เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 11 - หิ่งห้อย

ตอนที่ 11 - หิ่งห้อย

ตอนที่ 11 - หิ่งห้อย


*ก่อนจะอ่านนิยาย โปรดตรวจสอบว่าท่านได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือถ้าท่านอ่านในความมืดก็อย่าลืมเปิด Night Mode หรือจอส้ม เพื่อป้องกันการปวดหัวและสายตาสั้นด้วยนะครับ*

--------------------------------------------------------------------------------------------

ที่ผนังในห้องทรมาณทั้งสองข้างนั้นมีไฟส่องสว่างอยู่. เหล่าเซ้นต์พากันไปล้อมแม่มดสองคนนั้น.

 

เดบราก้าวออกไปข้างหน้าหวังจะคุมเกมจากนั้นก็ยิ้มออกมาเบาๆ “งั้นก็เริ่มกันเลย, พวกเราแบ่งกันออกเป็นสองกลุ่มแล้วไปสอบปากคำพวกเธอซะ ยัยแม่มดสกปรกสองคนนี้จะได้สำนึกถึงการทรยศของตัวเองซักที. เพื่อพระเป็นเจ้าแล้วถ้าเราได้เบาะแสแม่มดตนอื่นเพิ่มก็จะดีไม่น้อย”

 

“ได้เลย!”

 

เหล่าเซ้นต์พากันแบ่งออกเป็น2กลุ่ม. ในห้องนั้นมีเสียงดังอยู่พักหนึ่งและหัวหน้าตัวจริงก็ถูกทิ้งไว้ในมุมมืดราวกับถูกลืมเลือนไปแล้ว ไม่มีใครถามหาเธออีกเลย.

 

เอมิเลียหวังจะให้พวกเขาลืมเธออยู่แล้ว.

 

มันจะดีกว่าถ้าพวกเขาไม่รู้ว่าเธอยังมีตัวตนอยู่นี่.

 

เธอขอยืนดูอยู่เงียบๆดีกว่า. เธอทำร้ายเด็กผู้หญิงที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่พวกนั้นได้ลงคอหรอก.

 

เอมิเลียถอยหลังไปพิงกำแพงเย็นๆแล้วหลับตาไป, เธอไม่อยากมองภาพนั้นอีกเลย

.

“เธอจะทนอยู่แบบนี้หรอ?”

 

เอมิเลียประหลาดใจเล็กน้อยที่ริต้ามายืนอยู่ข้างเธอ, เธอกำลังกัดฟันแล้วจ้องไปด้านหน้า.

 

เอมิเลียมองตามเธอไปดูเดบราที่กำลังเล่นบทหัวหน้าแทนอยู่.

 

ต่อให้เป็นคนที่ดีขนาดไหนถ้ามาเจอคนแย่งทำหน้าที่ตัวเองแบบนี้ก็คงมีเคืองกันบ้างแหละ. เธอไม่ควรทำตัวเฉยชาแบบนี้. เธอควรจะพูดอะไรบ้าง.

 

เอมิเลียหันหนีไป, สีหน้าของเธอซีดลงทันที. เธอบอกริต้าไปว่า “ชั้นมึนนิดหน่อยน่ะ”

 

ในห้องสลัวๆนั้นแสงเทียนส่องแสงสว่างออกมาทางด้านข้างใบหน้าของเด็กผู้หญิงพวกนั้น น้ำตาของพวกเธอไหลลงมาราวกับน้ำตก.

 

เจ้าเอล์ฟที่อยู่ในกระเป๋าเธอส่งเสียงประชดออกมาอย่างดัง.

 

เจ้าบ้านี่ ชั้นบอกแล้วไงว่าอย่าส่งเสียงน่ะ?

 

เอมิเลียกัดฟันแล้วแอบเอามือล้วงลงไปในกระเป๋าเพื่อหยิกเขาอย่างแรง จากนั้นก็มองมาทางริต้าด้วยสีหน้ากังวล.

 

โชคดีที่ริต้ามัวโมโหแทนอยู่เลยไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น “เธอบ้าไปแล้วหรอ ทำไมไม่สู้เพื่อตัวเอง? อย่าให้เดบรามันได้ใจสิ!”

 

เอมิเลียกระซิบกลับไป “ขนาดเธอยังสู้กับนางไม่ไหวเลย มาบอกชั้นทำไมเนี่ย”

 

ริต้าเริ่มไม่พอใจเธอ.

 

ขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากพูดบางอย่างออกมานั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังมาจากด้านหลังกลบเสียงเธอหมด.

 

มีกลิ่นเนื้อหนังที่ถูกไฟเผาโชยมาพร้อมๆกับกลิ่นเลือดที่คาวมากๆ สีหน้าของเอมิเลียซีดลงและเธอแทบจะอ้วกออกมาเลย.

