เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3

ตอนที่ 3

ตอนที่ 3


*ก่อนจะอ่านนิยาย โปรดตรวจสอบว่าท่านได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือถ้าท่านอ่านในความมืดก็อย่าลืมเปิด Night Mode หรือจอส้ม เพื่อป้องกันการปวดหัวและสายตาสั้นด้วยนะครับ*

--------------------------------------------------------------------------------------------

ตำรวจสามคนรีบเข้ามาในร้านทันที.

 

พวกเขาสวมชุดแบทเทิ้ลสูทอยู่และในมือก็มีกระบองเอาไว้สู้กับมอนส์เตอร์.

 

แต่ทันใดนั้นพวกเขาก็เห็นว่าทุกอย่างจบลงแล้วจึงไปถ่ายรูปศพกอบลิ้นที่หัวเป็นรู.

 

จากนั้นตำรวจนายหนึ่งก็เดินมาทางโดจุน.

 

“ขอโทษนะครับ คุณเป็นคนฆ่ากอบลิ้นนี่ใช่ไหมครับ?”

 

ที่ยืนอยู่หน้าศพของกอบลิ้นนั้นเป็นชายหุ่นดีอายุราว20ปลายๆและวัยรุ่นสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง. ตำรวจจึงคิดว่าผู้ชายคนนั้น, โดจุน, เป็นคนที่ฆ่าเจ้ากอบลิ้นนั่น.

 

โดจุนรีบส่ายหัวทันทีจากนั้นก็เอามือไปจับไหล่ทั้งสองข้างของโซลยุนฮีแล้วผลักเธอไปด้านหน้า.

 

“ลูกสาวผมเป็นคนฆ่าครับ”

 

(ฉากนี้ตามรูปประจำหน้าเลยครับ)

 

จากนั้นคุณตำรวจก็พยักหน้าเบาๆ.

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เด็กวัยรุ่นจะฆ่ากอบลิ้นได้.

 

ความจริงแล้ว คนอายุใดก็ตาม ขอแค่ความสามารถตื่นขึ้นมาหรือผ่านการดัดแปลงด้วยหินมานาก็สามารถทำงานเป็นฮันเตอร์และได้รับความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ได้ทั้งนั้น.

 

“ไม่ทราบว่ามีบัตรประจำตัวหรือเปล่าครับ?”

 

ตำรวจคนนั้นที่ถือปากกับกับสมุดจดอยู่หันมาถามโซลยุนฮี.

เธอหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาแล้วยื่นบัตรนักเรียนให้ตำรวจคนนั้น.

 

ตอนนี้เธอยังไม่ขึ้นม.ปลายก็เลยเอาบัตรนักเรียนม.ต้นให้.

 

“ช่วยบอกเบอร์โทร, ที่อยู่บ้านแล้วก็เลขบัญชีด้วยครับ. เดี๋ยวจะมีเงินรางวัลส่งไปให้ครับผม”

 

“รางวัล?”

 

ตำรวจคนนั้นพยักหน้า.

 

“นอกจากจะได้ตามหินมานาจากกอบลิ้นและศพของมันแล้ว ทางตำรวจจะมอบให้เพิ่มในฐานะที่คุณช่วยปกป้องชีวิตของชาวเมืองด้วยครับ. คุณคงเป็นผู้ปกครองเธอสินะครับเพราะงั้นช่วยบอกเลขบัญชีของคุณแทนได้ไหมครับ?”

 

โซลยุนฮีเป็นคนจับกอบลิ้นนั่นด้วยตัวเองหมดเลย.

 

แถมโดจุนก็ไม่ใช่ผู้ปกครองที่ถูกต้องตามกฏหมายของเธอด้วยแล้วก็ยังไม่ได้ย้ายเข้าทะเบียนบ้าน เขาเลยตัดสินใจว่าจะเอาเงินให้โซลยุนฮีไปซะ.

 

“ยุนฮี. บอกเลขบัญชีเขาไปเถอะ”

 

“หา? พ่อไม่ว่าอะไรหรอคะ?”

 

“ก็...ลูกเป็นคนฆ่าเองนี่นา”

 

โซลยุนฮีลังเลอยู่พักหนึ่งจึงบอกเลขบัญชีให้ตำรวจไป.

 

จากนั้นคุณตำรวจก็คำนับเบาๆ.

 

“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ”

*****

 

พอพวกเขากลับมาถึงบ้านก็มีข้อความส่งมาหาโซลยุนฮีว่าเงิน150,000วอนได้โอนเข้าบัญชีเธอแล้ว.

 

50,000วอนสำหรับศพแล้วก็หินมานาจากตัวกอบลิ้นและอีก1แสนวอนเป็นรางวัลจากตำรวจ.

 

“เยอะอยู่นะน่ะ”

 

โดจุนแอบอ่านข้อความจากด้านข้างโซลยุนฮี.

 

อาจจะเป็นเพราะโดนแอบมอง ยุนฮีเลยรู้สึกว่าตัวเองไม่พอใจหน่อยๆ.

 

“ถ้าเธอได้เยอะขนาดนี้เพราะล่ามอนส์เตอร์แค่ตัวเดียว เธอยังจำเป็นต้องอยู่กับชั้นอยู่หรอ?”

นอกจากได้เงินรางวัลจากตำรวจแล้ว ถ้าจับกอบลิ้นได้1ตัวก็ได้เงิน5หมื่นวอนแล้วถ้าจับได้10ตัวก็จะได้5แสนวอน. มันไม่ยากเลยนะถ้าเธอจะหาเงินเยอะๆด้วยวิธีนี้น่ะ.

 

แต่โซลยุนฮีก็ส่ายหัวตอบ.

 

“เรื่องเมื่อกี้แค่บังเอิญน่ะค่ะ. ปกติมอนส์เตอร์โผล่ออกมาหลังจากริฟต์เล็กๆเกิดขึ้นบนอากาศแบบนั้นหายากมากๆแถมไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วย. จะบอกว่ากอบลิ้นทุกตัวจะจับง่ายแบบนั้นก็ไม่ถูก. อีกอย่างริฟต์หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่าดันเจี้ยนน่ะมีแค่คนที่มีการ์ดฮันเตอร์เท่านั้นถึงจะเข้าไปได้. หนูยังเป็นเด็กธรรมดาอยู่ ตอนนี้เลยยังไปล่าไม่ได้น่ะค่ะ”

 

โดจุนนึกถึงเรื่องปืนที่เธอใช้ขึ้นมา.

 

มันไม่ใช่ปืนธรรมดาๆเลย. มันรวบรวมพลังปราณจากรอบๆแล้วควบแน่นกลายเป็นกระสุนแล้วยิงออกไป.

 

พอเขาลองวัดพลังปราณดู มันก็แค่ระดับเล็กๆเท่านั้นแต่เขาก็คิดว่าเธอเจ๋งมากที่ทำแบบนั้นได้.

 

“เธอเคยฝึกวิชาที่ไหนมาก่อนรึป่าว?”

 

“....ฝึกวิชา? หมายถึงอะไรคะ?”

 

“ก็วิธีดูดพลังปราณจากดันเจี้ยน...เอ่อ ช่างมันเถอะ”

 

พอมาคิดดูดีๆแล้วมันคงเป็นคำถามที่แปลกจริงๆ.ตัวของโซลยุนฮีไม่มีร่องรอยวิชาอะไรเลยนี่นะ.

 

ไม่ว่าคนเราจะฝึกวิชาหนักแค่ไหนหรือแม้แต่กินยาวิเศษๆมา ถ้าจุดเข้าและจุดออกพลังปราณในร่างกายไม่เปิดละก็คงจะรวบรวมพลังปราณจากดันเจี้ยนไม่ได้.

 

“จะว่าไปพ่อตกใจใช่มั้ยล่ะคะ? ก็, จริงๆแล้วเดี๋ยวหนูก็ได้เข้าเรียนที่สถาบันฮันเตอร์แห่งชาติเดือนมีนานี้น่ะค่ะ. พลังของหนูยังไม่ตื่นแต่หนูก็รู้วิธีควบคุมมานา…..ถึงจะยังไม่ใช่ฮันเตอร์แต่หนูก็มีใบอณุญาตปืนมานา หนูเลยพกไปไหนมาไหนได้น่ะค่ะ”

เธอค่อยๆวางของลงบนโต๊ะทีละชิ้นๆแล้วยิ้ม.

