- หน้าแรก
- นักเล่นแร่แปรธาตุแห่งยุคจักรกลไอน้ำ
- บทที่ 5: ชุดเกราะแปรธาตุ【เกราะเกล็ดเพชร】
บทที่ 5: ชุดเกราะแปรธาตุ【เกราะเกล็ดเพชร】
บทที่ 5: ชุดเกราะแปรธาตุ【เกราะเกล็ดเพชร】
บทที่ 5: ชุดเกราะแปรธาตุ【เกราะเกล็ดเพชร】
หลังจากฟังรายงานของลูกน้องจบ ชายหัวล้านอีวานก็ถามต่อ “พลังต่อสู้ของตุ๊กตาพวกนั้นเป็นยังไงบ้าง?”
“ไม่ค่อยแข็งแกร่งเท่าไหร่ครับ พวกมันใช้อาวุธระยะประชิดทั้งหมด ปืนคาบศิลาก็ยิงร่างของพวกมันจนแหลกได้อย่างง่ายดาย...”
เห็นได้ชัดว่ามาคัสยังคงขวัญเสีย เขาพยายามกลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ “แต่จำนวนของตุ๊กตามันเยอะเกินไปครับ แล้วก็ฆ่าไม่ตายด้วย! ต่อให้ถูกปืนใหญ่ยิงจนเหลือแค่แขนข้างเดียว พวกมันก็ยังไล่ตามฟันคนได้อยู่เลยครับ แล้วในบ้านก็มีตุ๊กตาอยู่ทุกหนทุกแห่ง พวกมันจะโผล่ออกมาจากทุกซอกทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นในตู้ ในห้อง หรือในห้องใต้ดิน...”
“ใช้ปืนยิงให้แหลกได้งั้นเหรอ? เป็นอย่างนี้นี่เอง...”
อีวานตั้งใจฟังคำบรรยายของลูกน้องจนจบ ในใจก็เริ่มมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง
เขาวิเคราะห์ว่า “ดูเหมือนว่าความสามารถของ ‘เผ่าพันธุ์วิญญาณ’ ตนนี้น่าจะเป็นการควบคุมตุ๊กตาเพื่อฆ่าคน คงเป็นแค่สิ่งลี้ลับขั้นหนึ่งเท่านั้น ไม่อย่างนั้นถ้ามันมีพลังถึงขั้นสอง การจะฆ่าพวกแกคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้... ที่ประเมินไว้ตอนแรกว่าพื้นที่ต้องสาปแห่งนี้เป็นระดับ A ดูจะสูงเกินไป อย่างมากก็คงแค่ระดับ B”
“...”
ซูหลุนที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินบทวิเคราะห์ของชายหัวล้าน ดวงตาของเขาก็กลอกไปมา ในใจกลับไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดนั้นเท่าไหร่นัก
จากประสบการณ์การดูหนังสยองขวัญมามากกว่าหนึ่งพันเรื่องของเขา การกระทำต่างๆ ของ “เผ่าพันธุ์วิญญาณ” ตนนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจะบอกว่า “เอ๊ะ ฉันไม่ฆ่าแกหรอก แค่เล่นด้วยเฉยๆ” มากกว่า
การฆ่าคน สำหรับมันแล้วดูเหมือนเป็นแค่เกมสนุกๆ
เห็นได้ชัดว่า ตอนนี้ทางเลือกที่วางอยู่ตรงหน้าชายหัวล้านมีเพียงสองทาง
หนึ่งคือออกจากคฤหาสน์สุดพิศวงหลังนี้ไปทันที หรือสองคือเดินหน้าตามหา “มรดกของเซอร์ไอแซค” ต่อไป
แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ร้อยทั้งร้อยก็ต้องเผชิญหน้ากับ “สิ่งลี้ลับเผ่าพันธุ์วิญญาณ” ที่อยู่ในบ้านหลังนี้โดยตรง
หากความสามารถของสิ่งลี้ลับนั่นมีแค่การควบคุมตุ๊กตาจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่ใหญ่นักสำหรับอีวาน
อย่างน้อยที่สุด ตุ๊กการะดับนั้นก็ยังไม่นับว่าอันตรายถึงชีวิตในสายตาของเขา
ฉากจบที่ดีที่สุดคือ ได้ทั้งสมบัติ และกำจัดสิ่งลี้ลับนั่นได้ด้วย
แต่ถ้าหากความสามารถของ “เผ่าพันธุ์วิญญาณ” มีมากกว่านั้น ต่อให้ไม่ตามหาสมบัติแล้วหนีไปทันที ก็ยังต้องเผชิญหน้ากับมันอยู่ดี
ในฐานะหัวหน้ากลุ่มนักล่าแดนร้างผู้หาเลี้ยงชีพด้วยการเลียคมดาบมานานหลายปี อีวานแทบจะไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาพูดขึ้นทันที “ไป! เราไปดูกันว่าคฤหาสน์หลังนี้มันมีอะไรพิลึกกันแน่!”
