เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 - ยกระดับ เจรจาหย่าศึก

บทที่ 34 - ยกระดับ เจรจาหย่าศึก

บทที่ 34 - ยกระดับ เจรจาหย่าศึก


บทที่ 34 - ยกระดับ เจรจาหย่าศึก

◉◉◉◉◉

ตอนนี้หน้าต่างสถานะของอี้เฉินเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง

ขีดจำกัดอายุขัยตามธรรมชาติของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 107 ปี เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้แล้วเพิ่มขึ้นมาถึงสิบปีเต็ม

ค่าสถานะความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มจาก 33 หลังการอัปเดตครั้งก่อนเป็น 45 กลายเป็นค่าสูงสุดในบรรดาสี่ค่าสถานะหลัก นอกจากนี้ค่าความทนทาน พลังจิต และความว่องไว แม้จะไม่เท่าความแข็งแกร่งแต่ก็มีการพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เป็นไปตามที่อี้เฉินคาดการณ์ไว้ วิชาสุริยันน้อยขั้นที่เจ็ดได้มอบทักษะใช้งานใหม่ให้เขาอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือ “แปลงกายเผาผลาญวิญญาณ”

“สิ่งที่ร้อนแรงที่สุดย่อมไม่มีใดเกินการเผาไหม้ จุดประกายศักยภาพของตนเอง เผาผลาญอายุขัยเพื่อแลกกับพลังอำนาจ ปัจจุบันการเผาผลาญอายุขัยหนึ่งปีจะเพิ่มความแข็งแกร่งและพลังปราณขึ้นห้าส่วน สามารถแลกกับการเพิ่มพลังสูงสุดได้ห้าเท่า”

อี้เฉินอ่านตัวอักษรเล็กๆ ในหน้าต่างแสงทีละคำ ในใจพอจะเข้าใจเกี่ยวกับทักษะใช้งานของวิชาสุริยันน้อยขั้นที่เจ็ดของตนเองขึ้นมาบ้างแล้ว

แต่ในตอนนี้เขายังไม่คิดที่จะลองใช้พลังของแปลงกายเผาผลาญวิญญาณ คงต้องรอดูว่าผู้โชคดีคนไหนจะได้มีโอกาสเป็นพยานในการลุกไหม้ของเขา

“กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว จะเรียกมันว่าวิชาสุริยันน้อยอีกก็คงไม่เหมาะ สู้เรียกมันว่าวิชาสุริยันแท้จริงไปเลยดีกว่า”

อี้เฉินมองตัวอักษรวิชาสุริยันน้อยบนหน้าต่างแสง พอความคิดผุดขึ้น ตัวอักษรวิชาสุริยันน้อยก็ค่อยๆ จางลง สัญลักษณ์ของวิชาสุริยันแท้จริงค่อยๆ ปรากฏขึ้นและนิ่งค้างในที่สุด

เมื่อมองตัวอักษรวิชาสุริยันแท้จริงขั้นที่เจ็ดบนหน้าต่างแสง อี้เฉินก็ลองใช้ความคิดกดไปที่เครื่องหมายบวกด้านหลังเบาๆ ทันใดนั้นแถบตัวอักษรเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นที่ด้านล่างสุดของจอประสาทตา

[แต้มสีเลือดในปัจจุบันไม่ถึง 600 ไม่สามารถยกระดับได้]

ซี้ด

เมื่อเห็นฉากนี้ อี้เฉินก็อดสูดลมหายใจเย็นเยียบไม่ได้

บ้าเอ๊ย ขึ้นราคาหกเท่าเลยเหรอ

แค่การรวบรวมแต้มสีเลือดให้ครบหนึ่งร้อยก็เกือบเอาชีวิตเขาไปแล้ว ยังไปสร้างเรื่องกับนายเหนือหัวของภูตผีตนหนึ่งที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอีก

จะให้เก็บหกร้อยนี่ข้าต้องไปฟันภูตผีระดับเดียวกับผีดิบซากศพ ผีหมอก หรือดินโคลนฉุดรั้งถึงยี่สิบตัวเลยนะ

ไม่ไหว ไม่ไหวจริงๆ

“พ่อจ๋า พ่อทูนหัว จะชวนเพื่อนมาช่วยฟันหน่อยไม่ได้เหรอ มันแพงเกินไปแล้ว” อี้เฉินบ่นพึมพำในใจกับหน้าต่างแสงบนจอประสาทตา

