เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2

ตอนที่ 2

ตอนที่ 2


*ก่อนจะอ่านนิยาย โปรดตรวจสอบว่าท่านได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือถ้าท่านอ่านในความมืดก็อย่าลืมเปิด Night Mode หรือจอส้ม เพื่อป้องกันการปวดหัวและสายตาสั้นด้วยนะครับ*

--------------------------------------------------------------------------------------------

บรรยากาศอึมขรึม…..

 

เขาจิบชาแล้ววางแก้วลง.

 

โดจุนมองไปที่เด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขา พอทั้งสองคนสบตากัน โซลยุนฮีก็รีบก้มหัวลงแล้วละสายตาจากเขา.

 

“นี่หนูจะบอกว่าหนูเป็นลูกสาวของ…...พี่ชายของพี่กับแฟนเขางั้นหรอ?”

 

“ค่ะ, ค่ะ”

 

“แล้วหนูก็บอกว่าเพราะพวกเขาประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตทั้งคู่ หนูเลยไม่มีที่จะไป พี่เลยบอกว่าจะรับหนูมาอยู่ด้วยสินะ. จากนั้นพี่ก็เอารหัสเข้าบ้านนี้ให้หนู วันนี้หนูเลยมาอยู่นี่ใช่มั้ย”

โซลยุนฮีพยักหน้ารัวๆ.

 

โดจุนเอาสมาร์ทโฟนของเขาออกมาแล้วค้นหาในรายชื่อของเขา.

 

สองคนในหมวด <อื่นๆ> นั่นหมายถึงแฟนของพี่ชายเขากับลูกสาวเขาสินะ.

 

“เราเคยเจอกันมาก่อนมั้ย?”

 

“มะ-ไม่ค่ะ. นี่เป็นครั้งแรกที่หนูได้เจออา….”

เขาคิดหนักมากขณะที่ตอนนี้ปวดหัวจนจะแตกออกมาเพราะสถานการณ์ที่ไม่น่าเชื่อนี่.

 

พูดตามตรงตอนนี้เขารับใครมาอยู่ด้วยไม่ได้.

 

อย่าว่าแต่เรื่องง่ายๆอย่างเงินทองเลย, มันเพิ่งผ่านมาได้วันเดียวเองหลังจากที่เขากลับมาที่โลกนี้ ตอนนี้ทุกๆอย่างยังงงๆสำหรับเขาอยู่เลย.

 

“หนูไม่มีครอบครัวอื่นหรือญาติพี่น้องเลยหรอ?”

 

“...แม่หนูเป็นเด็กกำพร้าค่ะ. หนูเลยไม่มีที่อื่นให้ไป….”

โซลยุนฮีเงยหน้ามามองโดจุนด้วยความเครียดขณะที่นิ้วเธอกระสับกระส่ายไปมา.

 

ตอนนั้นเอง สายตาของโดจุนก็มองไปที่จานที่มีพลาสติกใสห่ออยู่บนโต๊ะ.

 

ข้าวผัดห่อไข่. โอมุไรซ์สินะ.

 

“แล้วนี่?”

 

“โอมุไรซ์ค่ะ. หนูคิดว่า….หนูควรจะทำอะไรให้อากินตอนที่กลับมาจากทำงานน่ะค่ะ….”

 

“ก่อนอื่นเลย, พี่ให้หนูอยู่ด้วยไม่ได้หรอก”

 

“.....ตะ-แต่อาเป็นคนบอกเองนะคะ”

เธอหยิบสมาร์ทโฟนออกมาแล้วเอาให้โดจุนดู.

 

ในจอมีข้อความที่ทั้งสองคนส่งให้กันไปมาอยู่.

 

พอสรุปข้อความดูก็ได้ความว่า เธอสามารถมาอยู่ที่บ้านของโดจุนได้จนกว่าเธอจะเรียนจบ.

 

ข้อความเมื่อ3วันก่อน - ซึ่งก็คือ2วันก่อนอุบัติเหตุนั่นเอง.

 

โดจุนรู้แล้วว่าโซลยุนฮีไม่รู้ว่าเขาเข้าโรงบาลเมื่อวานนี้.

