- หน้าแรก
- นักเล่นแร่แปรธาตุแห่งยุคจักรกลไอน้ำ
- บทที่ 8: รูปปั้น แท่นบูชา และการสังเวย
บทที่ 8: รูปปั้น แท่นบูชา และการสังเวย
บทที่ 8: รูปปั้น แท่นบูชา และการสังเวย
บทที่ 8: รูปปั้น แท่นบูชา และการสังเวย
การต้องบอกลากับเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง และอาจจะไม่ได้พบกันอีกตลอดไป
ซูหลุนรู้สึกว่าในใจของเขาหดหู่ลงเล็กน้อย
ทิวทัศน์รอบตัวพลันเปลี่ยนแปลงไป จากคฤหาสน์หรูหราหลังนั้น กลายเป็น... ซากปรักหักพัง
“นี่มัน... ซากของคฤหาสน์หลังเมื่อกี๊?”
แม้ว่าของตกแต่งภายในจะผุพังไปหมดแล้ว แต่จากโครงสร้างของตัวบ้านที่ยังไม่ถล่มลงมา ก็พอดูออกว่านี่คือคฤหาสน์หลังเดียวกับที่เขาเคยอยู่เมื่อครู่นี้
ห้องจัดเลี้ยง, โถงทางเดิน, ห้องทำงาน... โครงสร้างทั้งหมดล้วนคุ้นตา
“อย่างน้อยก็ต้องหลายร้อยปี ถึงจะผุพังได้ขนาดนี้...”
ซูหลุนรู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อ
เขาคิดว่าตัวเองเตรียมใจมาดีแล้ว แต่เมื่อเห็นภาพที่เสื่อมโทรมตรงหน้า ก็ยังรู้สึกว่าสมองตามไม่ทันอยู่ดี
หรือว่าคฤหาสน์หลังใหญ่เมื่อครู่เป็นเพียงภาพมายา? เพสโตยา, ชายหัวล้าน และคนอื่นๆ ที่เจอ ล้วนเป็นภาพลวงตาทั้งหมด?
แต่เมื่อเขาก้มลงมอง ก็เห็นกล่องไม้กล่องหนึ่งอยู่ในมือของตัวเอง มันคือกล่องที่บรรจุ “ตุ๊กตาอาคมรูน” ใบนั้น
และบนอกของเขา ก็ยังคงมีเข็มกลัดรูปผีเสื้อที่ประดับด้วยอัญมณีสีดำติดอยู่
“ของพวกนี้เป็นของจริง...”
ซูหลุนลูบไล้กล่องในมือ ความรู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน แล้วกลับนำของในฝันติดมือกลับมาสู่โลกแห่งความจริงได้ด้วย
“หรือว่าคฤหาสน์ที่สว่างไสวเมื่อครู่นี้ เป็นพื้นที่พิเศษประเภทเดียวกับดันเจี้ยนในเกม?”
ซูหลุนมองไปรอบๆ แต่ก็ยังคิดไม่ตก
ความรู้ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับโลกใบนี้มีจำกัดเกินไป ปัญหาหลายอย่างไม่ใช่สิ่งที่สามารถเข้าใจได้ด้วยการคิดเพียงอย่างเดียว
ทว่า ตอนนี้เขากลับต้องเผชิญกับปัญหาใหม่: ตอนนี้ควรจะไปไหนต่อดี?
และในทันที เขาก็นึกถึงข้อมูลบนจอประสาทตาของตัวเอง
“เจ้าของร่างเดิมมาที่นี่ เพื่อตามหา ‘มรดกของเซอร์ไอแซค’...”