 

เธออดทนได้เดี๋ยวเดียวจนทนไม่ไหวเลยรีบหันไปทางด้านหลังริต้า.

 

ที่พื้นมีเลือดไหลนองลงมาและเด็กผู้หญิงที่ซูบผอมตรงนั้นกำลังคอตกอยู่ ตัวเธอมีเลือดเปื้อนเต็มไปหมด นิ้วมือของเธอที่ติดอยู่กับเครื่องทรมาณอ่อนล้ามาก กระดูกที่นิ้วนั้นบิดไปมาอย่างน่าเวทนา.

 

เดบรากำลังยืนเลือดโชกอยู่ต่อหน้าแม่มดตัวน้อยนั้น พร้อมโก่งคิ้วทำหน้าขยะแขยง. เธอถามอย่างช้าๆไปว่า “แกรู้ตัวรึป่าวว่าเป็นแม่มดน่ะ?”

 

แม่มดผมสีแดงเงยหน้าขึ้นมา, ผมยุ่งๆของเธอบังหน้าไปหมด เธอส่ายหัวเบาๆอย่างไร้เรี่ยวแรง “หนูไม่เคยเป็นอย่างที่คุณพูด”

 

เซ้นต์หญิงข้างๆเธอทนไม่ไหวจึงรีบถามไป “พ่อแม่ของเธอมารายงานพวกเราเองว่า เธอเห็นปีศาจตอนกลางคืนและเข้าไปคุยกับมันด้วย ใช่มั้ย?”

 

แม่มดผมสีแดงปฏิเสธไป “หนูเปล่า!”

 

เดบรายิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น “ยังไม่ยอมรับอีกสินะ อัศวินของเราเห็นเธอเดินไปมาตอนกลางคืนราวกับว่าสูญเสียวิญญาณไปแล้ว พอตอนเช้าตรู่เธอก็กลับมาที่บ้าน. พอชั้นถามว่าจำเรื่องที่ทำไปตอนกลางคืนได้มั้ย เธอก็บอกว่าไม่รู้ทั้งนั้น แค่นี้ก็เป็นหลักฐานพอแล้วไม่ใช่เหรอว่าเธอทำสัญญากับปีศาจและให้มันสิงร่างน่ะ?”

 

แม่มดผมสีแดงตัวสั่นขึ้นมาแล้วร้องไห้ “หนูไม่รู้, หนูไม่รู้จริงๆ, หนู..”

 

ราวกับว่าเธอโดนจี้จุดเข้าเธอดูสับสน ดวงตาของเธอก็ดูเฉยชา. เธอนึกคำพูดแก้ตัวไม่ออกเลย. เธอไม่รู้ตัวเลยว่าเธอแอบออกไปตอนกลางคืนจนกระทั่งถูกจับมาที่นี่.

 

เป็นไปไม่ได้.

 

เป็นไปได้หรอที่เธอจะทำสัญญากับปีศาจโดยไม่รู้ตัวน่ะ?

 

แม่มดผมแดงหลับตาลงอย่างซังกะตายและพยักหน้าด้วยความขมขื่นตอนที่เดบราถามเธออีกครั้งว่าใช่แม่มดหรือเปล่า.

 

เดบราปิดตำราลงแล้วกล่าวด้วยความพอใจว่า “โอเค ส่งมันไปที่ศาลตัดสินพวกนอกรีตแล้วให้พวกเขาจัดการแขวนเธอซะ”

 

แม่มดผมแดงตัวสั่นขึ้นมาอย่างหนัก.

 

การสอบสวนที่อีกฝั่งก็ถึงจุดสิ้นสุดเหมือนกัน. เซ้นต์ที่ทำหน้าที่สอบสวนนำกระดาษสารภาพบาปที่เปื้อนเลือดมาแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ตรงนั้นก็เสร็จแล้วเหมือนกัน”

 

“ถึงแม้เราจะไม่ได้ข้อมูลสำคัญมาก็ตามแต่ก็โชคดีที่ปิดงานได้. ทางศาลน่าจะให้คะแนนเราดีๆแน่”

เหล่าเซ้นต์พากันหัวเราะชอบใจ.

 

เอมิเลียตกใจมากตอนที่ได้ยิน.

 

โดนปีศาจหลอกล่อ, ถูกเข้าสิง?, เธอก็แค่เดินละเมอไม่ใช่รึไง?

 

หลังจากตะลึงไปพักหนึ่งเธอก็นึกได้ว่าที่นี่เป็นยุคสมัยกลางของทางตะวันตกที่การแพทย์ยังล้าหลังอยู่. การแพทย์ส่วนใหญ่พึ่งพาเวทย์มนต์ทั้งนั้น. โรคสมัยใหม่อย่างการเดินละเมอคงเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับพวกเขา.

