เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 4

ตอนที่ 4

ตอนที่ 4


*ก่อนจะอ่านนิยาย โปรดตรวจสอบว่าท่านได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือถ้าท่านอ่านในความมืดก็อย่าลืมเปิด Night Mode หรือจอส้ม เพื่อป้องกันการปวดหัวและสายตาสั้นด้วยนะครับ*

--------------------------------------------------------------------------------------------

แท็กซี่คนหนึ่งกำลังขับอยู่บนสะพานชุนโฮ.

ชาเยจินั่งมองโดจุนที่นั่งอยู่ข้างๆเธอ.

โดจุนกำลังพึมพำอะไรซักอย่างขณะมองดูกองเอกสาร.

เธอกำลังพยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ20นาทีก่อนอยู่

******

“หา? นายไม่ต้องฝืนหรอก คุณโดจุน”

ควอนฮยุกซูยิ้มให้.

ตะกี้นี้โดจุนยังหาโต๊ะทำงานตัวเองไม่เจอเลย จะไปจัดการงานแบบนี้ได้ยังไงกัน.

ยิ่งกว่านั้นใครมันจะบ้าส่งคนที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุร้ายแรงเมื่อวานเข้าริฟต์ได้กันเล่า ต่อให้เป็นริฟต์คลาส-F ก็เถอะ.

“ชะ-ใช่ๆ โดจุน. คิดซะว่าค่อยๆเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นแล้วกันนะ. อีกอย่างฮันเตอร์คนนั้นก็เพิ่งได้รับคำสั่งมาให้ย้ายไปทำงานกับพี่ฮยุกซูที่ศาลากลาง”

โดจุนมองไปรอบๆ.

พนักงานในแผนกนี้ทุกคนรวมถึงหัวหน้าต่างพากันมองมาหาเขา.

บางคนหันไปกระซิบกันแล้วแกล้งทำงานบังหน้าขณะแอบฟัง.

“ผมเข้าใจครับว่าพี่อาจจะคิดว่าผมไม่น่าไว้ใจ. คนเราจะคิดแบบนั้นมันก็เป็นเรื่องปกติแต่ครั้งนี้ช่วยเชื่อในตัวผมเถอะนะครับ”

“.....”

“ขอให้ผมกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมอีกครั้งเถอะนะครับ”

พอเขาพูดคำนั้นเสร็จ

ควอนฮยุกซูที่เงียบมาตลอดก็ยิ้มให้.

จากนั้นเขาก็เดินไปทางตู้แล้วหยิบเอกสารออกมาแล้วยื่นให้โดจุน.

<ปฏิบัติการสำรวจริฟต์>

“เห้ย! ควอนฮยุกซู! ทำอะไรน่ะ?”

“หัวหน้าครับ….เขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งในทีม จริงมั้ยครับ?”

“อะ-เออ ก็ใช่”

“ผมเข้าใจนะครับว่าพี่เป็นห่วง, ในฐานะหัวหน้าของแผนกนี้พี่ต้องรับผิดชอบหลายอย่างมาก. แถมเราทุกคนก็ทำงานกันตาแตกเวลามีเรื่องด่วนหรืออุบัติเหตุเกิดขึ้นด้วย. แต่ผมว่านะ, เรามาคุยกันตรงๆเลยดีกว่า….”

ควอนฮยุกซูมองหน้าทุกๆคน.

“มีใครบ้างที่คิดว่าโดจุนเป็นสมาชิกของทีมจริงๆน่ะ?”

ทุกๆคนเลี่ยงสายตาเขาหมด.

คังชึลซูเริ่มหน้าแดงขึ้นแล้วขึ้นเสียง.

“เห้ย….แก! หงะ-แหงสิ! เขาเด็กสุดในทีมเราเลยนะ!”

“ตอนคุณโดจุนบาดเจ็บหนักน่ะ! ตอนที่เขาไม่ได้สติน่ะ…..เคยมีคนพูดตอนกินข้าวกลางวันไม่ใช่เหรอว่าเราน่าจะจ้างพนักงานใหม่มาแทนซะ? ตอนนั้นมีใครโกรธแทนบ้างมั้ย? ทุกๆคนก็เห็นด้วยในใจหมดเลยไม่ใช่เหรอ?”

คำพูดของควอนฮยุกซูทำให้บรรยากาศรอบๆหม่นลง.

จากนั้นพนักงานหญิงคนหนึ่งก็ลุกขึ้นมาตะโกน.

“ไม่ใช่นะคะ คุณฮยุกซู. พูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง? เราคิดอะไรแบบนั้นตอนไหน…?”

“พูดมาตรงๆเลยดีกว่า! เรา…”

ควอนฮยุกซูขึ้นเสียงจนแผนกอื่นๆได้ยินหมด. พวกพนักงานแผนกอื่นลุกจากเก้าอี้ขึ้นมามองด้วยความสงสัย.

“ตอนที่คุณโดจุนเข้ามาใหม่ๆน่ะ พูดตรงๆเลยว่าผมรำคาญเขามากๆ. ผมคิดว่าเขาเป็นภาระ. ทำไมคนแบบนี้ถึงเข้ามาทำงานที่นี่ได้? ผมเกลียดแผนกบุคคลก็เพราะแบบนั้น! เวลาจะคุยโทรศัพท์ผมก็ต้องมานั่งสอนเขานู่นนี่จนฟังโทรศัพท์ไม่รู้เรื่อง! เขาดูไม่พยายามเลยด้วยซ้ำและพอเพื่อนๆคนอื่นๆทำงานอยู่ หมอนี่ดันกลับบ้านเวลา6โมงตรงเป๊ะอีก!”

ไหล่ของควอนฮยุกซูสั่นไปมาขณะที่เขากล่าว.

จากนั้นเขาก็เสยผมแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะด่าต่อ.

“จนกระทั่งตอนนี้ผมก็ยังเกลียดเขาอยู่. เพราะเขาดูไม่เปิดใจเลยแต่มันกำลังจะไปเลี่ยนไปแล้ว. ตอนนี้เขาพยายามสุดตัว ถ้าพวกเรายังทำกับเขาแบบเดิมอยู่อย่างงี้มันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆนั่นแหละ”

โดจุนรับเอกสารจากควอนฮยุกซูมาแล้วถือไว้ในมือ.

“โดจุนรับหน้าที่แทนผมแล้ว. หัวหน้า,ไม่สิ,ทุกคน. ผมจะรับผิดชอบทั้งหมดเอง. เพราะฉะนั้นขอแค่ครั้งเดียว….ช่วยเชื่อใจเราสองคนซักครั้งเถอะครับ”

ควอนฮยุกซูก้มหัวลง.

ต่อก ต่อก.

โดจุนเดินมาข้างๆควอนฮยุกซูแล้วก้มหัว90องศาด้วยอีกคน.

พอเห็นแบบนี้คังชึลซูจึงหัวเราะออกมา.

“ไปสิ ลีโดจุน”

ผ่านไปหลังจากนั้น

โดจุนก็ไปที่ศาลากลางพร้อมกับชาเยจิแล้วก็ออกออฟฟิศไป.

“นี่ควอนฮยุกซู!”

พอได้ยินเสียงเรียกของคังชึลซู ควอนฮยุกซูก็รีบโดดออกจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปหาเขา.

“ครับหัวหน้า”

“เจ้าบ้าเอ๊ย! นายก็รู้นี่ว่าตอนนั้นชั้นพูดไปก็เพื่อตัวนายทั้งนั้น. คุณซูยอนรู้สึกเสียใจให้นายเลยนะ”

“...ขอโทษครับ”

“มันผ่านไปแล้ว. จะมาร้องทีหลังก็ไม่มีประโยชน์หรอก. มารอดูกันว่าสิ่งที่เราหวังไว้จะดีขึ้นหรือเปล่า”

****

ฟุ่บ.

