เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 - พระเจ้าแห่งความมืด

ตอนที่ 10 - พระเจ้าแห่งความมืด

ตอนที่ 10 - พระเจ้าแห่งความมืด


*ก่อนจะอ่านนิยาย โปรดตรวจสอบว่าท่านได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือถ้าท่านอ่านในความมืดก็อย่าลืมเปิด Night Mode หรือจอส้ม เพื่อป้องกันการปวดหัวและสายตาสั้นด้วยนะครับ*

--------------------------------------------------------------------------------------------

โป๊บเงียบไปพักหนึ่ง.

 

ที่พื้นนั้นเย็นมากๆและเอมิเลียก็เริ่มตะคริวกินเพราะนั่งคุกเข่าอยู่นานมาก.

 

เธอคิดว่าโป๊บต้องกำลังโกรธเธออยู่แน่ๆ.

 

โป๊บพยายามมีเมตตากับเธอซึ่งมันก็ดี แต่ถ้าเธอยอมปล่อยเรื่องนี้ไปโดยไม่แยแสผู้คนที่คู่ควรเหล่านั้นพวกเขาคงจะโกรธเธอมากๆแน่.

 

แต่ถ้าท่านอยากจะฆ่าแกงชั้นก็รีบๆทำเถอะ อย่าปล่อยให้รอนานแบบนี้ได้มั้ย!

 

เอมิเลียทนไม่ไหวจึงเงยหน้าขึ้นไปมอง.

 

โป๊บกำลังจ้องลงมาหาเธออยู่.

 

เอมิเลียประหลาดใจที่เห็นสายตาของเขาดูอ่อนโยนและเมตตามากๆ เขาดูไม่โมโหเลยแม้แต่น้อย.

 

“ลุกขึ้นก่อนเถอะ…”

 

โป๊บพยายามดึงเอมิเลียขึ้นมา เสียงของเขาดูอ่อนลงมากๆ “เราเข้าใจในสิ่งที่ท่านจะบอกแล้ว. เราคิดไม่ถี่ถ้วนเอง เดี๋ยวเราจะจัดการให้ อย่าห่วงไปเลยนะ”

 

“เดี๋ยวเราจะส่งคนไปคุยเรื่องนี้กับท่านทีหลัง. กลับไปก่อนเถอะนะ” โป๊บดูเหมือนจะมีเรื่องเร่งด่วนบางอย่างที่ต้องทำ. เขารีบพูดแล้วออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เอมิเลียยืนงงอยู่กลางห้องนั่น.

 

เธอปัดฝุ่นออกจากหัวเข่าแล้วหันไปมองทางที่โป๊บออกไป.

 

ดูเหมือนเขาจะมุ่งหน้าไปทางโบสถ์อยู่.

 

เธอไม่รู้ว่าทำไมโป๊บถึงต้องรีบไปที่นั่นขนาดนั้นนะ.

 

แล้วเธอก็เดินออกไปจากห้อง. ระหว่างทางที่กำลังกลับวังนั้นเธอก็ผ่านโบสถ์นั่นด้วย แล้วเธอก็เห็นคทาที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ถูกวางอยู่บนพื้นพร้อมกับโป๊บที่นั่งคุกเข่า สวดภาวนาอยู่ด้านหน้ารูปปั้นยักษ์ของเทพแห่งแสงอยู่.

 

ตาของเขากำลังหลับอยู่ ริมฝีปากของเขาก็ขยับไปมาราวกับกำลังสวดอะไรซักอย่างอยู่.

 

เจ้าดาร์คเอล์ฟโผล่หัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเอมิเลียแล้วมองตามเธอไป.

 

มีเสียงสวดภาวนาเบาๆลอยผ่านสายลมมาเข้าหูของเขา.

 

“...ช่างบริสุทธิ์เสียจริง...โอ...ข้าแต่พระเป็นเจ้า. พระองค์จะต้องพอใจนางแน่ครับ”

 

เจ้าดาร์คเอล์ฟกล่าวประชดออกมา.

 

ใครบริสุทธิ์กัน? ตาแก่นั่นหลอนเพราะตาพร่าไปแล้ว.

