชอร์รี่จะเป็นห่วงก็ตาม

เพราะเธอคงอ่านบทสรุปของเรื่องนี้ไปแล้ว

………..

ในขณะเดินทางกลับไปยังร้านเมอร์เมดคาเฟ่ไบร์ทก็เริ่มใช้ความคิดอยู่กับตัวเอง

‘ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของเกาะมนุษย์เงือก มันจำเป็นต้องย้ายที่ตั้งจากใต้ทะเลไปยังบนผิวน้ำจริงๆ งั้นหรอ?’

มันปฏิเสธไม่ได้เพราะถ้าย้ายขึ้นไปข้างบนพวกเขาก็จะมีเสบียงมากพอและรวมไปถึงทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์!

‘ใต้ทะเลนั้นขาดแคลนทรัพยากร—‘

‘เดี๋ยวก่อนนะ.. ขาดแคลนทรัพยากรงั้นหรอ?’

ไบร์ทดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

‘ใต้ทะเลเนี่ยหน่ะขาดแคลนทรัพยากร?’

‘อัจฉริยะตัวไหนมันเป็นคนคิดเรื่องนี้ขึ้นมา?!’

‘ฉันเองก็เกือบพลาดเรื่องนี้ไปซะได้!’

ทันใดนั้นรอยยิ้มก็ได้ปรากฏขึ้นมาบนมุมปากของไบร์ท

‘ถ้าเป็นแบบนี้ปัญหานี้ก็คลี่คลายเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?’

ไบร์ทเดินกลับไปยังเมอร์เมดคาเฟ่ด้วยความตื่นเต้น

"เชอร์รี่,ฉันกลับมาแล้ว!"

ไบร์ทผลักประตูออกและก้าวเท้าเข้ามาในร้าน

"ขอบคุณที่สุดเลยนาน่า!"

ทันทีที่ไบร์ทก้าวเข้ามาเขาก็ได้เห็นฉากที่หนูน้อยนาน่ากำลังยืนอยู่บนโต๊ะเท้าเอวและยื่นหน้าออกมาด้วยความภาคภูมิใจ

นางเงือกสาวทั้งหลายต่างก็กำลังล้อมรอบโต๊ะของเธอโดยมีอาหารทุกชนิดถืออยู่ในมือ

นางเงือกทุกคนต่างก็มีรอยยิ้มที่สดใสประดับอยู่บนใบหน้า

"ใช่แล้ว,ครั้งนี้ต้องขอบคุณนาน่ามากจริงๆ"

"ถ้าไม่มีนาน่าพวกพี่สาวก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงแล้ว"

"นาน่าช่วยชีวิตเราไว้.. เก่งที่สุดเลย!"

‘พวกเธอคือนางเงือกที่ถูกจับตัวไปสินะ?’

หลังจากได้รับคำขอบคุณจมูกของหนูน้อยก็แทบจะชี้ขึ้นไปบนฟ้าอยู่แล้ว แถมเธอยังกินอาหารในมือของเหล่าพี่สาวนางเงือกอย่างไม่ลังเล

“อย่าตามใจเธอมากนัก”

คุณมิเรียมที่อยู่ยืนอยู่ข้างๆ กล่าวออกมาอย่างจนปัญญา

“แต่นาน่าเป็นผู้มีพระคุณของพวกเรานะ”

นางเงือกสาวคนหนึ่งหันมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม

“ใช่,ถ้าไม่มีนาน่าพวกเราก็ไม่รู้จริงๆ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา!”

นางเงือกสาวอีกคนกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มจางๆ ราวกับว่าความกลัวที่เธอได้รับนั้นยังไม่หายไป

“ดูเหมือนว่านาน่าจะได้ทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่เข้าให้แล้วสินะ”

ไบร์ทเดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วพูดกับเชอร์รี่

“ใช่,มันยิ่งใหญ่มากจริงๆ..”

“รวมถึงนายด้วย”

เชอร์รี่ได้เงยหน้าขึ้นมามองไบร์ท

ไบร์ทยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน

เมื่อมองไปยังใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของเหล่านางเงือก มันก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนพวกเธอจะต้องรู้สึกหวาดกลัวมากแค่ไหน

แม้พวกเธอจะได้รับการช่วยเหลือทันเวลา แต่ไบร์ทก็อดคิดไม่ได้ว่าในอดีตหรือแม้แต่ในอนาคตจะมีอีกกี่คนที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ

“ไบร์ทนายไม่จำเป็นต้องกังวลแค่ทำในสิ่งที่อยากทำก็พอ”

“ฉันจะคอยเฝ้ามองนายจากข้างหลังเสมอ”

ไบร์ทจดจำทุกคำพูดของเชอร์รี่ไว้ในใจ

…….…

เขตมนุษย์เงือก

หลังจากได้รับการรักษาจากอลาดินอาการบาดเจ็บของอารองและพวกก็ดีขึ้นมาก แต่บ้านของอารองไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป

ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันว่าจะไปอยู่ไหนกันข้างนอกบ้าน มันก็ได้มีมนุษย์เงือกกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขา

“ลูกพี่อารองเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น?! ทำไมที่นี้มันถึงได้ดูเละเทะวุ่นวายขนาดนี้?! แล้วสายฟ้าที่ผ่าลงมาจากบนฟ้านั่นมันอะไรกัน?! แล้วทำไมราชาเนปจูนถึงต้องมาที่นี้ด้วย?!”

มนุษย์เงือกเหล่านี้ไม่รู้ว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

แต่ในตอนนั้นเองอารองก็ได้ฉีกยิ้มกว้างออกมา

“ฮ่าๆ ๆ ๆ,สายฟ้านั่นคือเสียงประกาศการถือกำเนิดของดวงดาวแห่งความหวังของเกาะมนุษย์เงือก!”

“เอ่อ.. ดวงดาวแห่งความหวัง?”

อ่านก่อนใครได้ที่เพจ The Soul Purchasing Pirate แปลไทย

วันพีช : ระบบครอบครองวิญญาณในโลกโจรสลัด(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่33:ดวงดาวแห่งความหวัง (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว