- หน้าแรก
- วันพีช : ยุคสมัยของมนุษย์เงือก
- บทที่17:กลับบ้าน (ฟรี)
บทที่17:กลับบ้าน (ฟรี)
บทที่17:กลับบ้าน (ฟรี)
T.G.M: บทที่ 17 กลับบ้าน
หลังจากตามเพื่อนวาฬของเขาไปไบร์ทก็ได้พบกับเต่าทะเลฝูงใหญ่ ในที่สุดไบร์ทก็ได้รู้ถึงเส้นทางไปยังเกาะมนุษย์เงือกจากเต่าที่ตัวใหญ่ที่สุดในฝูง
เพื่อนวาฬที่ตื่นเต้นได้บอกกับเขาว่าจะเป็นคนพาเขากลับไปเอง
ไบร์ทเดาว่าอาจเป็นเพราะเขายังเก็บเพรียงทะเลจากมันมาไม่หมดก็เป็นได้
แต่ไบร์ทก็ไม่ได้รู้สึกมีปัญหาอะไรการมีเพื่อนร่วมทางเองก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะเขาเองก็จะได้ไม่ต้องเหงาด้วย
เขาขึ้นไปขี่อยู่บนหลังวาฬแล้วออกเดินทางกลับบ้านทันที
บางครั้งเขาจะเล่นและหยอกล้อกับพวกวาฬ และบางครั้งเขาก็จะตามฝูงวาฬขึ้นไปสูดอากาศเมื่อพวกมันกระโดดขึ้นมารับออกซิเจนบนผิวน้ำ
แม้การเดินทางในครั้งนี้จะเป็นการเดินทางที่แสนสั้นแต่มันก็เปี่ยมไปด้วยความสุข
มันจะมีอะไรมีความสุขไปกว่าการได้กลับบ้านและได้พบกับเพื่อนใหม่ที่แสนดีเหล่านี้ การเดินทางครั้งนี้สั้นมากจริงๆ ด้วยความที่ว่าพังค์ฮาซาร์ดอยู่ใกล้ทางเข้าโลกใหม่มันจึงอยู่ไม่ไกลจากเรดไลน์มากนัก และที่สำคัญเลยก็คือแฮงค์ไม่ได้พาตัวไบร์ทไปไกลจากบริเวณดังกล่าว
หลังจากนั้นไม่นานกำแพงยักษ์สีแดงก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าไบร์ท
"นี่มันน่าเหลือเชื่อสุดๆ ไปเลยแฮะ"
ไบร์ทยืนอยู่บนหัวเพื่อนวาฬของเขาซึ่งกำลังลอยตัวอยู่บนผิวน้ำ เมื่อมองไปยังกำแพงอันสูงชันที่ปิดกั้นน่านฟ้าเบื้องหน้าเขาก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
เขาจำความตกตะลึงนี้ได้ดีในตอนที่เขายังเด็กเขามักออกไปเที่ยวเล่นบนท้องทะเลกับอารองและพรรคพวกอยู่เสมอ ความรู้สึกแรกที่เขาได้เห็นเรดไลน์กับความรู้สึกของเขาในตอนนี้มันยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
มันเหมือนกับตอนที่เขาตื่นเต้นเมื่อได้สัมผัสกับแสงแดดและท้องฟ้าอันสดใส
แม้ว่ามนุษย์เงือกและเงือกจะอาศัยอยู่ในโลกเหมือนกับทุกเผ่าพันธุ์ แต่พวกเขากลับไม่สามารถเข้าใกล้สิ่งเหล่านั้นได้
"ขอบคุณมากเพื่อนยาก"
ไบร์ทละสายตาออกมาจากเรดไลน์และลูบไปที่หัวของเพื่อนวาฬ
"ถึงเวลาต้องบอกลากันแล้ว"
“อั๋งงง!”
เพื่อนวาฬส่งเสียงร้องอันไพเราะออกมาก่อนที่วาฬตัวอื่นๆ จะส่งเสียงร้องตามออกมาอย่างต่อเนื่อง
"นายไม่อยากให้ฉันไปงั้นหรอ?"
ไบร์ทยิ้มก่อนจะกล่าวออกมาว่า
"การจากลาเป็นเรื่องปกติแค่รอคอยการกลับมาพบกันอีกครั้งก็พอแล้ว"
"สักวันเราจะได้พบกันใหม่"
"อั๋งงง!"