 

เอมิเลียดันหัวเขากลับเข้าไป “มองอะไรของนายน่ะ? อย่าออกมานะ เดี๋ยวก็มีคนเห็นหรอก”

 

เจ้าสุนัขน่ารำคาญ!

 

ตอนที่เขาใกล้จะร่วงลงไปในกระเป๋า สายตาเขาก็กวาดไปเห็นรูปปั้นแห่งแสงสว่างนั่น.

 

‘แคร่ก!”

 

มีเสียงแตกหักดังออกมา.

 

รูปปั้นของเทพเจ้าแห่งแสงนั้นได้มีรอยปริแตกออกอย่างลับๆ.

 

พอกลับมาถึงห้อง เอมิเลียก็รีบโยนเจ้าเอล์ฟออกมา “นายช่วยหยุดขยับไปมาซักทีได้มั้ย มันจั้กจี้นะ ไม่รู้เหรอ?”

“เออ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

 

เจ้าดาร์คเอล์ฟยืนขึ้นด้วยท่าทางแสยะ, ร่างจิ๋วๆสุดน่ารักของเขาตระหง่านอยู่บนพื้นจากนั้นก็เปลี่ยนกลับมาเป็นร่างตัวโตสุดหล่อดังเดิม “เธอตัวเหม็นมากๆ หัดอาบน้ำก่อนจะออกไปไหนบ้างสิ”

 

“ห้ะ?”

 

เอมิเลียตากว้างออกเพราะไม่อยากจะเชื่อ “เหม็นบ้าบออะไร? ชั้นใช้น้ำหอมที่แพงที่สุดเลยนะ. จะตัวเหม็นได้ยังไง? จมูกนายเพี้ยนต่างหาก!”

 

“บอกว่าเหม็นก็เหม็นสิ ต่อให้เธอเอาน้ำหอมมาฉีดขนาดไหน เธอก็ซ่อนกลิ่นตัวไม่ได้อยู่ดี” เจ้าเอล์ฟนั่งลงอย่างเอื่อยๆ, ปกคอเสื้อของเขาอ้าออกจนเห็นหน้าอกผิวสีน้ำผึ้ง.

 

เจ้าดาร์คเอล์ฟที่เคยใส่ชุดขาดๆอยู่นั้นตอนนี้ได้เปลี่ยนมาใส่ชุดดีๆแล้ว ถึงมันจะเป็นชุดที่เอมิเลียไปแอบขโมยมาจากทีมลาดตระเวนก็เถอะ.

 

ชุดของอัศวินนั้นมีสีขาวและด้ายสีทองประดับอยู่, มีเข็มขัดรัดอยู่ที่เอวบางๆของเจ้าเอล์ฟจนเห็นเอวได้ชัด. กระดุมที่หน้าอกของเขานั้นไม่ได้ติดกันทุกเม็ด กล้ามของเขาเลยออกมาโต้กับลม.

 

เอมิเลียบอกให้เขาติดกระดุมดีๆหลายรอบแล้ว แต่เจ้าเอล์ฟก็ไม่ยอมฟังจนสุดท้ายเธอก็ปล่อยเขาไป.

 

ถึงยังไงคนที่จะเป็นหวัดก็ไม่ใช่เธอหนิ.

 

“นายว่าไงนะ!”

 

เอมิเลียโมโหขึ้นมา. ผู้หญิงคนไหนก็ไม่ชอบถูกหาว่าตัวเหม็นหรอก.

 

“เหม็น” เจ้าดาร์คเอล์ฟพูดช้าๆใส่สีหน้าโกรธเกรี้ยวของเอมิเลีย พร้อมๆกับทำสีหน้าไปด้วย ราวกับเธอเหม็นมาแต่ไกล.

 

เอมิเลียนึกในใจ “ชั้นจะฆ่านายๆๆๆๆ”

ความโกรธของเธอเริ่มเดือดขึ้นมาแต่จากนั้นเธอก็ใจเย็นลงพร้อมกับยิ้มบางๆ ด้วยสายตาอำมหิตแล้วพูดว่า “คืนนี้นายนอนที่พื้นไปนะ”

 

ทันทีที่เธอพูดจบ เจ้าดาร์คเอล์ฟที่กำลังเอาคางไปพิงกับเก้าอี้อย่างเอื่อยๆอยู่ก็ร่วงลงบนพื้นพร้อมกับขาแขนที่ถูกมัดไว้.