และซูหลุนผู้เป็น “แผนที่เดินได้” ก็ย่อมต้องถูกพาตัวไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ พูดจบ ชายหัวล้านก็หันไปมองลูกน้องแล้วสั่งต่อ “มาคัส เฝ้าไอ้หนูนี่ไว้ให้ดี ถ้ามันเคลื่อนไหวผิดปกติเมื่อไหร่ ฆ่ามันทิ้งได้ทันที!”
มาคัสเหลือบมองซูหลุนที่อยู่ข้างๆ แล้วตอบ “ครับ หัวหน้า!”
ซูหลุนไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับการตัดสินใจของชายหัวล้านที่จะบุกตะลุยต่อไป ถ้าเป็นเขา เขาก็คงทำแบบเดียวกัน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ ก่อนที่จะออกจากห้องไป ชายหัวล้านคนนี้กลับแสดงพลังเหนือมนุษย์ที่น่าเหลือเชื่อออกมาอีกอย่างหนึ่ง
เดิมทีซูหลุนคิดว่าการที่ชายหัวล้านมีแขนกลจักรไอน้ำก็เป็นเรื่องน่าทึ่งมากแล้ว แต่ในตอนนี้ เขากลับไม่คาดคิดว่าชายหัวล้านจะตะโกนขึ้นมาเบาๆ ว่า
“ชุดเกราะแปรธาตุ... ปลดผนึก!”
เขาทั้งสองมือทำสัญลักษณ์ที่แปลกตา จากนั้นก็เริ่มท่องคาถาบางอย่างที่ฟังไม่ถนัดด้วยความเร็วสูง
การกระทำที่ดูเหมือนการร่ายมนตร์นี้ กลับก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์
ทันทีที่สิ้นเสียงคาถา แสงสีทองเจิดจ้าก็สว่างวาบขึ้นในห้อง
เมื่อเพ่งมองดูอีกครั้ง ก็เห็นวงเวทหกแฉกสีทองอร่ามปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของชายร่างกำยำ ลวดลายบนวงเวทนั้นลึกลับซับซ้อน ราวกับมีพลังมหัศจรรย์บางอย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับได้มองเห็นความลึกอันไร้ที่สิ้นสุดของห้วงมิติ กลิ่นอายแห่งความลึกลับอันเข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
“เวทมนตร์?”
เมื่อเห็นภาพนี้ ซูหลุนก็กะพริบตา ความประหลาดใจยิ่งทวีคูณขึ้น
และสิ่งที่น่าพิศวงยิ่งกว่ายังรออยู่ข้างหลัง!
หลังจากแสงของวงเวทจางหายไป บนผิวหนังที่เปลือยเปล่าของชายร่างกำยำ รอยสักที่ซูหลุนเคยคิดว่าเป็นเพียงภาพวาดบนผิวหนัง กลับค่อยๆ ควบแน่นจนกลายเป็นของแข็งจับต้องได้
เมื่อเพ่งมองดูให้ดีอีกครั้ง มันก็ได้กลายเป็นเกราะเกล็ดที่สะท้อนแสงโลหะแวววาว!