 

พ่อแม่ของเด็กสองคนนี้คงเห็นพวกเธอเดินละเมอกลางดึกจึงรีบไปรายงานด้วยความลนลานแล้วก็มองดูลูกสาวตัวเองถูกจับไปสินะ.

 

เอมิเลียมองไปทางเด็กผู้หญิงผมแดงนั่น ดวงตาของเธอดูสดใสมาก ที่ขอบตาก็มีไฝเล็กๆอยู่และที่ปากของพวกเธอก็มีลักยิ้มเล็กๆด้วยเวลาพูด.

 

เด็กคนนั้นน่าจะดูน่ารักมากตอนหัวเราะแน่ๆ.

 

เธอเม้มปากด้วยความว้าวุ่นและกำหมัดไว้.

 

เดบราที่อยู่กลางคนพวกนั้นปรบมือขึ้นมา “เอาล่ะ พวกเธอทั้งสองคนพายัยแม่มดพวกนี้ไปที่ศาลซะ. อย่าลืมเอาใบสารภาพบาปไปด้วยล่ะ”

 

เซ้นต์สองคนนั้นเริ่มเดินออกไป โซ่ที่คล้องมือเด็กสองคนนั้นอยู่หล่นกระแทกกับพื้นดัง ‘เก๊ง’ ไปทั่วห้อง.

 

พวกเขาลากเด็กผู้หญิงสองคนนั้นออกไปจนเลือดเปื้อนทางเดินไปหมด.

 

นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เอมิเลียจะได้เห็นพวกเธอ.

 

เด็กคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาตอนที่ถูกลากผ่านเอมิเลียไป. ด้านหลังผมสีแดงดุจเลือดของเธอนั้นมีดวงตาสีน้ำตาที่ไร้ชีวิตชีวาอยู่ เธอถูกลากผ่านหน้าเอมิเลียไป.

 

ดวงตาพวกนั้นคือดวงตาของคนที่ตายไปแล้ว.

 

เอมิเลียเลิกลังเลอีกต่อไป เธอแอบเอามือขวาไปไว้ด้านหลังแล้วค่อยๆขยับนิ้ว.

 

เวทย์มนต์ที่มองไม่เห็นเริ่มฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศ.

 

เด็กผู้หญิงผมสีแดงกำลังคอตกอยู่และตอนนี้แขนของเธอก็กำลังถูกคนลากไปหาที่ที่เธอกำลังจะถูกฆ่า.

 

ทั่วตัวของเธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากมายมหาศาลจนเธอรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก.

 

เธอไม่อยากตาย, เธอยังเด็กอยู่เลยอายุแค่18ปีเท่านั้น, เธอยังมีอนาคตอีกไกลมากๆ มีเรื่องอีกตั้งหลายอย่างที่เธอยังไม่ได้ทำ….ตาของเด็กผมสีแดงเริ่มเลือนลางและเธอพยายามนึกถึงเรื่องที่มีความสุขในอดีตขึ้นมาเพื่อปลอบตัวเอง.

 

แต่โชคชะตานั้นอยู่เหนือการควบคุมอยู่เสมอ.

 

เธอพยายามเงยหน้าขึ้นเพื่อจะมองดูโลกที่สวยงามนี้เป็นครั้งสุดท้าย.

 

“ฟุ่บ!”

 

แรงที่ลากแขนเธออยู่นั้นจู่ๆก็หายไปและเด็กผู้หญิงผมสีแดงคนนั้นก็ฟุ่บลงกับพื้นเหมือนกับกระเป๋าหนักๆ เธอแทบจะลุกขึ้นมาไม่ไหวเลย.

 

เธอส่ายหัวแล้วสะบัดผมที่บังสายตาเธอออกไป จนเห็นเหล่าเซ้นต์ที่ศักดิ์สิทธิ์นั่นร่วงลงกับพื้นไปทีละคนๆ.

 

เกิดอะไรขึ้นกัน?

 

มีประกายแสงระยิบระยับฟุ้งกระจายอยู่เต็มอากาศไปหมด.

 

เด็กผมสีแดงนั้นก้มหน้าลงกับพื้นและเห็นก้อนประกายแสงเล็กๆลอยขึ้นมาจากพื้น.

 

ก้อนแสงนั่นลอยขึ้นมากลางอากาศแล้วค่อยๆลอยไปทางประตูจากนั้นมันก็ลอยวนรอบๆประตูนั่น.