 

อีกแล้วเหรอ!

 

เจ้าดาร์คเอล์ฟพยายามโงหัวขึ้นมาแล้วจ้องไปทางเอมิเลียอย่างแรง. “มาสู้กับข้าแบบแฟร์ๆสิวะ เจ้าหมารับใช้!”

 

เอมิเลียสะใจมาก.

 

ทุกๆครั้งที่เจ้าดาร์คเอล์ฟด่าเธอหรือกวนเธอ เธอก็จะบุลลี่เขาแบบนี้แหละ. เธออยากจะทำให้เขาร้องไห้ออกมา แต่คงจะได้แค่ฝันล่ะนะ.

 

จากนั้นเอมิเลียก็เดินไปทางโต๊ะแล้วเปิดหนังสือออกมาอ่าน.

 

ช่วยไม่ได้นี่นา. พรุ่งนี้ก็มีวิชาปฏิบัติแล้ว. ต้องรีบหาความรู้ไว้จะได้ไม่ยืนอายพรุ่งนี้.

 

ทั้งห้องเงียบไปอยู่พักหนึ่ง มีแต่เสียงเปิดหน้าหนังสือเท่านั้น.

 

เจ้าเอล์ฟที่กำลังนอนอยู่บนพื้นนั้นก็พูดเสียงแข็งออกมา “รูปปั้นนั่นคือ...พระเจ้าแห่งแสงของแกหรอ?”

 

เอมิเลียกำลังปวดหัวกับหนังสืออยู่จึงตอบเขาส่งๆไป “ใช่, ทำไมล่ะ? ชอบหรอ?”

 

เธอพูดล้อไปงั้นๆแต่ก็ไม่นึกว่าจะโดนสวนกลับมาแรง “จะบ้ารึไง! ก็เหมือนแกนั่นแหละ ชั้นไม่ชอบของกากๆ!”

 

หมายความว่าไงเหมือนชั้น? ชั้นดูเหมือนกากงั้นหรอ?

 

เอมิเลียหยุดอ่านหนังสือแล้วหันมาจ้องใส่เขา “ไม่อยากขยับอีกแล้วใช่มั้ยชีวิตนี้น่ะ?”

 

เจ้าดาร์คเอล์ฟโก่งคิ้วขึ้นมา เขาจ้องกลับไปหาเธอแล้วประชดใส่ “สมแล้วที่เป็นหมารับใช้ ชั้นแค่ด่ารูปปั้นเทพแสงนั่น แกก็หัวร้อนซะแล้ว”

 

เอมิเลียขี้เกียจอธิบายให้เขาฟังจึงหันกลับไปอ่านต่อ.

 

ผ่านไปพักหนึ่งเจ้าเอล์ฟก็เปิดปากพูดแบบอายๆว่า “นี่! เธอรู้จักพระเจ้าแห่งความมืดรึป่าว?”

 

มีคำอยู่3คำนี้ที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณเขา ถึงเขาจะจำอะไรไม่ได้และไม่รู้อะไรเลย แต่ทุกครั้งที่เขาพยายามนึกว่าตัวเองคือใคร เขาก็นึกออกแค่3คำนี้เท่านั้น.

 

เจ้าเอล์ฟเริ่มสงสัย.

 

เขา….เขาคงไม่ใช่พระเจ้าหรอกเนอะ?

 

ภายใต้คำสั่งของศาสนาแห่งแสง หนังสือทุกเล่มที่เกี่ยวกับพระเจ้าแห่งความมืดนั้นได้ถูกเผาทำลายไปหมดสิ้นแล้ว. ใครก็ตามที่เอ่ยนามหรือกล่าวสิ่งที่เกี่ยวข้องกับในหนังสือพวกนั้นออกมา จะถูกจับกุมทันที.

 

ดังนั้นเอมิเลียจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าแห่งความมืดเลย.