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรม เกราะเกล็ดโลหะก็ปกคลุมทั่วทั้งร่าง บรรยากาศรอบตัวของชายร่างกำยำก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขากลายเป็นยักษ์ใหญ่ในเกราะเหล็กกล้าที่ดูสง่างามและน่าเกรงขาม
มาคัสที่อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นดังนั้น ในใจก็ดูเหมือนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงประจบประแจง “ไม่ว่าจะดูกี่ครั้ง ชุดเกราะแปรธาตุ【เกราะเกล็ดเพชร】 ของหัวหน้าก็ยังคงน่าทึ่งเหมือนเดิมเลยนะครับ”
“อืม”
ชายหัวล้านพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรมากนัก เพียงแค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ตามฉันมา!”
พูดจบ เขาก็เปิดประตูแล้วเดินออกไปอย่างไม่เกรงกลัว
ซูหลุนเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ความสนใจในใจก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
เขามองอย่างละเอียดถี่ถ้วน เกล็ดโลหะเหล่านั้นเกิดจากการที่รอยสักบนตัวของชายหัวล้านแข็งตัวขึ้นมาหลังจากที่วงเวทปรากฏ
เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นพลังเหนือธรรมชาติอีกรูปแบบหนึ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของซูหลุน
ยังไม่ทันได้คิดอะไรมากนัก แรงกระชากจากเชือกก็ดึงให้เขาเซไปข้างหน้าจนเกือบจะล้มลง
ในชั่วขณะที่ก้าวเท้าสุดท้ายออกจากห้องไป ซูหลุนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เขาไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป แต่หันหน้ากลับไปจ้องมองตรงๆ ไปยังตุ๊กตาคุณปู่ที่มุมห้อง จากนั้นก็ส่งยิ้มให้มัน
ความหมายคือ: ฉันเจอแกแล้ว
ในเมื่อเจอแล้ว ก็ “กระตุ้น” มันซะเลย
จากประสบการณ์การเล่นเกมสยองขวัญมาหลายปีของเขา การกระตุ้นเงื่อนไขบางอย่าง อาจจะทำให้เกิดเนื้อเรื่องที่ไม่คาดฝันได้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมแบบนี้จะเป็นการหาเรื่องตายก็ตาม แต่...
สถานการณ์ตอนนี้มันก็เลวร้ายไปกว่านี้ไม่ได้แล้วไม่ใช่หรอ?
ในชั่วพริบตา คนทั้งสามก็เดินออกจากห้องไป
ณ ตอนนี้ไม่มีใครเห็นแล้วว่า ขากรรไกรของตุ๊กตาคุณปู่ตัวนั้นเริ่มสั่นเทา พร้อมกับส่งเสียง “แกร๊ก” “แกร๊ก” ที่น่าขนลุกออกมา ราวกับกำลังแสยะยิ้มอย่างน่าสยดสยอง...
“ไอ้หนู แกเดินนำหน้าไป!”
เมื่อเทียบกับความระแวดระวังของชายหัวล้าน และท่าทีที่ย่องไปย่องมาของมาคัสแล้ว ซูหลุนกลับดูใจเย็นกว่ามาก
เขารู้จักประเมินตนเองดี แม้ว่าในชาติก่อนทักษะการต่อสู้และฝีมือการยิงปืนของเขาจะถือว่าไม่เลว แต่ในโลกแฟนตาซีที่สามารถใช้ร่างกายต้านกระสุนได้แห่งนี้ เขาก็เป็นได้แค่ “ไอ้กากที่มีพลังต่อสู้แค่ห้าแต้ม” เท่านั้น
หากต้องการจะมีชีวิตรอด การใช้สมองย่อมดีกว่าการใช้กำลังเสมอ
เขาถูกเชือกเส้นหนึ่งผูกไว้ รับหน้าที่เป็นโล่กำบังเดินนำอยู่ข้างหน้าสุด
แต่นี่ก็เป็นผลดีเหมือนกัน ซูหลุนจะได้มีโอกาสสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างในโถงทางเดินนี้อย่างละเอียด
เป็นอย่างที่เขาคาดไว้ก่อนหน้านี้ ที่นี่คือคฤหาสน์ที่หรูหราแห่งหนึ่ง
โถงทางเดินสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ แต่ไม่ใช่แสงจากหลอดไฟฟ้าหรือตะเกียงแก๊ส แต่เป็นอัญมณีเรืองแสงที่อยู่ในโคมแก้ว สองข้างทางเดินมีประตูที่ปิดสนิทอยู่มากมาย บนพื้นปูด้วยพรมขนแกะที่นุ่มนวล และบนผนังก็มีภาพวาดสีน้ำมันที่งดงามแขวนอยู่เป็นระยะ...