โดจุนปิดเอกสารแล้วเอามันเก็บไว้ในกระเป๋า.

หลังจากอ่านผ่าน5รอบแล้ว เขาก็เข้าใจงานของตัวเองอย่างรวดเร็ว. หน้าที่หลักของเขาคือเก็บรวบรวมข้อมูลในริฟต์.

ตามเดิมแล้วนั้นงานนี้ทางสมาคมฮันเตอร์จะต้องเป็นคนจัดการเองแต่ทางรัฐบาลได้สอดแทรกเข้ามาทำเองเพราะมีปัญหาด้านการฉ้อโกงรวมไปถึงการปลอมแปลงเอกสารข้อพิพาทเรื่องผลประโยชน์ระหว่างกิลด์ใหญ่ๆทั้งหลาย.

“จะว่าไปแล้ว เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการเลยนะครับ. ผมชื่อลีโดจุนครับ”

“ชะ-ชั้นชื่อชาเยจิค่ะ! อายุ21ปี”

“ขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ด้วยนะครับ.

“อ๋อ.ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร!”

สายตาของโดจุนเหลือบไปมองกระเป๋าชุดสูทตรงเท้าของชาเยจิ.

“นั่นอะไรหรอครับ?”

“อ๋อนี่หรอคะ? มันคือ <กระเป๋าสูท> ค่ะ. เกราะกับอาวุธของชั้นอยู่ในนั้น. มันเป็นไอเท็มที่ต้องมีเวลาสู้กับมอนส์เตอร์น่ะค่ะ”

เอี๊ยด

แล้วแท็กซี่ก็มาถึงจุดหมาย.

เป็นสวนสาธารณะแปลกตาในย่านมยองอิล เขตกังดง.

นี่คือที่ที่ริฟต์คลาส - F โผล่ออกมา.

ซุบซิบ ซุบซิบ.

มีคนกลุ่มใหญ่อยู่แถวนั้น.

พนักงานจากสมาคมฮันเตอร์หนึ่งคน, ทหารและตำรวจกำลังควบคุมคนกลุ่มนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมืองทั่วไปเผลอเข้าริฟต์.

ตุ่บ.

ชาเยจิวาง <กระเป๋าสูท> ของเธอลงกับพื้นแล้วหยิบของด้านในออกมา.

ข้างในนั้นมีดาบอยู่เล่มหนึ่งกับลูกแก้วเล็กๆหนึ่งลูก.

ชาเยจิหยิบลูกแก้วออกมาแล้วเอาไปทาบไว้ที่หน้าอกเธฮ.

จากนั้นสูทที่ถูกเก็บไว้ในลูกแก้วก็โผล่ออกมาหุ้มทั่วร่างเธอ.

มันเป็นชุดแนบเนื้อทั้งตัวที่ดูเหมือนซิลิโคน สีขาว.

มันเป็นชุดสูทที่เหล่าฮันเตอร์ใช้ต่อสู้.

“ว้าวว”

โดจุนร้องออกมาเพราะของแปลกตานั่น.

ชุดแบบนั้นออกมาจากลูกแก้วเล็กๆได้ไงกันน่ะ?

“แหะแหะ. คุณไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อนหรอคะ?”

“ใช่ครับ สุดยอดเลยนะ”

“มันเป็นชุดสูทระดับต่ำสุดที่หาได้จากโรงงานน่ะค่ะแต่ราคาก็ตั้ง3ล้านวอนเชียวนะ. แพงโคตรเลยใช่มั้ยล่ะคะ?”

“ครับ. แล้วดาบคุณล่ะครับ?”

“นี่คือดาบคลาส-D จากนักรบโครงกระดูก. อันนี้ไม่ค่อยแพงค่ะน่าจะประมาณ 250,000วอน? มีเรื่องเล่าว่านักรบโครงกระดูกใช้กระดูกของตัวมันเองทำดาบนี่. มันค่อนข้างคมและมีพลังแทงที่ดีเลยล่ะค่ะ.

โดจุนพยักหน้า.

แต่พูดตรงๆแล้ว เขาไม่ค่อยสนใจมันมากนักหรอก.

ไม่ว่าสูทเธอจะแพงขนาดไหนหรือใช้ดาบอะไรก็ช่าง.

เธอก็เป็นแค่ฮันเตอร์ที่จ้างมาให้โดจุนเท่านั้น.

ไม่มากหรือน้อยไปกว่านั้น.

“เอาล่ะไปกันเถอะครับ”

“โอเคค่ะ. โอ๊ะ แล้วจะให้ชั้นเรียกคุณว่าอะไรดีคะ?”

“ตามใจเลยครับ ผมไม่ว่า”

โดจุนหยิบบัตรเจ้าหน้าที่ของตัวเองออกมาแล้วเดินไปหาเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมประตูอยู่.

ชาเยจิที่วิ่งตามโดจุนมานั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า.

“งั้นชั้นขอเรียกคุณว่าผู้จัดการนะคะ เพราะคุณจัดการเรื่องริฟต์นี่นา”

“อืมม ไม่ว่าครับ”

พนักงานจากแผนกควบคุมฮันเตอร์ดูบัตรของโดจุนแล้วเอานิ้วโป้งของเขาไปทาบกับเครื่องสแกนนิ้วมือ.

[แผนกควบคุมริฟต์, เจ้าหน้าที่ลีโดจุน. ยืนยัน]

“เชิญเข้าได้เลยครับ”

พนักงานคนนั้นยิ้มให้แล้วยื่นมือไปทางริฟต์.

ชาเยจิกลืนน้ำลายขณะที่มองไปทางริฟต์ที่ดูสูงประมาณ10เมตรจากพื้น.

มันอาจจะเป็นคลาส-F แต่ถึงอย่างงั้นนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอเข้าริฟต์ด้วยตัวคนเดียว.

แน่นอนว่าพวกเขามากันสองคนรวมโดจุนด้วยแต่เธอไม่นับเพราะเธอคิดว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดา.

และในตอนนั้นเอง…

“เอ้า เอ้า เอ้า ดูซิใครเนี่ย”

มีเสียงทุ้มของชายคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง.

ชาเยจิไหล่กระตุกหน่อยๆตอนที่ได้ยิน.

มันเป็นเสียงของคนที่เธอไม่อยากจะเจอเลย.

พอเธอหันกลับมาก็เห็นชายคนหนึ่งเดินมาพร้อมกับเพื่อนของเขา.

ชาเยจิก้มหัวให้.

“ไม่เจอกันนานเลย เนอะ? ชั้นนึกว่าเธอจะยอมแพ้เรื่องเป็นฮันเตอร์แล้วซะอีก. แต่สงสัยชั้นจะเข้าใจผิดไป?”

ชายคนนั้นใส่ชุดสูทที่มีทองระยิบระยับและใส่แว่นกันแดดอยู่ เขามายืนต่อหน้าชาเยจิแล้วยิ้มให้ จากนั้นก็เขาก็เอียงหัวตอนที่เห็นโดจุนยืนอยู่ข้างชาเยจิ.

“เธอได้เข้ากิลดิ์แล้วงั้นเหรอ?”

“คะ-ค่ะ”

“โอ๋? ยังมีที่ที่รับเธอเข้าอยู่ด้วยงั้นหรอ? เธอใช้มานาไม่ได้ด้วยซ้ำ”

ชายคนนั้นมองโดจุนตั้งแต่หัวจรดเท้า.

โดจุนมองชาเยจิแล้วพูดว่า.

“คุณรู้จักเขาหรอครับ?”

“...ค่ะ. พวกเรามาจากสถาบันเดียวกัน...แล้วก็ได้มาเป็นฮันเตอร์พร้อมกันค่ะ…”

ขณะเธอพูดอยู่นั้น ชายคนนั้นก็เห็นบัตรเจ้าหน้าที่ของโดจุนที่ห้อยคอเขาอยู่.

