- หน้าแรก
- วันพีช : ยุคสมัยของมนุษย์เงือก
- บทที่25:การฝึก (ฟรี)
บทที่25:การฝึก (ฟรี)
บทที่25:การฝึก (ฟรี)
T.G.M: บทที่ 25 การฝึก
“มาพักกันก่อนเถอะ”
จินเบคลายหมัดและขยับข้อมือ
“ใกล้ได้เวลาแล้วเรามากินข้าวเที่ยงกันก่อนดีกว่าแล้วค่อยมาฝึกฮาคิสังเกตกันต่อตอนบ่าย”
“ฉันวางแผนว่าให้นายฝึกฮาคิเกราะก่อนแล้วค่อยเริ่มฝึกฮาคิสังเกต เพราะฮาคิเกราะนั้นกินแรงเยอะมาก”
ไบร์ทนั้นกำลังนอนหอบหายใจอยู่บนพื้น
ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำที่ดูน่ากลัว
ตามที่ลูกพี่จินเบบอกไว้ฮาคิจะพัฒนาขึ้นในระหว่างการต่อสู้
ยิ่งคู่ต่อสู้แข็งแกร่งมากเท่าไหร่การต่อสู้ก็ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น และมันก็จะยิ่งสามารถส่งเสริมการพัฒนาฮาคิได้ดียิ่งขึ้น
กระบวนการนี้คือขั้นตอนในการปลุกพลังฮาคิเบื้องต้น
ผลก็คือในขณะที่จินเบกำลังซัดไบร์ทเขาก็ได้บีบให้ไบร์ทต้องพยายามอย่างหนักในการค้นหาฮาคิที่ซ่อนลึกอยู่ภายในร่างกายของเขา
แน่นอนว่าจินเบได้ยั้งมือแล้วแต่ถึงอย่างนั้นไบร์ทก็ยังน่วมอยู่ดี
“ตอนนี้ร่างกายของนายเพลียมามากแล้ว ถ้านายยังฝึกด้วยความเข้มข้นระดับนี้ต่อในตอนบ่ายนายอาจหมดแรงเอาได้ง่ายๆ เพราะงั้นเปลี่ยนไปฝึกแบบเบาๆ ดีกว่า”
จินเบกล่าวแนะนำออกมา
‘แบบนั้นก็โอเคนะ’
ไบร์ทอยากจะพูดสิ่งที่อยู่ในหัวออกไปมาก
แต่เขาก็ยังพอมีแรงเหลืออยู่และร่างกายของเขาเองก็กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
‘ไม่เป็นไร,ยังไงผลของฮาคิสังเกตมันก็ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าฮาคิเกราะ’
“ไปกินข้าวกันเถอะ”
จินเบกำลังเดินเข้ามาเพื่อช่วยไบร์ทให้ลุกขึ้น
“ไม่จำเป็นลูกพี่จินเบ”
ไบร์ทได้ยืนขึ้นมาด้วยขาที่สั่นเทาหลังจากนั้นก็เดินไปที่ด้านข้างของถุงใบใหญ่ที่เขาพกมา
“ผมเอาข้าวกล่องมาด้วย”
เมื่อเปิดถุงออกก็จะพบกับกล่องข้าวขนาดใหญ่สองกล่องอยู่ภายใน
ไบร์ทได้หยิบกล่องข้าวกล่องหนึ่งออกมาและยื่นให้กับจินเบ
“มีสำหรับคุณด้วยนะลูกพี่จินเบ”
“ฮะ?”
จินเบรับมาด้วยความประหลาดใจ
“มีอาหารอยู่ในถุงนั้นงั้นหรอ? แต่ไบร์ทฉันไม่เห็นเคยรู้มาก่อนเลยว่านายทำอาหารได้”
แต่ทันใดนั้นเองดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาด้วยความเข้าใจ
“อ๋อ! ฉันรู้แล้วเป็นเชอร์รี่ใช่ไหม?”