แต่โถงทางเดินนี้ดูเหมือนจะยาวเกินไปหน่อย
หลังจากเดินไปได้สักพัก ก็ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด มาคัสก็เอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ “หัวหน้า เราจะไปไหนกันครับ? พวกเรา... เหมือนจะติดกับแล้ว”
อีวานครุ่นคิดไปชั่วขณะ ดูเหมือนเขาจะสังเกตเห็นความผิดปกติของคฤหาสน์หลังนี้เช่นกัน จึงหันมาถาม “ไอ้หนู ห้องที่แกบอกอยู่ไหน?”
ซูหลุนมองไปรอบๆ แล้วตอบตามตรง “ผมก็ไม่เคยมาที่นี่เหมือนกัน แต่ถ้าอยากจะหาห้องนั้นในแผนที่สมบัติให้เจอ ก็ต้องหาห้องจัดเลี้ยงให้เจอก่อน...”
จริงๆ แล้วเขาสังเกตเห็นมานานแล้วว่า ต่อให้เป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่แค่ไหน แต่โถงทางเดินที่ยาวขนาดนี้ก็ถือว่าผิดปกติเกินไปแล้ว
แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรมากนัก ก็มีเสียงหัวเราะประหลาดของหญิงชราที่ทำให้คนฟังขนหัวลุกไปทั้งตัวดังสะท้อนก้องอยู่ข้างหู “ฮี่ๆๆ... ตามกฎของเกมแล้ว คนที่ถูกหาเจอจะต้องถูกฆ่าทิ้งนะจ๊ะ...”
นี่ไม่เหมือนเสียงที่มนุษย์จะเปล่งออกมาได้ มันเป็นเสียงที่ต่ำทุ้มราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ ทำให้จิตวิญญาณของผู้ฟังต้องสั่นสะท้าน
ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ สีหน้าของมาคัสก็ซีดเผือดในทันที ราวกับได้รับความตกใจอย่างรุนแรง เขาพูดตะกุกตะกัก “มันมาแล้ว! มันมาแล้ว!”
ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนี้ จะมีพรรคพวกถูกฆ่าตาย มาคัสในตอนนี้ใกล้จะสติแตกเต็มทนแล้ว ร่างกายของเขาสั่นเทาไม่หยุด
ซูหลุนกวาดสายตามองทุกสิ่งในโถงทางเดินอย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ขยับไปพิงกำแพง และระวังตัวเป็นพิเศษ
แต่อีวานกลับแค่นเสียงเย็นชา “หึ! แค่พวกเล่นปาหี่หลอกผี!”
และในขณะนั้นเอง ก็มีร่างคนหลายร่าง “ลอย” มาจากที่ไกลๆ
เมื่อเพ่งมองดูให้ดี ก็พบว่าเป็นตุ๊กตาไม้ที่น่าสยองขยองหลายตัวกำลังลอยอยู่ในอากาศ รูปร่างของพวกมันดูเรียบง่าย เหมือนนำท่อนไม้มาต่อกันเป็นท่อนๆ แต่ในมือของแต่ละตัวกลับถือมีดปลายแหลมยาวไว้ ขากรรไกรของพวกมันขยับขึ้นลงด้วยความถี่สูง ส่งเสียง “แกร๊ก” “แกร๊ก” ติดต่อกันจนน่าขนหัวลุก
“นี่น่ะเหรอตุ๊กตานักฆ่าในคฤหาสน์ที่ไอ้หมอนั่นพูดถึง? แถมยังบินได้อีก?”