เมื่อมีเวลาว่าง ซูหลุนถึงได้มีโอกาสอ่านข้อมูลที่สลับซับซ้อนและเข้าใจยากบนจอประสาทตาอย่างละเอียด เขารู้สึกได้ว่า “สมบัติ” ที่เจ้าของร่างเดิมมาตามหานี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลย
เป็นจังหวะดีที่เขาก็กำลังสนใจ “พลังเหนือมนุษย์” แบบนั้นอยู่พอดี
เมื่อคิดดูแล้ว ซูหลุนจึงตัดสินใจว่าจะลองไปดูเสียก่อน เขาคาดว่าในคฤหาสน์แห่งนี้ไม่น่าจะมีอันตรายอื่นใดอีกแล้ว ถ้ามีจริง เพสโตยาก็น่าจะเป็นบอสใหญ่ที่สุด
ซูหลุนอาศัยความทรงจำ เดินหาห้องจัดเลี้ยงของคฤหาสน์จนเจอ
จากนั้นก็นับจากทางซ้ายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบห้องที่เจ็ด
ประตูห้องผุพังไปหมดแล้ว ทั่วทุกหนแห่งเต็มไปด้วยหยากไย่ ดูน่าขนลุก แต่โครงสร้างของห้องยังคงแข็งแรงดี นอกจากสีบนผนังที่ลอกร่อนเป็นหย่อมๆ โดยรวมแล้วยังพอมองออกว่านี่คือห้องเก็บของ
ซูหลุนเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง นอกจากจะได้ยินเสียงหนูร้อง “จี๊ดๆ” เป็นครั้งคราว ก็ไม่ได้มีอสูรกายที่น่ากลัวเหมือนในหนังสยองขวัญโผล่ออกมา
เขากวาดตามองการจัดวางของในห้อง แล้วก็เห็นเชิงเทียนรูปหกเหลี่ยมบนผนัง
เมื่อหาอันที่ถูกต้องเจอแล้ว เขาก็บิดมันตามเข็มนาฬิกา ก็ได้ยินเสียง “แกร๊ก” “แกร๊ก” ของเฟืองกลไกดังขึ้น ก่อนที่ประตูลับบานหนึ่งจะปรากฏออกมา
“ผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว กลไกนี่ยังทำงานได้ปกติอีกเหรอ...”
ซูหลุนมองดูทางเดินลึกลับที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ในใจรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาไม่ลังเลนานนัก แล้วเดินเข้าไป
ภายในทางเดินน่าจะถูกตัดขาดจากอากาศภายนอก สภาพจึงยังคงสมบูรณ์มาก
เขาลองทดสอบดูแล้ว อากาศไม่เหม็นอับ สามารถหายใจได้ปกติ
อุโมงค์ถูกสร้างขึ้นจากอิฐสีเขียว ทุกๆ ระยะหนึ่งบนผนังจะมีคบเพลิงแขวนอยู่ แสงจากอัญมณีสีเหลืองที่ไม่รู้ว่าเป็นวัสดุอะไรนั้นแม้จะริบหรี่ แต่ก็เพียงพอที่จะส่องสว่างทั่วทั้งทางลับ
ซูหลุนไม่กล้าแตะต้องอะไรทั้งสิ้น ในเมื่อประตูลับยังสามารถเปิดได้ปกติ กลไกในทางลับก็น่าจะยังทำงานได้ดีเช่นกัน
ข้อมูลบนจอประสาทตามีคำเตือนพิเศษไว้ว่า อย่าแตะต้องสิ่งใดนอกเส้นทางที่ปลอดภัย
และแล้ว เดินไปได้ไม่นานซูหลุนก็พบว่าอุโมงค์รอบตัวเริ่มดูแปลกๆ ราวกับว่าทุกที่เหมือนกันไปหมด
เขารู้ว่าตัวเองได้เข้ามาในเขาวงกตแล้ว
ที่นี่มีกลไกรบกวนการมองเห็น
เขาใช้หินขีดสัญลักษณ์ทิศทางที่จำเป็นไว้บนพื้น แล้วเดินต่อไป
“หลังจากทางแยกแรก ซ้าย, ซ้าย, ขวา, บน, ล่าง...”