“ถ้าพูดกันตามจริงแล้วก็ควรจะเป็นเชฟในร้านของเชอร์รี่มากกว่า”
ไบร์ทนั่งลงและเปิดข้าวกล่องออกมา
อาหารที่อยู่ภายในนั้นเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน
สิ่งนี้คือสิ่งที่เชอร์รี่เตรียมไว้ให้เขาก่อนที่เขาจะออกมาในตอนเช้า
จินเบเดินเข้ามาแล้วนั่งลงตรงข้ามไบร์ทก่อนจะเปิดกล่องข้าวและกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มว่า
"เมอร์เมดคาเฟ่ของเชอร์รี่มีชื่อเสียงมาก.. ครั้งนี้ฉันต้องขอบคุณนายจริงๆ สำหรับอาหารมื้อนี้"
"แต่ว่า.."
"เรื่องของอารองจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของนายกับเชอร์รี่ใช่ไหม?"
จินเบกล่าวออกมาด้วยความกังวล
สำหรับเรื่องนี้จินเบรู้สึกว่าเขามีส่วนผิด พอมาคิดดูแล้วเขาก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าการปล่อยให้ไบร์ทเป็นคนจัดการเรื่องนี้มันเป็นความคิดที่ดีจริงๆ หรือเปล่า?
ไบร์ทกับอารองนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีมากและมันดูจะไม่เป็นปัญหาถ้าปล่อยให้เขาเป็นคนโน้มน้าวอารอง
แต่ถ้าไบร์ทจัดการเรื่องนี้ได้แล้วเขาจะยังมองหน้าเชอร์รี่ได้เหมือนเดิมหรือเปล่า? เพราะไม่ว่ายังไงเชอร์รี่ก็เป็นน้องสาวของอารอง
“อย่ากังวลไปเลยลูกพี่จินเบ”
ไบร์ทพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มแปลกๆ ออกมา
“ตอนแรกผมก็ลังเลเหมือนกันว่าจะจัดการกับลูกพี่อารองยังไงดี.. สุดท้ายก็เป็นเชอร์รี่ที่บอกให้ผมจัดการเรื่องนี้ซะ”
“ฮะ?”
ตะเกียบในมือของจินเบถึงกับแข็งค้าง
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเขาสองคนเป็นพี่น้องกันจริงๆ”
แม้เชอร์รี่จะเติบโตมากับอารองแต่บุคลิกของเธอแตกต่างจากพี่ชายโดยสิ้นเชิง
“ลูกพี่จินเบช่วงนี้ลูกพี่อารองเป็นไงบ้าง?”
ไบร์ทได้กล่าวถามออกมา
“ผู้ชายคนนั้นเงียบเกินคาด”
“ฉันเตรียมใจไว้แล้วว่าหมอนั้นจะต้องสู้ตายแน่เมื่อคืนฉันก็เลยส่งคนไปเฝ้าบ้านเขาไว้”
จินเบกล่าวตอบอย่างรวดเร็ว
“แต่แปลกมากเขาไม่คิดแม้แต่จะออกมาข้างนอกด้วยซ้ำ”
“เป็นแบบนั้นเองเหรอ?”
ไบร์ทพยักหน้าอย่างเข้าใจ
"บางทีสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อวานอาจจะได้ผลก็ได้"
"ยังไงก็ตามการที่อารองเข้าใจก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่ากังวล.."
จินเบได้กล่าวเสริมออกมาอีกครั้ง
"พวกลูกน้องของอารองดูจะไม่ค่อยพอใจนายสักเท่าไหร่ พวกเขาได้ออกมาพูดจาแย่ๆ เกี่ยวกับนายไปทั่วเขตมนุษย์เงือก"
"ฉันเองก็ส่งคนไปหยุดพวกเขาแล้วแต่เกรงว่ามันอาจมีกลุ่มคนที่ได้รับอิทธิพลจากคำพูดของพวกนั้นเข้า"
"ไม่เป็นไรหรอก"
ไบร์ทกินข้าวและกล่าวปัดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
"ผมจะไปทำให้ทุกคนพอใจในตัวผมได้ยังไง?"
จินเบเองก็เข้าใจในสิ่งที่ไบร์ทพูด
"แต่นายไม่จำเป็นต้องไปกังวลเรื่องที่เกิดขึ้นในเขตมนุษย์เงือกหรอก ปล่อยเรื่องพวกนั้นให้ฉันจัดการเอง"
จินเบนั้นเป็นลูกพี่ที่น่าเชื่อถือจริงๆ! หลังจากพักกินข้าวกันไปได้สักพักการฝึกภาคบ่ายก็เริ่มขึ้น
"ฮาคิสังเกตคือพลังแห่งการได้ยินหรือการรับรู้งั้นหรอ?"
"เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะมันก็เหมือนๆ กันหมดอยู่แล้ว"
จินเบกำลังบิดคอไปมาเพื่อคลายเส้น
ในตอนนั้นเองเขาก็ได้หยิบผ้าขนหนูออกมาแล้วม้วนมันเป็นเส้นอย่างระมัดระวัง
“โอเค,ไบร์ทนายพร้อมแล้วหรือยัง?”
“เข้ามาได้เลย!”
ไบร์ทขานรับด้วยสีหน้าจริงจัง
หลังจากนั้นไบร์ทก็ได้ยืนนิ่งอยู่กับที่โดยมีผ้าปิดตาไว้ ส่วนจินเบก็ได้มายืนอยู่ข้างหลังไบร์ทโดยมีปะการังที่เพิ่งหักออกมาอยู่ในมือ
“อย่าลืมหลบให้ดีล่ะไบรท์!”
“ฟุบบ!”
“ปัง!”
“อ๊ะ!”
ลูกพี่จินเบพูดถูกการฝึกฮาคิสังเกตนั้นประหยัดพลังงานกว่าการฝึกฮาคิเกราะมาก
เพราะเขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยแค่ยืนอยู่เฉยๆ แล้วหลบการโจมตีที่เข้ามาเท่านั้น
ปัญหาเดียวก็คือมันค่อนข้างเจ็บนิดหน่อย
การฝึกฮาคิสังเกตกินเวลาอยู่หลายชั่วโมงก่อนที่จินเบจะหยุดมือ
"เราจะฝึกแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่านายจะสามารถดึงฮาคิออกมาได้สำเร็จ"
"นายโอเคใช่ไหมไบร์ท?"
จินเบกล่าวถามออกมา
"ไม่มีปัญหาลูกพี่จินเบ"
ไบร์ทซึ่งนั่งอยู่บนพื้นได้ยกมือขวาขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะยกนิ้วโป้งขึ้น
"ดีมาก! ถ้านายมีความมุ่งมั่นขนาดนี้ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล!"
จินเบยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
"นายพักพอแล้วหรือยัง? ขั้นตอนต่อไปเราจะฝึกศิลปะการต่อสู้ของพวกเรามนุษย์เงือก! ซึ่งก็คือเทคนิคการควบคุมน้ำที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นบนเกาะมนุษย์เงือกของเรา มันสามารถมอบพลังที่ยิ่งใหญ่ในการต่อสู้ใต้น้ำได้แม้ว่าจะเป็นบนบกพลังของมันก็ไม่อ่อนแอแน่นอน!"
“นายได้ฝึกฝนทั้งคาราเต้มนุษย์เงือกและยิวยิตสูมนุษย์เงือกจนสำเร็จแล้ว แต่มันก็ยังห่างไกลจากความสามารถของปรมาจารย์ตัวจริง”
ไบร์ทสูดหายใจเข้าจากนั้นก็ลุกขึ้นมา
“งั้นเรามาต่อกันเลยเถอะ”
แผนการฝึกของลูกพี่จินเบได้รับการจัดเตรียมไว้อย่างเหมาะสม หลังจากฝึกไปสองรอบร่างกายของไบร์ทก็เหนื่อยล้าเป็นอย่างมากและเกือบจะใช้พลังงานที่สะสมไว้ไปจนหมด
ดังนั้นการฝึกศิลปะการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงง่ายกว่าการฝึกก่อนหน้านั้นมาก
การฝึกในครั้งนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างจินเบและไบร์ท โดยที่จินเบจะเป็นฝ่ายชี้แนะข้อบกพร่องในการเคลื่อนไหวของไบร์ท
แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดของคาราเต้มนุษย์เงือกนั้นต้องใช้งานประสานกับน้ำและจินเบก็กำลังมุ่งเน้นไปที่จุดนี้
วิธีในการใช้พลังน้ำเพื่อระเบิดพลังที่แข็งแกร่งที่สุด
การฝึกฝนเลยผ่านไปอย่างช้าๆ ก่อนจะรู้ตัวแสงสว่างจากต้นอีฟก็เริ่มบางเบาลงแล้ว
หลังจากกล่าวลาลูกพี่จินเบเรียบร้อยแล้ว ไบร์ทก็เดินทางไปกินข้าวเย็นที่บ้านของนายจ้างเขา
เมอร์เมดคาเฟ่นั้นยังไม่ปิดหรือจะพูดให้ถูกคือช่วงเวลาอาหารเย็นเป็นช่วงเวลาทองของร้าน
แม้ว่าชื่อร้านจะมีคำว่าคาเฟ่ติดอยู่แต่ที่จริงแล้วร้านนี้ควรถือเป็นร้านอาหารมากกว่า
เมื่อไบร์ทผลักประตูและเดินเข้ามาเขาก็ได้พบกับบรรยากาศที่ครึกครื้นภายในร้าน
"กิจการดีจังเลยนะ"
ไบร์ทได้เดินไปยังเคาน์เตอร์แล้วโน้มตัวมามองเชอร์รี่ที่กำลังยุ่งอยู่กับการนับเงิน
"ฮืม?"