ซูหลุนมองดูตุ๊กตาประหลาดที่หลั่งไหลมาจากสองข้างทางเดิน เปลือกตาของเขากระตุกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงทึบดัง “ตู้ม!” ขึ้น
ไม่ต้องมอง เพียงแค่ฟังเสียงคลื่นอากาศที่แทบจะพัดให้คนยืนไม่ไหว ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นอีวานที่เปิดฉากยิงปืนใหญ่
กระสุนปืนใหญ่นัดนั้นพุ่งเข้าใส่กลุ่มตุ๊กตาที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรโดยตรง จากนั้นก็เกิดเสียงดังโครมคราม ตุ๊กตาหลายตัวที่กำลังเดินเข้ามาก็ถูกแรงระเบิดซัดจนแหลกละเอียด
แต่ทว่า นั่นกลับไม่ได้หยุดยั้งการบุกเข้ามาดุจคลื่นสึนามิของฝูงตุ๊กตาได้เลยแม้แต่น้อย
ตุ๊กตาเหล่านั้นที่แขนขาขาด ก็ยังคงหอบเอา “ชิ้นส่วน” กองหนึ่งพุ่งเข้ามาต่อไป
“ฮึ่ม!”
อีวานตะโกนลั่นอย่างไม่เกรงกลัว พุ่งเข้าใส่ฝูงตุ๊กตาโดยตรง
เกราะเกล็ดเพชรของเขาในตอนนี้ก็ได้แสดงอานุภาพมหาศาลออกมา ดาบของตุ๊กตาเหล่านั้นฟันลงไปก็เกิดประกายไฟดัง ‘แคร๊ง’ แต่กลับไม่สามารถสร้างบาดแผลให้เขาได้เลยแม้แต่น้อย
“ไอ้หัวล้านนี่แข็งแกร่งจริงๆ... แต่ตุ๊กตาพวกนั้นฆ่าไม่ตาย ถ้าหาทางออกจากสถานการณ์นี้ไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วคงได้หมดแรงตายอยู่ที่นี่แน่”
ซูหลุนถูกมัดมือไว้ ทำให้ขยับตัวได้ไม่มากนัก ภายใต้การโจมตีดุจคลื่นสึนามิของฝูงตุ๊กตานี้ โอกาสรอดชีวิตของเขาต่ำมาก
แต่เขาก็ไม่คิดที่จะยอมจำนนโดยไม่ต่อสู้
ในตอนนี้ มาคัสถูกความกลัวครอบงำจนมือที่ถือปืนสั่นเทาไปหมด เขาปล่อยเชือกที่ผูกซูหลุนทิ้งไปนานแล้ว
และตุ๊กตาส่วนใหญ่ก็ถูกอีวานดึงความสนใจไว้ โอกาสดีแบบนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไง
“ต้องตอนนี้แหละ!”
ซูหลุนมองไปรอบๆ สภาพแวดล้อมโดยรอบ แล้วใช้ขาข้างหนึ่งถีบพื้นโดยไม่ลังเล จากนั้นก็พุ่งเข้าชนหน้าต่างกระจกที่อยู่ข้างหนึ่งของโถงทางเดินอย่างแรง
เขาสังเกตมานานแล้วว่านอกหน้าต่างมีแต่หมอกหนาทึบ แม้จะไม่รู้ว่าโถงทางเดินนี้อยู่ชั้นไหน แต่เมื่อดูจากโครงสร้างแล้ว ไม่น่าจะใช่ชั้นที่สูงมากนัก
โอกาสที่จะตกตายน่าจะไม่สูง
แต่ทว่า...
เพียงแค่การกระโดดครั้งนี้ ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีกแล้ว!
โครม!
ซูหลุนพุ่งชนหน้าต่างกระจกจนแตกละเอียดได้อย่างง่ายดาย ทั้งร่างลอยออกไป ตกลงไปในม่านหมอกหนาทึบ
เขาคิดว่าตัวเองจะตกลงไปในสวนหรือที่ไหนสักแห่ง และได้เตรียมท่าทางรองรับการตกจากที่สูงไว้แล้ว
แต่กลับไม่คิดว่า เมื่อเท้าแตะถึงพื้น เขาก็กลับมายืนอยู่บนพรมที่นุ่มนวลอีกครั้ง
เมื่อมองดูทิวทัศน์รอบๆ ที่คุ้นตาอีกครั้ง ซูหลุนก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป
“เชี่ย... นี่ฉันกลับมาที่เดิมเหรอวะ?”