 

เธอนึกว่าโดจุนจะตกใจกับเรื่องนั้นมากๆซะอีก.

 

ถึงเธอจะยังไม่ใช่ฮันเตอร์อย่างถูกต้องแต่ก็มีคุณสมบัติเพียงพอจะเป็นฮันเตอร์และเข้าศึกษาที่สถาบันฮันเตอร์แห่งชาติได้.

 

การได้เป็นนักเรียนของสถาบันฮันเตอร์แห่งชาติและผ่านมาตรฐานของพวกเขามาได้นั้น นับว่าเป็นเครื่องยืนยันอาชีพที่มั่นคงในสมาคมฮันเตอร์ได้เลยทีเดียว.

 

“เจ๋งเลยนะ. ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นฮันเตอร์ได้สินะ?”

 

คำพูดเสียงตายของเขาทำให้โซลยุนฮีรู้สึกไม่พอใจ.

 

เธอทำแก้มป่องแล้วหยิบแครอทมากระแทกลงกับเขียง.

 

“พ่อต้องทำตัวดีๆกับหนูนะ. ใครจะรู้หนูอาจจะดังขึ้นมาม๊าก-มากก็ได้”

โดจุนคิดว่าเธอทำตัวน่ารักดีจึงยิ้มให้แล้วปล่อยผ่านไป.

 

****

 

7โมงเช้า.

 

โดจุนตื่นขึ้นมาก่อนนาฬิกาจะปลุก.

 

ตอนนี้เขาตื่นเช้าได้โดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกเลย.

 

เขาเอาผ้าห่มออกแล้วเดินออกไปที่ห้องรับแขก. เขาเห็นโซลยุนฮีกำลังยุ่งอยู่ในครัวอยู่.

 

“โอะ. ตื่นเช้าแบบนี้หายากนะเนี่ยคุณพ่อ”

 

โซลยุนฮีหันหลังมาเพราะได้ยินเสียงเปิดประตูของห้องโดจุน.

 

เธอตกใจที่เห็นโดจุนใส่แค่บ็อกเซอร์.

 

“นี่ สะ-ใส่ชุดหน่อยสิคะ!”

 

“ก็พ่อจะไปอาบน้ำอยู่แล้ว ค่อยใส่หลังอาบเสร็จก็ได้”

 

“หนูไม่ได้หมายความว่างั้นนะ...เห้อ

 

ผ่านไปพักนึงโดจุนก็ออกห้องน้ำมาแล้วเห็นอาหารพร้อมอยู่บนโต๊ะแล้ว.

 

ผักขม, ถั่วผัดซีอิ๊ว, สลัด ….. มีแต่ผักทั้งนั้นเลย.

 

วันแรกที่เธอมาที่นี่โซลยุนฮีเห็นแต่กระป๋องอาหารสำเร็จรูปกองอยู่เต็มไปหมด. เธอนึกว่าโดจุนไม่ค่อยกินผักเลยทำแต่อาหารผักให้กินวันนี้.

 

“พอพ่อทำงานเสร็จแล้วหนูจะย่างเนื้อให้กินเป็นมื้อเย็นเองนะ. เพราะงั้นไม่ต้องกินเยอะก็ได้”

 

เมื่อคืนโดจุนไม่บ่นเรื่องอาหารเย็นที่เธอทำซักแอะและเอาแต่กินอย่างเดียว.

 

พอตอนเช้ามาเธอทำแต่ผักให้เขากิน โซลยุนฮีเลยรู้สึกไม่สบายใจหน่อยๆ.

 

“ขอให้อร่อยนะคะ”

 

โดจุนนั่งลงแล้วเริ่มกินข้าวโดยไม่พูดอะไรออกมา.

 

วันนี้งานเขาเริ่ม9โมงเพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ได้รีบร้อนอะไร.

 

ที่นั่งอยู่ตรงข้ามโดจุนนั้นคือโซลยุนฮี. เธออ้าปากขณะมองเขากิน.

 

“จะว่าไปแล้ว, พ่อคะ, พ่อทำงานอะไรอะ?”

 

“พ่อทำงานที่ศาลากลางน่ะ”

 

“ว้าว งั้นพ่อก็เป็นราชการหรอคะ?”

 

โดจุนพยักหน้าแล้วซดซุปมันฝรั่ง.

 

หน้าของโซลยุนฮีเต็มไปด้วยรอยยิ้มขณะที่เธอวางถ้วยลง.

 

“......มีอะไรหรอ?”

 

“ป่าวค่ะ”

 

โซลยุนฮีรู้สึกโล่งใจมากที่รู้ว่าโดจุนไม่ได้ทำอาชีพอะไรที่อันตราย.

 

อีกอย่าง, ศาลากลางก็ปลอดภัยจากพวกมอนส์เตอร์ด้วย.

 

ถึงเขาจะไม่ใช่พ่อแท้ๆของเธอ แต่เธอก็ไม่อยากเสียคนในครอบครัวไปอีกแล้ว.

 

“กินเยอะๆนะคะพ่อ”

 

****

8โมงครึ่ง ศาลากลางก็ยังดูสงบสุขดีอยู่.

 

แต่บางแผนกนั้นไม่.

 

ต่อกๆๆๆๆ

 

แผนกควบคุมริฟต์นั้นอยู่ที่ชั้น7ของศาลากลางโซล.

 

พนักงานส่วนใหญ่ที่นี่กำลังยุ่งอยู่กับการทำงานและตรวจงานของกันและกันอยู่.

 

โดยเฉพาะงานที่อาจจะมีเรื่องด่วนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา, คนส่วนใหญ่ในแผนกนี้จึงทำงานล่วงเวลากัน.

 

“อรุณสวัสดิ์ครับ”

 

โดจุนเข้าออฟฟิศมาแล้วโค้งคำนับให้.

 

คังชึลซูที่เห็นเขาจึงรีบโดดออกจากเก้าอี้แล้ววิ่งมาหาโดจุน.

 

“อื้อ เป็นอะไรมั้ย? นายทำงานได้แน่นะ?”

 

“ครับ. ขอบคุณที่ห่วงนะครับ. ก็อย่างที่เห็น ผมสบายดี”

 

“รีบบอกชั้นเลยนะถ้ารู้สึกไม่สบาย. ถ้ามีใครว่าอะไรนายรีบบอกชั้นเลยนะ เดี๋ยวจะอัดมันให้”

 

“...ขอบคุณครับ”

 

โดจุนไม่เข้าใจว่าทำไมคังชึลซูถึงต้องทำตัวโอเว่อร์แบบนี้.

 

ราวกับว่าพี่เขากำลังดูแลเด็กอยู่เลย.

 

แต่ทั้งคู่ก็ไม่มีใครอยากจะถามอะไรต่อ.

 

เพราะไม่กี่วันก่อน.

โดจุนยังเป็นเด็กขี้อายพูดติดๆขัดๆที่ยังปรับตัวเข้ากับหน้าที่ตัวเองไม่ได้เลย.

 

ถึงเขาจะเปลี่ยนไปมากในเช้าวันนี้แต่นิสัยเดิมก็น่าจะยังอยู่.

 

“โดจุนนี่โต๊ะนาย. จำได้มั้ย?”

 

เขาไม่ตอบคำถามใดๆเพราะจำอะไรไม่ได้เลย.

 

โดจุนนั่งลงโต๊ะที่เขาทำงานก่อนจะ “ตาย” และไปที่ต่างโลก แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าไม่เคยเห็นโต๊ะนี่มาก่อนเลย.

 

“ถ้าไม่รู้อะไร่ละก็ถามได้ตลอดนะ”

 

ชายคนนึงดูราว30ต้นๆที่นั่งข้างๆมองโดจุนแล้วพูด.

 

ควอนฮยุกซู - เขาเป็นข้าราชการมา5ปีและทำงานที่แผนกควบคุมริฟต์มา3ปี.

 

แต่ก่อนโดจุนทำพลาดบ่อยมากและทำงานไม่เก่งด้วย ควอนฮยุกซูจึงเป็นคนคอยจัดการงานของโดจุนแทนเกือบครึ่งเลย.