โชคดีที่บนจอประสาทตามีเส้นทางการเดินที่ถูกต้องของเขาวงกตทิ้งไว้ให้ ซูหลุนจึงไม่เจอปัญหาอะไรเลยตลอดทาง
หลังจากเดินไปได้ประมาณหนึ่งเค่อ (15 นาที) เขาก็มาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นห้องหินปิดทึบที่กว้างขวางห้องหนึ่ง
ที่นี่มีอัญมณีเรืองแสงขนาดใหญ่ก้อนนั้น ทำให้ทั้งห้องสว่างไสว
“นี่น่ะเหรอ ‘แท่นบูชาของมหาฤๅษี’ ที่ระบุไว้ในแผนที่สมบัติ?”
ซูหลุนยังไม่รีบร้อนก้าวเข้าไปในห้องหิน แต่สำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน
ใจกลางห้องหินทรงกลม มีรูปปั้นหินสูงใหญ่ห้าตนตั้งล้อมรอบอยู่ พวกมันสวมเสื้อคลุมที่ปิดบังร่างกายและใบหน้าส่วนใหญ่ไว้จนหมด ดูลึกลับอย่างยิ่ง เมื่อเพ่งมองดูให้ดี จะพบว่ารูปปั้นสามตนมีรอยร้าวแล้ว เหลือเพียงสองตนเท่านั้นที่ยังคงสภาพสมบูรณ์
และด้านหลังเสื้อคลุมของรูปปั้นแต่ละตน ก็มีสัญลักษณ์พิเศษสลักไว้: , §, , ,
ดูเหมือนจะเป็นรหัสพิเศษบางอย่าง
และสิ่งที่ทำให้ซูหลุนรู้สึกทึ่งก็คือ เพียงแค่จ้องมองรูปปั้นเหล่านี้ ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามก็แผ่ปะทะเข้ามา ทำให้ในใจเกิดความรู้สึกอยากจะคุกเข่ากราบไหว้ขึ้นมา
ความรู้สึกนั้น ราวกับกำลังถูกเทพเจ้าจ้องมอง ทำให้รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยดุจธุลีดินในทันที
“เป็นรูปปั้นที่แปลกประหลาดจริงๆ...”
ซูหลุนมองดูภาพนี้ แล้วรำพึงในใจ
โลกที่ม่านหมอกถูกเปิดออก กำลังเผยความลึกลับของมันออกมาทีละน้อยต่อหน้าเขา ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของซูหลุนยิ่งเพิ่มพูนขึ้น
ในห้องลับไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก
รูปปั้นห้าตนตั้งอยู่คนละทิศ พวกมันหันหน้าเข้าหาแท่นบูชากลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณห้าเมตรซึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง
บนแท่นบูชาสลักเป็นวงเวทรูปดาวแปดแฉก รอบๆ เต็มไปด้วยตัวอักษรและอักขระรูนพิเศษที่อ่านไม่ออก ตรงกลางมีลวดลายสลักเป็นรูป "งูกินหาง" และ "ตราชั่ง"
“บนแท่นบูชานี้ซ่อนความลับของหนทางที่จะได้รับ ‘พรสวรรค์’ ที่ทำให้กระดูกแข็งแกร่งจนต้านทานกระสุนได้แบบไอ้หัวล้านนั่นอยู่เหรอ?”