 

เธอนอนอยู่ตรงนั้นและงงไปพักหนึ่งจากนั้นก็เข้าใจว่าเจ้าก้อนแสงนั่นจะสื่ออะไร.

มันกำลังนำทางให้เธอหนีไป.

 

แม้ร่างกายของเธอจะเจ็บปวดและล้ามากๆ แต่เธอก็พยายามลุกขึ้นมาด้วยความหวังอันน้อยนิดที่มาจากไหนไม่รู้ก้อนนี้, เธอกัดฟันแล้วใช้แรงเฮือกสุดท้ายลากเด็กผู้หญิงผมสีดำไปทางประตูด้วยกัน.

 

ประตูค่อยๆเปิดออกเบาๆ.

 

เด็กผู้หญิงผมสีแดงเดินออกจากห้องนั้นไปแล้วหันกลับมามองเหล่าเซ็นต์ที่จู่ๆก็สลบไปโดยไม่รู้สาเหตุ.

 

เธอกัดฟันแล้วหยิบไม้ขีดไฟออกมาจากกระเป๋า, ตัวเธอสั่นไปหมดเพราะนิ้วมือที่บิดเบี้ยวนั่น เธอจุดไฟด้วยไม้ขีดจำนวนมากจากนั้นก็โยนไปทางห้องทรมาณนั่น.

 

เธอไม่ได้หวังจะฆ่าพวกเขา แต่อยากจะซื้อเวลาไว้หนี.

 

ถึงปีศาจจะอยู่ในตัวเธอจริงๆ แต่เธอก็ไม่อยากตาย เธออยากจะมีชีวิตต่อ!

 

เด็กผมสีแดงคนนั้นเคยเป็นผู้ศรัทธาในแสงสว่าง, น้ำตาของเธอเริ่มไหลออกมา, บัดนี้เธอขอทิ้งศรัทธานั่นเอาไว้ที่นี่. จากนั้นเธอก็วิ่งตามก้อนแสงนั่นออกไป.

 

พวกเธอเดินตามทางแล้วกระโดดข้ามรั้วออกไป เด็กสาวทั้งสองคนที่มีแผลเต็มตัวก็หนีออกจากโบสถ์ที่มีการคุ้มกันแน่นหนาได้สำเร็จ.

 

ทันทีที่พวกเธอออกมาด้านนอกได้สำเร็จ ก้อนแสงนั่นก็แตกสลายไปกับอากาศ เหลือทิ้งไว้แต่กระดาษแผ่นหนึ่งที่มีอะไรเขียนอยู่2-3บรรทัด.

 

ก้อนแสงที่แตกสลายไปกับอากาศนั่นเป็นเหมือนกับหิ่งห้อยที่คอยมอบความหวังให้ จากนั้นมันก็ลอยกลับไปทางที่มันจากมา.

 

ทางนั้นมัน….

 

เด็กผู้หญิงผมสีแดงมองตามมันไปด้วยความตกตะลึง.

 

ขณะที่มองดูประกายแสงเหล่านั้นลอยกลับไปทางโบสถ์ เธอก็เข้าใจขึ้นมา.

คนที่ช่วยพวกเธอไว้ก็คือหนึ่งในเซ้นต์ที่สลบอยู่ในนั้นเองหรอ!

 

เอมิเลียลืมตาขึ้นและเห็นคนอื่นๆนอนสลบในห้องทรมาณ.

 

ประกายแสงนั้นลอยกลับเข้ามาที่ตัวของเธอ.

 

“เห้ย เจ้าสุนัขรับใช้, นี่เธอโง่รึป่าว?” กระเป๋าถูกเปิดออกและอัลฟอนโซก็โผล่ออกมาพร้อมกับแก้มที่แดงเพราะถูกหยิกจากนั้นเขาก็ถามไป “จะช่วยพวกนางไว้ทำไม? เธอก็รู้หนิถ้าทำแบบนั้นเดี๋ยวก็มีปัญหาตามมาหรอก”

 

“อย่างแรกชั้นไม่ได้ช่วยพวกเขา. เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับชั้น ชั้นไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น”

 

“อย่างสอง, สิ่งที่นายควรจะถามก็คือทำไมชั้นถึงช่วยคนบ้าแบบนายไว้ต่างหาก”

 

เอมิเลียเอามือตบกระเป๋าปิดไปแล้วผูกปมซะ.

 

ด้านหลังเธอมีเหล่าเซ้นต์ที่กำลังสลบอยู่เต็มไปหมดและเปลวเพลิงก็ค่อยๆลุกโชนขึ้นต่อหน้าเธอ.

 

เอมิเลียสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วแกล้งสลบตามพวกเขาไป.

จบบทที่ ตอนที่ 11 - หิ่งห้อย

คัดลอกลิงก์แล้ว