เพื่อนวาฬยังคงส่งเสียงร้องออกมาด้วยความไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายพวกมันก็ทำได้เพียงแค่บอกลาไบร์ท
เมื่อบอกลาเพื่อนๆ ที่เขาได้พบเจอระหว่างทางเสร็จ ไบร์ทก็กระโดดลงทะเลและดำดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเลลึกโดยไม่คิดที่จะหยุดพัก
การกลับไปยังเกาะมนุษย์เงือกนั้นเขาเพียงแค่ต้องดำลงไปตามเรดไลน์และหาหลุมขนาดใหญ่ที่นำทางไปสู่เกาะมนุษย์เงือกให้เจอ
ส่วนวิธีค้นหาหลุมใต้ทะเลลึกนั้นเขาก็แค่ต้องถามทางเอาจากสัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่แถวนั้นก็พอ
ยิ่งลงไปลึกเท่าไหร่แสงก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น แต่ในฐานะมนุษย์เงือกม่านตาของไบร์ทสามารถปรับตัวเข้ากับแสงใต้ทะเลได้อย่างอิสระดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกว่ามันมืดอะไร
แต่เมื่อไปถึงยังส่วนที่ลึกที่สุดของท้องทะเลแสงทั้งหมดก็จะถูกน้ำทะเลปิดกั้นไว้อย่างสมบูรณ์ และแม้แต่ตัวไบร์ทเองก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย
แต่เรื่องนั่นมันไม่สำคัญเพราะต่อให้บอกทิศทางไม่ได้เขาก็แค่ต้องดำลงไปต่อเท่านั้น
ไม่นานไบร์ทก็ดำมาถึงก้นมหาสมุทรซึ่งเป็นส่วนที่ลึกที่สุดของโลกใบนี้ และอยู่ห่างจากผิวน้ำอย่างน้อย 10,000 เมตร
สิ่งนี้อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้สมรรถภาพร่างกายของมนุษย์เงือกและเงือกแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ เพราะพวกเขาจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรงพอจะต้านทานแรงดันน้ำใต้ท้องทะเลลึกนี้ให้ได้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับท้องทะเลอันมืดมิดแม้แต่ความสามารถในการรับรู้ของไบร์ทก็แทบไร้ความหมาย หลังจากถามทางจากปลาที่อยู่แถวนั้นแล้วไบร์ทก็แหวกว่ายไปยังทิศทางที่พวกมันบอกมาทันที
ไม่นานเขาก็มาถึงหลุมขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้เรดไลน์
เมื่อเขามาถึงที่นี่ก็ได้ปรากฏแสงสลัวๆ ในบริเวณโดยรอบและแม้แต่น้ำทะเลในบริเวณนี้ก็ยังอุ่นกว่าปกติ
‘ในที่สุดฉันก็มาถึงสักที’
ไบร์ทรีบมุ่งหน้าไปยังต้นกำเนิดของแสงสว่างด้วยความตื่นเต้น
หลังจากนั้นไม่นานเกาะแห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมไปด้วยแสงแดดก็ได้ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าไบร์ทไกลออกไปที่ก้นทะเล
แสงแดดตกลงมาจากเบื้องบนซึ่งไบร์ทรู้ดีว่าแสงแดดนั้นถูกส่งลงมาโดยต้นไม้แสงแดดอีฟในตำนานผ่านทางรากของมันแถมไม่ใช่แค่แสงแดดเท่านั้นแต่ยังมีอากาศด้วย เนื่องจากการมีอยู่ของเกาะนี้เองจึงทำให้เหล่ามนุษย์เงือกได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง
เมื่อระยะทางเริ่มหดแคบลงรูปลักษณ์ของเกาะก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เกาะมนุษย์เงือกทั้งหมดถูกปกคลุมไว้ด้วยฟองอากาศแยกตัวออกจากน้ำทะเลภายนอก
ตอนนี้ไบร์ทได้มาถึงขอบของฟองอากาศแล้ว
โดยทั่วไปแล้วหากต้องการเข้าสู่เกาะมนุษย์เงือกก็จะต้องเข้าทางประตูหลัก การเจาะเข้าไปทางฟองอากาศตรงๆ เพื่อบุกเข้าไปในเกาะมนุษย์เงือกนั้นอันตรายมาก
แต่อันตรายนั้นมีไว้สำหรับคนนอกแต่สำหรับผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นอย่างไบร์ทแล้วเข้าทางนี้มันสะดวกกว่ามาก
ไบร์ททะลวงผ่านฟองอากาศเข้ามาตรงๆ หลังจากนั้นก็ปรากฏช่องว่างขนาดใหญ่และกำแพงสีน้ำเงินขึ้นมาตรงหน้าเขา
ตรงจุดนี้ละที่เป็นอันตรายสำหรับคนนอกที่บุกเข้ามาโดยไม่คิด
เมื่อเข้าสู่ช่องว่างนี้ฟองที่ถูกเคลือบก็จะหลุดออก หลังจากนั้นเรือจะล่วงหล่นและกระแทกเข้ากับพื้น
ต่อให้โชคดีเอาชีวิตรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่กำแพงน้ำขนาดใหญ่ที่รออยู่ก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาสิ้นหวังได้แล้ว
แต่แน่นอนว่าสิ่งนี้มันไม่ใช้อุปสรรคสำหรับไบร์ท
หลังจากผ่านชั้นน้ำทะเลไปอย่างง่ายดายในที่สุดไบร์ทก็มาถึงยังเกาะมนุษย์เงือก!
"ไม่ได้กลับมานานมากจริงๆ!"
ไบร์ทอดไม่ได้ที่จะยืดตัวและสูดหายใจเข้าเต็มปอด
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าแต่เขารู้สึกว่าอากาศในเกาะมนุษย์เงือกนั้นมันช่างหอมหวาน
แตกต่างจากที่คนส่วนใหญ่จินตนาการไว้เพราะต้นไม้อีฟ เกาะมนุษย์เงือกจึงมีท้องฟ้าสีฟ้าและเมฆสีขาวอยู่บนเกาะซึ่งมันแทบจะไม่ต่างจากโลกที่อยู่ข้างบนผิวทะเลเมื่อมองด้วยตาเปล่า
ไบร์ทกวาดมองไปรอบๆ เพื่อตรวจสอบว่าเขาอยู่ที่ไหนในตอนนี้
"ป่าแห่งทะเลงั้นหรอ?"
‘ดี! ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเขตมนุษย์เงือกเท่าไหร่’
หลังจากรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนไบร์ทก็เริ่มมุ่งหน้ากลับบ้าน
ป่าแห่งทะเลเป็นป่าปะการังในทะเลและส่วนใหญ่ก็อยู่นอกเกาะมนุษย์เงือกด้วยซ้ำ
ในป่าแห่งนี้มีของสำคัญมากๆ อยู่สองชิ้นด้วยกัน
ทั้งสองอย่างนั่นคือโพเนกลีฟจดหมายขอโทษของจอยบอยและเรือโนอาห์แห่งคำสัญญา
แต่ไบร์ทไม่สนใจทั้งสองอย่างนั้นเพราะเขาเคยเห็นมันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่เขายังเด็ก
เขาอยากกลับบ้านมากในตอนนี้
หลังจากผ่านชั้นของป่าแห่งทะเลและข้ามพื้นที่เนินปะการังไป อาคารที่มืดมิดและทรุดโทรมก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของไบร์ท
สถานที่แห่งนี้คือที่ที่ไบร์ทเติบโตมา ‘เขตมนุษย์เงือก’
"ในที่สุดก็ได้กลับมา"
ไบร์ทเดินลงมาจากเนินปะการังด้วยความกระฉับกระเฉง และในที่สุดเขาก็ก้าวเท้าเข้ามาในเขตมนุษย์เงือก
นับตั้งแต่ที่เขาออกจากที่นี่มาพร้อมกับลูกพี่ไทเกอร์เขาก็ไม่ได้กลับมาที่นี่เกือบสี่ปีแล้ว
บาดแผลบนใบหน้าของเขาได้หายเป็นปกติแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ได้กลับบ้านพร้อมกับความรุ่งโรจน์แต่เขาก็ไม่ได้กลับบ้านมาด้วยสภาพที่น่าสมเพช
ทันทีที่ไบร์ทมาถึงเขตมนุษย์เงือกเขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่คึกคัก
บนถนนที่ทรุดโทรมแห่งนี้สามารถพบเห็นมนุษย์เงือกได้แทบทุกที่ พวกเขาต่างก็รวมกลุ่มกันประมาณกลุ่มละสองหรือสามคนโดยพูดคุยหรือไม่ก็คุยโวโอ้อวดไปเรื่อย
เขตมนุษย์เงือกแห่งนี้ไร้ซึ่งความเจริญทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่เองก็พาลไม่มีอะไรทำไปด้วย
ฉากที่ดูน่าเบื่อหน่ายเหล่านี้มันทำให้ไบร์ทรู้สึกเหมือนได้ย้อนวันวานอันแสนคุ้นเคย
"นายคือ…"
ในตอนนั้นแองก็มีคนสังเกตเห็นไบร์ท ก่อนที่มนุษย์เงือกอีกคนจะร้องตะโกนออกมาว่า
"ไบร์ท! นั่นนายใช่ไหมไบร์ท?!"
ไบร์ทมองกลับมาที่อีกฝ่ายและทักทายออกมาด้วยรอยยิ้ม
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะมาร์ค"
"ไบร์ทจริงๆ ด้วย!"
"แบดบอยกลับมาแล้ว!"
"ฉันได้ยินมาว่านายถูกพาตัวแยกออกไปคนเดียวมันเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?"
เหล่ามนุษย์เงือกต่างเข้ามาล้อมเขาไว้ด้วยความกระตือรือร้น
ในตอนนั้นเองมนุษย์เงือกที่ชื่อมาร์คก็ได้พูดขึ้นมาอย่างมีความสุขว่า
"ไบร์ทเมื่อวานนี้ลูกพี่จินเบกับลูกพี่อารองคุยกันว่านายจะกลับมาเมื่อไหร่ด้วยล่ะหนะ"
"พวกเขากลับมาแล้วเหรอ?"
ไบร์ทดูจะมีความสุขเมื่อได้ยินเกี่ยวกับพวกเขา
"กลับมาเมื่อวานหนะ,ดูเหมือนว่าพวกเขาจะถูกราชาเนปจูนเรียกตัวไปพบ"
"ขอบใจนายมาก"
ไบร์ทพยักหน้ารับพร้อมกับเผยยิ้มออกมา
"งั้นฉันขอตัวกลับไปทำความสะอาดบ้านก่อนแล้วกันไว้ว่างเมื่อไหร่ฉันจะเลี้ยงข้าวนาย"
"ฮ่าๆ ๆ ๆ,ถ้างั้นฉันไม่เกรงใจนะ"
มาร์คหัวเราะและตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
"เฮ้,อย่าลืมพวกเราด้วยล่ะไบร์ท!"
"ใช่ๆ,นายจะลำเอียงไม่ได้นะพวก!"
เหล่ามนุษย์เงือกต่างพูดแซวออกมาด้วยความขบขัน
หลังจากทักทายคนรู้จักเก่าๆ เสร็จไบร์ทก็มุ่งหน้ากลับบ้านของเขา
แม้ว่าเขาจะเป็นเด็กกำพร้าและไม่ได้รับสืบทอดมรดกอะไรเลย แต่ไบร์ทซึ่งติดตามลูกพี่ไทเกอร์มาตลอดย่อมมีบ้านเป็นของตัวเองในเขตมนุษย์เงือก
อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเหนือระดับน้ำเป็นบ้านที่หายากเพราะมีแสงสว่างส่องผ่าน มันเป็นเพียงบ้านหลังเล็กๆ ที่มีหนึ่งห้องนอน
เมื่อมาถึงบ้านไบร์ทก็กำลังจะหยิบกุญแจออกมาเพื่อเปิดประตู แต่เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเขาทำกุญแจหายไปเมื่อนานมาแล้ว
แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาไบร์ทได้ใช้แรงเปิดประตูออกอย่างง่ายดายหลังจากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้าน
"ฮืม?"
สิ่งที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นเพราะห้องของเขามันสะอาดมาก แถมพวกเฟอร์นิเจอร์เองก็ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบมันดูไม่เหมือนบ้านที่ไม่มีใครอยู่มานานหลายปีสักนิด
คิ้วของไบร์ทขมวดขึ้นเล็กน้อยก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"คงแป็นคนคนนั้นสินะ..."
เมื่อเดินเข้าไปในห้องนอนไบร์ทก็ตรงไปเปิดตู้เสื้อผ้าทันที เพราะตอนนี้เขายังคงสวมเสื้อนักโทษอยู่
ตามที่คาดไว้เสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้าเองก็ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเช่นกัน
แต่เมื่อไบร์ทต้องการหยิบเสื้อผ้าออกมาเปลี่ยน เขากลับพบว่าหลังจากผ่านมาเกือบสี่ปีตัวของเขาก็ใหญ่เกินกว่าจะใส่เสื้อผ้าพวกนี้ได้แล้ว
"ฉันต้องไปที่ย่านการค้าใช่ไหมเนี่ย?"
ไบร์ทบ่นพึมพำออกมา
หลังจากนั้นเขาก็จำได้ว่าเขาจนมากจนถึงขนาดที่ไม่มีเงินแม้แต่หนึ่งเบลีย์
เขาคงต้องไปขอยืมเงินจากลูกพี่จินเบ
ไบร์ททิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่นและหลับตาลงอย่างช้าๆ
ไบร์ทรู้สึกสบายใจมากที่ได้กลับมาบ้าน
อ่านก่อนใครได้ที่เพจ The Soul Purchasing Pirate แปลไทย