“โอ้!,ถ้าอยากจะมาขอข้าวกินช่วยเชิญไปที่ประตูหลังด้วยคุณขอทาน”
เชอร์รี่เงยหน้าขึ้นมามองไบร์ทก่อนจะกล่าวเหน็บแนมออกมา
“พูดแรงไปไหมเนี่ย!”
“วันนี้ฉันลำบากมากเลยนะ”
ไบร์ทถึงกับจนปัญญาสภาพของเขาตอนนี้มันเหมือนขอทานมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่สกปรกหรือใบหน้าที่ฟกช้ำก็ดี
“ใช่แล้ว,มาดามเชอร์รี่คุณใจร้ายเกินไปหน่อยนะ”
เสียงที่เต็มไปด้วยความขบขันได้ดังมาจากด้านหลังของไบร์ท
เมื่อไบร์ทหันกลับไปมองเขาก็พบกับนางเงือกสาวแสนสวยหลายคนที่กำลังล้อมรอบเขาอยู่
‘ใกล้เกินไปแล้ว!’
ไบร์ทเงยหน้าขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมที่ลอยเข้ามาในจมูก
“เขาคือเด็กผู้ชายที่มาดามเชอร์รี่พูดถึงใช่หรือเปล่า? เขาดูน่าสงสารมากเลยเหมือนกับลูกหมาตัวน้อย”
“เธอเคยเห็นลูกหมาของจริงตั้งแต่เมื่อไหร่? ถึงแม้ว่าเนื้อตัวเขาจะมอมแมมแต่ถ้าลองมองดูดีๆ เขาก็หล่อมากจนน่าประหลาดใจเลยนะ”
"หนุ่มหล่ออยากลองเดทกับพี่สาวดูไหม?"
เหล่านางเงือกสาวต่างพากันหัวเราะด้วยความสนุกสนาน ส่วนไบร์ทเขากำลังหันหน้าไปหาเชอร์รี่
ใบหน้าของเชอร์รี่ตอนนี้ดูมืดมนมาก
"ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน.. พวกเธออยากโดนหักเงินเดือนงั้นหรอ?!"
"เชอร์รี่น่ากลัว!"
"อย่ากังวลเลยเชอร์รี่เราไม่ขโมยของรักของคนอื่นหรอกนะ"
เหล่านางเงือกสาวแสดงท่าทีหวาดกลัวออกมา แต่บนใบหน้าของพวกเธอกลับประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม
"หนุ่มหล่อต้องรู้จักระวังไว้ด้วยนะเพราะเวลาโกรธเชอร์รี่น่ากลัวมาก!"
"ใช่! เธอชอบขู่จะหักเงินเดือนพวกเราอยู่บ่อยๆ"
"ไว้มาคุยกันต่อทีหลังนะหนุ่มหล่อพอดีพวกพี่สาวต้องกลับไปทำงานก่อน"
ใบหน้าของเชอร์รี่มืดมนลงทุกขณะจนกระทั่งนางเงือกสาวเหล่านั้นกลับไปทำงานของพวกเธอพร้อมกับรอยยิ้ม
"เป็นกลุ่มที่มีชีวิตชีวาดีจริงๆ"
ไบร์ทเผลอกล่าวชมออกมาโดยไม่รู้ตัว
‘คงเป็นเพราะพวกเธอมีชีวิตชีวาและงดงามผู้คนถึงได้อยากจะจับพวกเธอใส่ไว้ในตู้ปลาอยู่เสมอ’
"ดีขนาดนั้นเลยเหรอ?"