 

แต่เขาก็เงียบมาตลอดและไม่เคยบ่นออกมาเลย.

 

“ขอบคุณครับ”

 

โดจุนกลับมาทำงานอีกครั้งและเริ่มอ่านคู่มือการทำงานพื้นฐาน.

 

ตั้งแต่หัวข้อการจัดการของรัฐบาลเมืองโซลไปจนถึงหัวข้อระดับประเทศ.

 

เขาอยากจะเรียนรู้วิธีการทำงานต่างๆอีกครั้งและมันมีเยอะมากๆ.

 

พอเขามองไปดูเวลาอีกครั้ง ตอนนี้ก็เป็นเวลา 9:10 แล้ว.

 

คังชึลซูพึมพำออกมาขณะที่มองนาฬิกาข้อมือ.

 

“เธอน่าจะมาได้แล้วนะ”

“เธอเป็นฮันเตอร์ที่ดีนะ เราต้องเข้าใจเธอบ้าง”

 

“ฮันเตอร์คลาส F นี่ดีด้วยงั้นหรอ?”

 

“ก็ยังเป็นฮันเตอร์อยู่ดีน่า”

 

ควอนฮยุกซูกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง.

 

พอพูดถึงปุ๊บก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูออกมาพร้อมกับหายใจหอบจากการวิ่ง.

 

“ขะ-ขอโทษค่ะ ชั้นมาสาย!”

 

เป็นผู้หญิงที่ดูอายุราวๆ20ต้นๆและหน้าเด็กมากๆ.

 

หัวหน้าคังชึลซูลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปหาเธอ.

 

“ตายจริง ผมควรจะไปรอรับคุณที่ด้านหน้า”

 

“อ้อ ไม่ต้องค่ะ! ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ ขอโทษนะคะที่มาสาย”

 

พนักงานทุกๆคนลุกขึ้น.

 

แล้วเธอก็ไปจับมือกับทุกๆคน.

 

“นั่งลงสิครับ….”

 

เธอเองก็รู้ตัวดี.

 

ก็แค่ฮันเตอร์คลาส F

 

พวกข้าราชการให้เกียรติเธออย่างดี แต่มันก็แค่พอเป็นพิธีเท่านั้น.

 

“คุณโดจุนสวัสดีเธอสิ. นี่คือฮันเตอร์ที่เราเพิ่งทำสัญญามาใหม่. นายความจำเสื่อมใช่มั้ย? ผมจะบอกให้ว่างานหลักของเราคือการสำรวจริฟต์และปกติแล้วพวกเราจะไปเป็นคู่กับฮันเตอร์ที่จัดหามาให้. ฮันเตอร์คนใหม่ของเรา ชาเยจิคือคนที่จัดมาให้นายน่ะ”

 

โดจุนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และไปที่ต่างโลกก่อนจะได้เจอกับเธอ.

 

เธอควรจะได้ไปสำรวจริฟต์คลาสFในเขตกังดงกับเขา.

 

แต่ว่า….

 

“ดูจากสภาพนายตอนนี้แล้วนายคงจะทำงานได้ยากเพราะงั้นชั้นเลยทำงานกับเธอแทนน่ะ”

 

โดจุนจับคางแล้วเริ่มเข้าภวังค์.

 

เขาเพิ่งรู้ตัวตะกี้ว่างานของเขาคือการสำรวจริฟต์ ซึ่งมันน่าจะเป็นตัวปัญหาสำหรับเขาแน่.

 

ไม่มีทางที่เข้าจะได้ใช้ชีวิตปกติถ้ายังทำงานอยู่นี่.

 

ข้าราชการหรือไม่ เขาก็ควรจะเลี่ยงสายตาคนอื่นๆ.

 

“งั้นก็แปลว่า ตอนแรก นี่เป็นงานผมใช่มั้ยครับ?”

 

“ใช่แต่นายไม่ต้องฝืนตัวเองหรอก. ไม่มีใครว่านายหรอกนะ”

 

“ไม่ครับผมทำไหว”

 

เพื่อที่จะเข้ากับทีมให้ได้.

 

สายตาของโดจุนแน่วแน่มาก.

จบบทที่ ตอนที่ 3

คัดลอกลิงก์แล้ว