จากนั้นเขาก็หัวเราะก๊ากออกมา.

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ตอนนี้เธอเป็นฮันเตอร์รับจ้างงั้นหรอ? แหมชั้นกะแล้วว่าคงไม่มีกิลด์ไหนยอมรับเธอหรอก. เหอะ. ถ้าเธอมาอยู่ที่นี่ก็แปลว่าเธอคงเป็นฮันเตอร์คลาส-F สินะ. ไม่สิ, เธอไม่มีมานานี่ เธอต้องเป็นคลาส-Fแหงๆ.”

“....”

โดจุนเห็นขาของชาเยจิเริ่มสั่น.

แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาหนิ.

เขาไม่รู้ซักหน่อยว่าแต่ก่อนสองคนนี้เป็นยังไง หรือต่อให้รู้ โดจุนกับชาเยจิก็เป็นแค่นายจ้างกับลูกจ้าง. ไม่มีเหตุผลจะให้เขาออกหน้าช่วยเธอหนิ….

“พอแล้วมั้งครับ. มันดูไม่ดีนะ”

แต่โดจุนก็ว่าชายคนนั้นออกไป.

เขาขมวดคิ้วขึ้นแล้วจับคอเสื้อโดจุน.

เขาเป็นฮันเตอร์คลาส-D ส่วนศัตรูคนนี้อย่างมากก็เป็นแค่ข้าราชการ.

ไม่เห็นมีอะไรจะต้องกลัวเลย.

“แล้วแกจะทำไม ห้ะ?”

“ผะ-ผู้จัดการ!”

ชาเยจิตากว้างขึ้นแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อนเก่าเธอ.

- ถ้าแกไม่ปล่อยมือภายใน3วินาที ชั้นจะไม่ยกโทษให้แกแน่.

<คุมเสียง>

ชายคนนั้นสะดุ้งเพราะได้ยินเสียงจากในหัว.

แล้วพอพวกเขาสบตากันเขาก็รีบถอยกลับทันที.

ติ๋ง.

แล้วเขาก็ฉี่รดตัวเอง.

โดจุนปัดเสื้อของเขาแล้วจัดเน็คไทให้เข้าที่.

จากนั้นเขาก็เดินไปหาชายที่นั่งทรุดอยู่กับพื้นแล้วยื่นมือออกไป.

“จู่ๆเป็นอะไรไปน่ะครับ? ลุกขึ้นไหวมั้ย?”

สำหรับคนอื่นๆมันอาจจะเป็นภาพที่น่าประทับใจ. แต่ในสายตาของชายคนนั้นโดจุนเป็นเหมือนกับจอมปีศาจในร่างมนุษย์ที่ไม่สามารถเข้าใจได้เลย.

พอพวกเขาสบตากันอีกครั้ง…

ติ๋ง.

เขาฉี่รดตัวเองอีกครั้ง.

โดจุนยิ้มให้กับภาพน่าสมเพศนั่นแล้วหันกลับไปหาชาเยจิ.

“เราเสียเวลามากแล้วนะครับรีบเข้าไปกันเถอะ”

ชาเยจิมองชายที่นั่งทรุดอยู่กับพื้นแล้วตามโดจุนเข้าไปในริฟต์.

***

“เห้ย! เป็นอะไรวะ!”

“นาฮันจุง ไปกินอะไรผิดมารึป่าว?”

เพื่อนจากกิลด์ของชายคนนั้น, นาฮันจุง, พากันดูงงๆ.

“...ปีศาจ.”

“ห้ะ?”

“ไอ้, ไอ้บ้านั่น! มันเป็นปีศาจ! ใครจะไปกล้าสบตามันวะ….?”

นาฮันจุงคิดว่า,

ถ้าเมื่อกี้เขาถอยมาช้าแม้แต่วิเดียวล่ะก็,

เขาคงตายแน่ๆ.

จบบทที่ ตอนที่ 4

คัดลอกลิงก์แล้ว