คิ้วของเชอร์รี่ขมวดขึ้นมาเล็กน้อย
"เสียแต่พวกเธอเสียงดังไปหน่อย"
ไบร์ทพูดออกมาอย่างใจเย็น
"ฮึ!"
ปากของเชอร์รี่กระตุกเล็กน้อย
"นาน่า! ไปขอให้คุณแม่ทำอาหารเย็นให้ผู้ชายคนนี้หน่อยสิ"
"โอเค,พี่สาวเชอร์รี่!"
นางเงือกสาวได้ยกมือขวาขึ้นมาอย่างมีความสุขและตอบกลับเชอร์รี่เสียงดังหลังจากนั้นก็ลอยเข้าไปในครัว
นางเงือกสาวคนนั้นมีผมสีทองซึ่งถูกรวบไว้เป็นหางม้าสั้นๆ สองข้าง เมื่อเธอเคลื่อนไหวหางม้าก็จะโบกสะบัดขึ้นลงไปมาดูน่ารักน่าชังเป็นอย่างมาก
เพียงแต่ว่า…
"เด็กคนนั้นน่าจะอายุประมาณ 10 ขวบเองไม่ใช่เหรอ?"
ทันใดนั้นไบร์ทก็ได้หันมามองเชอร์รี่
"เชอร์รี่นี้เธอใช้แรงงานเด็กงั้นหรอ?"
เชอร์รี่กลอกตาด้วยความหงุดหงิด
"นาน่าเป็นลูกสาวของมิเรียมและเธอก็เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวดังนั้นเธอจึงพานาน่ามาเล่นที่นี่"
"เป็นแบบนั้นเองเหรอ?"
ไบร์ทพยักหน้าเข้าใจ
หลังจากนั่งคุยกับเชอร์รี่ที่เคาน์เตอร์สักพักคุณมิเรียมก็ออกมาจากครัวพร้อมกับเข็นรถเข็นอาหารออกมา
"ขอโทษที่ทำให้รอนาน,มาดามเชอร์รี่ได้สั่งอาหารจานพิเศษที่มีขนาดใหญ่พิเศษมาเพื่อคุณโดยเฉพาะเพราะงั้นเชิญรับประทานให้อร่อย"
“ไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ว่ามันพิเศษ”
เชอร์รี่พูดโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา
“โอ้ว! ฉันเผลอพูดออกไปเหรอเนี่ย?”
มิเรียมเอามือปิดปากเพื่อปกปิดรอยยิ้ม
“ถ้างั้นเชิญเพลิดเพลินกับมื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการซึ่งเชอร์รี่ไม่ได้สั่งเอาไว้เป็นพิเศษนี้ได้เลย”
‘ดูเหมือนเชอร์รี่จะอยู่กับกลุ่มคนที่น่าสนใจมากเลยนะเนี่ย’
ไบร์ทที่ได้ฟังทั้งหมดนั้นอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“ฉันขอเพลิดเพลินกับมันเลยแล้วกัน”
พูดจบไบร์ทก็ได้ย้ายอาหารไปไว้บนโต๊ะและเริ่มลงมือทานมื้อเย็นของเขา
หลังจากกินไปได้ไม่กี่คำไบร์ทก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่กำลังมองมาที่เขาไม่วางตา
เขาได้เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะสังเกตเห็นหัวเล็กๆ ที่กำลังมองมาที่เขาจากอีกโต๊ะ
อีกฝ่ายนั้นกำลังเอาคางวางไว้บนโต๊ะและใช้มือเล็กๆ ทั้งสองข้างจับอยู่ตรงขอบโต๊ะ ดวงตากลมโตของเธอนั้นกำลังจ้องมองมาที่ไบร์ทและอาหารของเขา
ไบร์ทคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามออกมาว่า
"อยากกินด้วยกันไหม?"
"กิน!"
สาวน้อยได้โชว์ฟันขาวเล็กๆ สองแถวของเธอออกมาซึ่งมีซี่หนึ่งหายไปจากแถวล่าง
อ่านก่อนใครได้ที่เพจ The Soul Purchasing Pirate แปลไทย