 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะมั่วไม่ได้ “พระเจ้าแห่งความมืดงั้นหรอ, รู้ดิ, ชั้นเคยเห็นบันทึกเกี่ยวกับเขามาก่อน. ชั้นได้ยินมาว่าเขามี4แขน8ขา หน้าเหมือนค้างคาวและมีดวงตาที่เชื่อมกันแล้วทั่วตัวของเขาก็ปกคลุมไปด้วยขนยาวหนาสีดำด้วย. คงทำให้คนนึกถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดออกมาได้เลยมั้ง.”

 

เจ้าดาร์คเอล์ฟคิดภาพตามเธอบอก.

 

น่าเกลียดเกิ๊น.

 

เขายอมรับหน้าตาดั้งเดิมตัวเองไม่ได้ จึงโยนความคิดนั้นทิ้งไป.

 

“จู่ๆถามขึ้นมาทำไม?” เอมิเลียกล่าวโดยไม่หันไปมอง.

 

แน่นอนว่าเจ้าเอล์ฟไม่ยอมบอกเธอ เขาลงไปนอนกับพื้นอีกครั้งแล้วพูดกำกวม “ไม่ใช่เรื่องของแกหนิ”

 

เอมิเลียกลอกตาแล้วเลิกคุย.

 

เวลาเดินไปจนเริ่มดึกหน่อยๆแล้ว.

 

เอมิเลียก็เริ่มสัปหงกคาหนังสือ. ในตอนนั้นเองขณะที่เธอกำลังจะหลับคาหนังสือก็มีเสียงดังขึ้นมาเบาๆจากด้านหลัง

 

“อัลฟอนโซ”

 

“ชื่อของข้า...น่าจะเป็นอัลฟอนโซ”

****

พอเธอตื่นขึ้นมาในเช้าถัดไป เอมิเลียที่กำลังสะลึมสะลืออยู่นั้นก็เผลอเหยียบหน้าเจ้าเอล์ฟที่อยู่บนพื้นเข้า.

 

“เมื่อคืนชั้นลืมปล่อยนายหรอ?” เธอพูดเนือยๆพร้อมขยี้ตา “กลับไปนอนที่เตียงห้องใต้ดินเองซะ. วันนี้ชั้นจะไม่พานายออกไปด้วย”

 

เวทย์มนต์ก็ถูกปลดออกแล้วเจ้าเอล์ฟก็ยืนขึ้น เขาจ้องมาที่เธอด้วยดวงตาสีแดงก่ำที่เคียดแค้น. “เจ้าหมารับใช้ แกจะเอาอะไรจากชั้นอีก? ชั้นหนีออกไปตอนนี้ซะเลยดีมั้ย?”

 

ตอนนี้เวลาเริ่มกระชั้นชิดเข้ามาแล้ว เอมิเลียจึงรีบล้างหน้าแล้วแต่งตัวด้วยเวทย์มนต์ จากนั้นเธอก็ไปก้มหาหนังสือที่ชั้นวางรกๆนั่น “นายไม่ได้นอนทั้งคืน ถ้าจะไปก็ไปสิใครห้ามล่ะ”

 

เขายืนเงียบอยู่ด้านหลัง.

 

เอมิเลียหาหนังสืออยู่นานมากกว่าจะเจอ พอกำลังจะออกไปเธอก็รู้สึกว่าที่กระเป๋ามีอะไรหล่นลงมา.

 

เธอก้มลงแล้วเห็นเจ้าเอล์ฟกำลังนอนคดตัวอยู่ด้านใน. เธอเงยหน้าขึ้นแล้วปิดกระเป๋าไป.

เอมิเลียเอามือทาบอก.

 

ถ้าไม่ติดเรื่องนิสัยของเจ้าเอล์ฟนี่ล่ะก็ เขาก็ดู….น่ารักดี?

 

เหล่าเซ้นต์นั้นมีห้องทรมาณเล็กๆเป็นของตัวเอง. ในมุมหนึ่งของห้องนั้นมีสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดตัวเล็กๆถูกขึงไว้ตลอดทั้งปีเพื่อเอาไว้สอนเหล่าเซ็นต์หรือทดลองเวทย์มนต์อยู่.