ซูหลุนมองดูลวดลายที่สลักไว้บนแท่นบูชา ใบหน้าฉายแววครุ่นคิด
บนจอประสาทตายังมีข้อความอีกท่อนหนึ่งทิ้งไว้:
「ฟิคที่รักของฉัน ขอโทษด้วยนะที่เธอต้องสูญเสียทุกอย่างไป... จากการถอดรหัสและตีความ ฉันได้ค้นพบความลับที่น่าทึ่งจาก【ต้นฉบับการเล่นแร่แปรธาตุของไอแซค】ที่ตระกูลเราได้รับมา: พรสวรรค์เหนือมนุษย์นอกจากจะปลุกขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติและสืบทอดทางสายเลือดแล้ว จริงๆ ยังมีวิธีที่สามอีก นั่นก็คือการปลุกพลังแบบชี้เป้าโดยใช้เงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง... แม้ว่านี่จะเป็นเพียง ‘แผนที่สมบัติ’ ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่นี่ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ฉันคิดได้เพื่อเป็นการชดเชยให้เธอ...」
ซูหลุนไม่ได้คิดถึงข้อความท่อนนี้นัก ที่มาที่ไปก่อนหน้านี้ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
เขาจับคีย์เวิร์ดสำคัญได้หลายคำ: เครื่องสังเวย, การปลุกพลังแบบชี้เป้า, พรสวรรค์
ข้างบนเขียนไว้ว่า หลังจาก 「สังเวยลูกตาของตัวเอง」 เขา “อาจจะ” ได้รับพรสวรรค์ระดับ S ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นความสามารถที่หายากสุดๆ ที่ทุกคนในโลกแห่งการเล่นแร่แปรธาตุต่างใฝ่ฝันถึง
ถ้าเป็นตอนที่อยู่บนโลก ซูหลุนเห็นข้อความนี้คงจะหัวเราะแล้วปล่อยผ่านไป
ควักลูกตาตัวเองออกมาสังเวย เพื่อให้ได้พลังพิเศษมาเนี่ยนะ?
พลังพิเศษบ้านป้าแกสิ!
แต่หลังจากได้เห็นพลังเหนือธรรมชาติมามากมายขนาดนี้ ซูหลุนก็พิจารณาปัญหานี้อย่างรอบคอบ
ส่วนคำว่า “อาจจะ” นั้น ก็มีความเสี่ยงที่ต้องวัดดวงอยู่ด้วย
เพราะไม่เคยมีใครลองทำมาก่อน
“ฉันจำได้ว่าไอ้หัวล้านนั่นบอกว่าความสามารถต้านกระสุนของมันชื่ออะไรนะ 【C079-โครงกระดูกเหล็กกล้า】? ‘ระดับ S’... ดูเหมือนจะเก่งกว่าเยอะเลยนี่นา...”
ซูหลุนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าการจัดระดับพรสวรรค์ของโลกนี้แตกต่างกันอย่างไร
แต่ถ้าสามารถได้รับ “พลังเหนือมนุษย์” แบบไอ้หัวล้านนั่นได้ การต้องจ่ายค่าตอบแทนบ้างก็ดูเหมือนจะคุ้มค่า
ในใจของเขาเริ่มมีความคิดบางอย่างที่อยากจะลองทำขึ้นมาแล้ว
และยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ซูหลุนตัดสินใจได้
เขานึกถึงภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาของเจ้าของร่างเดิม คนใหญ่คนโตที่ทิ้งข้อความไว้บนจอประสาทตาของเขายังต้องใช้คำพูดที่ให้เกียรติเพื่อยอมรับว่ามาตรฐานของแท่นบูชานี้สูงมาก บางทีพรสวรรค์ที่ปลุกขึ้นมาที่นี่อาจจะแข็งแกร่งกว่า “โครงกระดูกเหล็กกล้า” นั่นก็ได้
โอกาส... ของแบบนี้ไม่ว่าจะอยู่โลกไหน ก็มักจะต้องมีการวัดดวงอยู่เสมอ
ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด ก็แค่ตาบอด แล้วก็ไม่ได้อะไรเลย
ซูหลุนที่เพิ่งผ่านการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาหมาดๆ รู้สึกว่า นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่ค่าตอบแทนที่ยอมรับไม่ได้
อยากได้ก็ต้องจ่าย นี่คือกฎพื้นฐานที่ทุกโลกล้วนยึดถือ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็เลิกคิ้วขึ้น ปลอบใจตัวเองว่า “มาถึงนี่แล้ว... ก็ต้องลองดูสักหน่อย?”