 

“.......พี่ส่งไปจริงๆ”

โซลยุนฮีไม่เข้าใจว่าทำไมโดจุนถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้.

 

‘ถ้าเราเข้ามาที่นี่โดยพลการก็พอเข้าใจอยู่หรอก แต่เรามั่นใจว่าเขาเป็นคนอยากช่วยเราก่อนจริงๆนี่นา’

 

“เมื่อวานนี้พี่เข้าโรงบาล. พี่ประสบอุบัติเหตุและเพิ่งออกมาได้วันนี้. ที่แย่ที่สุดก็คือ….พี่ความจำเสื่อม”

 

“อะ-อุบัติเหตุ? ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ?!”

 

โดจุนพยักหน้า.

 

“พี่สบายดีแล้ว”

 

โซลยุนฮีถอนหายใจโล่งอกออกมา.

 

“ปัญหาคือพี่ความจำเสื่อม. มันอาจจะทำให้ชีวิตประจำวันของเรายุ่งขึ้นก็ได้. พี่เลยคิดว่าพี่คงรับหนูมาเลี้ยงตอนนี้ไม่ได้หรอกเพราะพี่คงต้องใช้เวลาปรับตัวพักนึงเลย”

คำพูดนั้นแทงโซลยุนฮีเข้าที่กลางใจ. เธอไม่นึกเลยว่าจะโดนโดจุนปฏิเสธแบบนี้.

 

3เดือนจากนี้ เธอจะได้เข้าเรียนที่ <สถาบันฮันเตอร์แห่งชาติ> แต่เธอก็ไม่สามารถไปพักที่หอพักของสถาบันได้และตอนนี้ก็ไม่เลือกตัวเลือกอื่นให้เธออีกแล้ว.

 

“...สัญญา. ทำสัญญามั้ยล่ะคะ!”

 

“สัญญาหรอ?”

 

“ช่วยเป็นพ่อให้หนูทีค่ะ! จนกว่าจะเรียนจบก็พอ”

 

“ห้ะ?”

 

“อาบอกอาความจำเสื่อม งั้นใช้ชีวิตคนเดียวก็คงลำบากแน่ๆ. ทั้งทำความสะอาดเอย, ซักผ้าเอย, ทำอาหารเอย, หนูจะเป็นคนทำให้หมดเองค่ะ. แลกกับการที่ให้หนูอยู่นี่. จนกว่าจะเรียนจบ….ไม่สิ, ครึ่งปีก็พอค่ะ! จนกว่าหนูจะเข้าพักที่หอพักได้”

โดจุนมองโอมุไรสที่ห่ออยู่บนโต๊ะแล้วก็หันกลับมามองโซลยุนฮีที่กำลังกัดปากและทำสายตาเครียดอยู่.

 

ก็ไม่เลวนะ.

 

ไม่สิ, ถ้าคิดจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วเข้ามีแต่ได้ชัดๆ.

 

เพราะอยู่ที่ต่างโลกมานานมาก เขาจึงลืมการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันไปหมดแล้ว.

 

ถ้าเขาแสดงพลังของตัวเองให้คนทั้งโลกเห็นล่ะก็ ทุกๆคนคงจะหวาดกลัวเขาแน่. ตอนนี้เขาแค่อยากจะวางทุกอย่างลงแล้วใช้ชีวิตธรรมดาๆซะ.

 

อีกอย่าง ถ้าเขาไม่รู้อะไรเขาก็จะได้ถามเธอได้ไง.

 

“เอาสิ, แบบนั้นช่วยพี่ได้เยอะเลย. เอาล่ะมาร่างสัญญากัน”

 

“ห้ะ? สะ-สัญญา?”

 

โดจุนพยักหน้าแล้วหยิบกระดาษกับปากกาออกมาจากกระเป๋า.

 

จากนั้นเขาก็ค่อยๆเขียนรายละเอียดสัญญาอย่างช้าๆ.

 

หลังจากใช้ภาษาจีนมานานมาก เขาเลยชินกับการเขียนภาษาจีน. เขากังวลอยู่ว่าอาจจะลืมภาษาเกาหลีไปแล้วแต่โชคดีที่เขายังทำได้คล่องเหมือนเดิม.

 

แกร่ก

 

เขาวางปากกาลงบนโต๊ะแล้วอ่านสัญญาฉบับร่างให้โซลยุนฮีฟัง.

 

เธอไม่นึกเลยว่าโดจุนจะเขียนสัญญาขึ้นมาจริงๆแต่ตอนนี้เธอกำลังลำบากเลยไม่พูดอะไรออกมา.

 

1. ลีโดจุนจะใช้คำเรียกแทนว่า บุคคล ก และโซลยุนฮีจะใช้คำเรียกแทนว่า บุคคล ข.
2. ก จะให้สถานที่พักอาศัยแก่ ข จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2020.
3. ข จะแจ้ง ก ให้ทราบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจิปาถะ, เบี้ยเลี้ยงและอื่นๆ ที่ ก จะจ่ายให้. ค่าใช้จ่ายอื่้นๆที่ไม่ได้ระบุหรือไม่ได้ยินยอม ก จะไม่จัดหาให้.
4. ในระหว่างสัญญานี้ ข จะต้องดูแลเรื่องงานบ้านและ…….

 

“อ่านสิ. บอกพี่ได้เลยนะถ้าไม่เข้าใจตรงไหนหรืออยากจะแก้ตรงไหน”

 

“ค่ะ, ค่ะ!”

 

โซลยุนฮีอ่านสัญญาอย่างตั้งใจและใจเย็น ถึงเธอจะรู้สึกเศร้ามากๆก็ตาม.

 

ผ่านไปพักหนึ่งเธอก็ยื่นหน้าออกมาแล้วมองโดจุนข้ามกระดาษ.

 

เขาเอียงหัวแล้วกล่าว

 

“หนูอยากจะแก้อะไรมั้ย?”

 

“ไม่มีค่ะ!”

 

“งั้นก็ลงชื่อกัน”

 

‘เราต้องลงชื่อสัญญาแบบนี้จริงๆหรอ? เราเป็นลูกสาวของพี่ชายเขานะ. เราทั้งคู่ก็สูญเสียครอบครัวที่รักไปเหมือนกันทำไมเขาถึงทำตัวเย็นชาและไม่แยแสเรื่องเรากับพี่ชายเขาแบบนี้?’

 

โซลยุนฮีรู้สึกเศร้าเสียใจและหดหู่มากๆ จากท่าทีของญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ของเธอ.

 

แต่ทุกวันนี้เธอก็ได้ยินมาว่ามีหลายคนที่ยังใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่ของเขาแม้จะโตแล้วก็ตาม.

 

พอเธอมาคิดดูแล้วเธอก็รู้สึกเสียใจที่เธอทำไม่ได้แบบพวกนั้น.

 

ฟุ่บ.

โดจุนลงชื่อในสัญญาจากนั้นก็โซลยุนฮี.

 

โซลยุนฮีรู้สึกลังเลเล็กน้อย.

 

แน่นอนว่าทุกอย่างจะดีขึ้นถ้าเธอได้เข้าพักในหอพักแล้ว - เธอก็แค่ต้องอดทนไปก่อนตอนนี้ แต่การอยู่ด้วยกันมันก็ไม่ได้แย่นะ.

 

อืมมมมมม……

 

โซลยุนฮีตัดสินใจได้แล้วในขณะที่กำหมัดอยู่.

 

‘มาทำให้ดีที่สุดกันเถอะ’

 

“งั้นพี่ขอฝากตัวกับหนูปีนึงนะ”

 

“ค่ะ, ค่ะ! หนูจะพยายามค่ะ. โอ้ะแล้วก็, หนูเรียกอาว่าพ่อได้แล้วใช่มั้ยคะ?”

 

“ตามสบาย”

 

“งั้นพ่อก็เรียกหนูว่ายุนฮีนะคะ. พ่อไม่ต้องใช้คำห่างเหินก็ได้”

 

“โอเคพ่อเข้าใจแล้ว ยุนฮี”

 

“...เอ๋? เอ่อ, พ่อเข้าใจเร็วจังเลยนะคะ”

 

โดจุนลุกขึ้นแล้วเดินไปทางตะกร้าผ้าแล้วก็เริ่มถอดเสื้อออก.

 

ตอนนี้เขาก็กลับมาบ้านแล้ว เลยจะเปลี่ยนไปใส่เสื้อที่สบายๆกว่านี้หน่อย.

 

ฟุ่บ.

 

โซลยุนฮีเผลอไปมองร่างกายของโดจุนโดยไม่ทันรู้ตัวเลย.

 

เธอคิดมาตลอดแล้วตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ว่าโดจุนมีหุ่นเหมือนกับดาราเลย.

 

ร่างกายที่ฟิตปั๋งไปทั้งตัว.

 

เขาไม่ได้ตัวใหญ่มากแต่ก็สูงเกิน180เซ็น แถมหน้าใสอีกด้วย.

 

เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาเป็นญาติของพ่อเธอ ลีคังจุน.

 

‘จะว่าไปแล้ว, เขาไม่ได้พูดอะไรเรื่องที่เราทำความสะอาดบ้านให้เลย’

 

ตอนที่เธอมาบ้านนี้ครั้งแรก, มันดูอย่างกับเล้าหมูจนประสาทสัมผัสของเธอถูกกลบไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่ากับสภาพบ้านที่รกมากๆ.

 

มีเศษอาหารกับถ้วยกระดาษกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด เสื้อผ้าก็ไม่เป็นที่เป็นทางเลย.

 

ยิ่งไปกว่านั้นในบ้านยังเหม็นโคตรๆด้วย เธอต้องดูดฝุ่น, ปัดกวาดแล้วก็ถูครั้งแล้วครั้งเล่า.

 

ตีนไก่กับหมูที่เหลืออยู่ในตู้เย็นก็เน่าหมดแล้ว กว่าจะโยนทิ้งได้ก็ลำบากมากๆ.

 

‘ในตู้เย็นไม่มีอะไรเหลือเลย ต้องไปซื้อมาไว้หน่อยแล้ว…’

 

โดจุนคนนี้ไม่รู้มาก่อนเลย.

 

ว่าเขาในอดีตไม่ค่อยทำความสะอาดบ้านตัวเอง.

 

“พ่อคะ”

 

“หืม?”

 

“ในตู้เย็นไม่มีอะไรเหลือเลยค่ะ หนูว่าหนูจะไปซื้อของมาไว้ซะหน่อย…”

 

โดจุนหยิบการ์ดออกมาจากกระเป๋าตังแล้วส่งให้โซลยุนฮี.

 

พอเธอรับการ์ดมาเธอก็มองโดจุนด้วยสายตาที่ว่างเปล่า.

 

“มีอะไรหรอ?”

 

“อะ-เอ่อ...พ่อบอกพ่อความจำเสื่อมใช่มั้ยคะ? งั้นลองไปร้านด้วยกันมั้ยเผื่อจะจำอะไรระหว่างทางได้?”

 

“...ก็ดีนะ งั้นไปด้วยกันเถอะ”

 

เอาจริงๆแล้ว โดจุนไม่ได้ความจำเสื่อมหรอก. เขาแค่ไม่คุ้นกับชีวิตโลกปัจจุบันเพราะอยู่ต่างโลกมานานมาก เขาแค่แกล้งพูดว่าความจำเสื่อมไปงั้นเพราะไม่อยากอธิบายอะไรเยอะ.

****

 

“ดูเหมือนว่าพ่อไม่ค่อยกินผักเลยนะคะเพราะงั้นหนูจะทำให้กินเยอะๆ โอเคมั้ย?”

 

โซลยุนฮีกล่าวพร้อมกับหยิบเซเลรี่มาใส่ไว้ในรถเข็น.

 

โดจุนยิ้มแล้วลูบหัวเธอ.

 

แล้วหน้าของโซลยุนฮีก็แดงขึ้น.

 

“ขอบคุณนะ”

 

ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่ค่อยไม่กินผักหรอก.