 

เอมิเลียมาสายเล็กน้อย. พอเธอมาถึง เซ้นต์ส่วนใหญ่ก็มารอกันที่หน้าห้องทรมาณแล้ว พวกเขากำลังยืนคุยซุบซิบกันอยู่.

 

นี่เป็นงานใหญ่ครั้งแรกในฐานะหัวหน้าของเธอ. หลายๆคนจึงตั้งตารอดูเธอ, พอเธอมาถึงปุ๊บทุกๆคนก็จ้องไปทางเธอทันที.

 

ใจกลางกลุ่มคนนั้นเดบราก็กำลังหัวเราะคิกๆอยู่ เธอจ้องไปหาเอมิเลียบ่อยครั้งดูไม่มีมารยาทเลย.

 

เอมิเลียเม้มปากเบาๆ.

 

ดูเหมือนว่าทุกคนยังอยากจะให้เดบราทำหน้าที่มากกว่า. เธอเหมาะกับงานนี้มากกว่า, ใช่ ชั้นก็คิดงั้นแหละ.

 

เอมิเลียพยายามปลอบตัวเองแล้วหยิบกุญแจออกมาเพื่อไปเปิดห้องทรมาณ.

 

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สัตว์ด้านในหลุดออกมา ห้องทรมาณจึงไม่มีหน้าต่างและมีโล่เวทย์มนต์บังช่องว่างทุกที่ไว้หมด. พอพวกเขาเข้าไปในห้อง มันจึงมืดมากๆแทบไม่เห็นอะไรเลย.

 

พอแสงเวทย์มนต์สว่างขึ้นที่กำแพงทั้งสองฝั่ง ก็มีเด็กหญิงสองคนถูกขึงไว้กับโครง. พวกเธอเริ่มตัวสั่นกัน.

 

เซ้นต์คนหนึ่งมองมาจากด้านหลังเอมิเลียแล้วกล่าว “โอ้ะ นี่มันแม่มดที่เพิ่งจับมาได้นี่นา. แถมมีตั้งสองคนด้วย ได้ปลาตัวใหญ่เลยแบบนี้”

 

ปลาตัวใหญ่, นี่หล่อนหมายถึงเด็กผู้หญิงสองคนนี้รึไง?

มือที่เอมิเลียจับกุญแจอยู่นั้นเริ่มสั่นเบาๆ. เธอพยายามสงบใจไว้ไม่ให้เซ้นต์คนอื่นๆสังเกตุเห็น. เธอพยายามฝืนยิ้มเหมือนคนอื่นๆ.

 

“นี่เธอเอาหนังสือมาด้วยรึป่าว? ชั้นน่าจะเอาค้อนแม่มดมาด้วยรู้งี้”

 

มีคนบ่นขึ้นมา.

 

“ไม่ได้เอามาน่ะสิ. ตอนแรกชั้นก็นึกว่าเป็นแค่สัตว์ตัวเล็กๆเลยไม่ได้เอามาด้วย. ชั้นจำในหนังสือไม่ได้ด้วยสิ เธอจำได้มั้ย?”

 

สีหน้าของเดบราอ่อนโยนขึ้นแล้วพูดปลอบทุกคน “ไม่ต้องห่วง ชั้นจำในหนังสือได้หมดแล้ว ถามชั้นได้นะ”

 

“สมแล้วที่เป็นเดบรา!”

 

“ใช่เลย ถ้าเธอจำหนังสือหนาๆนั่นได้หมด จะเป็นเซ้นต์อันดับหนึ่งก็ไม่แปลกนะ”

 

พวกเขาเริ่มไปล้อมเดบรากันจนเหมือนจะลืมหัวหน้าตัวจริงตรงนั้นไป.

 

เดบรายิ้มเบาๆแล้วค้อนไปมองเอมิเลียที่ยืนเงียบๆตัวแข็งอยู่ตรงนั้น.

 

ดูซะ นี่แหละอำนาจของราชินีไร้มงกุฎที่แท้จริง.

จบบทที่ ตอนที่ 10 - พระเจ้าแห่งความมืด

คัดลอกลิงก์แล้ว