 

แต่ก็นะ เขาก็รู้สึกดีใจที่ตอนนี้มีคนใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆและช่วยยกภาระหนักๆออกจากบ่าออกได้ส่วนนึง.

 

และตอนนั้นเอง…..

“อ๊าาาาาากกก!”

 

“วะ-วิ่งเร็ว!”

ครื้น ครื้น!

 

แคร็ก!

 

มีประจุไฟฟ้าเกิดขึ้นมาบนอากาศห่างไป10เมตร.

 

จากนั้นมิติก็ถูกฉีกออกความสูงของมันประมาณเมตรนึงได้.

 

คนที่กำลังช้อปปิ้งอยู่รอบๆก็พากันตะโกนแล้ววิ่งหนี.

“อะไรน่ะ?”

 

“มันคือริฟต์ค่ะ. โชคดีที่มันไม่ใช่ <Entrance>. น่าจะสูงประมาณเมตรนึงได้...งั้นก็คงเป็นกอบลิ้น. พ่อคะ, อันตรายนะ อย่าเข้าไปใกล้เชียว”

 

(Entrance เอ็นทรานส์ แปลว่า ทางเข้าครับ)

จากนั้นโซลยุนฮีก็หยิบปืนที่ดูเหมือนปืนพกออกมาจากกระเป๋า.

 

มันไม่ใช่ปืนธรรมดาๆแต่เป็น <Mana Gun> หนึ่งในอาวุธพื้นฐานของเหล่าฮันเตอร์นั่นเอง.

 

(มานากัน -> ปืนมานา)

 

ถ้าโหลดมานาเข้าในปืนมานาล่ะก็ มันจะควบแน่นกลายเป็นกระสุน.

 

โซลยุนฮีนั้นมั่นใจในการใช้ปืนมานาของเธอมาก.

 

แม้มานาของเธอจะไม่ได้เยอะ แต่เธอก็มั่นใจว่าตัวเองไม่เป็นสองรองใครในด้านการควบคุมมัน.

 

“กี๊!”

 

ขณะที่โซลยุนฮีพูดอยู่นั้น กอบลิ้นตัวหนึ่งก็โผล่ออกมาจากริฟต์.

 

พนักงานคนหนึ่งกวักมือคนอื่นๆให้วิ่งมาหา ส่วนอีกคนก็รีบวิ่งไปแจ้งตำรวจ.

 

“....”

 

โดจุนไม่คิดที่จะออกหน้าไป.

 

เขาพยายามจะใช้ชีวิตไม่ให้เด่นอยู่แล้ว.

 

‘เธอเป็นฮันเตอร์หรอ?’

 

โดจุนสัมผัสได้ถึงพลัง’ปราณ’ จากปืนที่โซลยุนฮีกำลังถืออยู่.

 

สำหรับโดจุนแล้วเป็นเรื่องหายากมากที่จะเห็นของแบบนี้ แต่เขาก็คิดว่ามันคงจะพอใช้จับกอบลิ้นตรงนั้นได้.

 

ปั้ง!

 

กระสุนควบแน่นเข้าด้วยกันแล้วลอยผ่านลำกล้องไปและทะลุหัวเจ้ากอบลิ้นไป.

 

เจ้ากอบลิ้นตายคาที่ทันทีไม่เจ็บปวดหรือร้องใดๆออกมาเลย.

“มะ-มันตายแล้ว”!

 

“ฮันเตอร์นี่นา!”

โซลยุนฮีเก็บปืนเข้ากระเป๋าเธอไป.

 

เธอมองโดจุนที่ยืนขมวดคิ้วอยู่ข้างๆ

 

“หนูบอกให้ไปห่างๆไงคะ. ถ้าเจ็บตัวขึ้นมาจะทำยังไงคะพ่อ!”

 

“โทดที. จากนี้ไปพ่อจะระวังนะ”

 

“จริงนะ?”

 

โซลยุนฮีกล่าวพร้อมทำแก้มป่อง.

จบบทที่ ตอนที่ 2

คัดลอกลิงก์แล้ว