แต่นิ้วทองคำกลับนิ่งสนิทไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

ด้วยความจนปัญญาเขาจึงทำได้เพียงปิดหน้าต่างแสงลง

“ไหนขอลองของวิชาสุริยันแท้จริงขั้นที่เจ็ดหน่อยซิ” สีหน้าของอี้เฉินเปลี่ยนไป เขานึกขึ้นได้ว่าคุณสมบัติพิเศษด้านหลังวิชาสุริยันแท้จริงขั้นที่เจ็ดมี “ฟื้นพลัง” และ “จุดประกาย” เพิ่มเข้ามา ความอยากรู้อยากเห็นก็พุ่งขึ้นมาในใจทันที

เขาไม่อาจอดใจรอได้อีกต่อไป ปราณสุริยันแท้จริงสีม่วงเข้มปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้ว เขาใช้นิ้วกรีดเบาๆ ไปตามโต๊ะไม้จันทน์บนระเบียง โต๊ะที่แข็งแรงราวกับถูกตัดด้วยหัวเชื่อมออกซิเจน แผ่นไม้รูปสามเหลี่ยมชิ้นหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นระเบียง

รอยตัดนั้นดำเป็นถ่าน มีเปลวไฟสีน้ำเงินอ่อนๆ ลุกไหม้อยู่รำไร คงเป็นผลจากคุณสมบัติจุดประกายของปราณสุริยันแท้จริงสีม่วงเข้มนั่นเอง

อี้เฉินมองดูด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง

“วิชาสุริยันแท้จริงขั้นที่เจ็ด ไม่เลวจริงๆ”

“ผลเผาผลาญที่เกาะติดเหมือนเนื้อร้ายแบบนี้ราวกับคือฝันร้ายของพวกภูตผีปีศาจโดยแท้”

“หรือต่อให้ใช้ฆ่าคนวางเพลิง ทำลายศพหลักฐาน ผลลัพธ์ก็เป็นเลิศเหมือนกัน”

“เอ๊ะ ไฉนนักพรตผู้ยากไร้จึงมีความคิดเช่นนี้ได้หนอ อนันตกาลสวรรค์โปรดเมตตา บาปกรรม บาปกรรม”

“ประโยคนี้ลบทิ้งไป ถือว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน”

อี้เฉินดีดนิ้ว ปราณสุริยันแท้จริงสีม่วงเข้มสายหนึ่งพุ่งไปยังแผ่นไม้สามเหลี่ยม จุดไฟเผามันจนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา

เขามองดูแผ่นไม้ที่กลายเป็นถ่านแล้วก็ใช้เท้าเหยียบขยี้จนแหลกละเอียด จากนั้นจึงเดินออกจากระเบียงกลับเข้าไปในห้อง

ความแข็งแกร่งคือความกล้าของคน

เมื่อเทียบกับสีหน้าที่เหนื่อยล้าก่อนการยกระดับ ตอนนี้ความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของเขาหายไปสิ้น เหลือเพียงรอยยิ้มจางๆ

เขายกศีรษะขึ้น มองผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลายไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ลึกล้ำ ดวงตาลุ่มลึกราวกับทะเลสาบ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

ครู่ใหญ่ต่อมาเขาจึงได้สติกลับมาแล้วส่ายหัวพร้อมกับยิ้ม

“คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์”

“นอนดีกว่า”

“การพยายามยกระดับความสามารถของตัวเองต่างหากคือหนทางที่ถูกต้อง”

เมื่อคิดได้ดังนั้น อี้เฉินก็ทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วหลับไปในทันที

วันรุ่งขึ้น ไก่ขันหนึ่งครั้งฟ้าก็สว่าง

กุ๊ก กุ๊ก กะรู๊ (ขอเสียงพากย์)

อี้เฉินตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จก็จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วส่องกระจกทองเหลืองในห้องซ้ายทีขวาที

ภาพของนักพรตหนุ่มรูปงามคมคายใบหน้าสดใสปรากฏขึ้นมา

เขาอดไม่ได้ที่จะโพสท่าต่างๆ หน้ากระจก

“จุ๊ ๆ ๆ”

“กล้ามอกของท่านนักพรตนี่ กล้ามหลังนี่ กล้ามแขนนี่ ถ้าเป็นชาติก่อน ไม่รู้จะทำให้เศรษฐีผู้ใจบุญลุ่มหลงไปกี่คนต่อกี่คน”

“แข็งแกร่งแต่ไม่ดูเทอะทะ ช่างเป็นของชั้นเลิศจริงๆ”

นับตั้งแต่บรรลุขอบเขตใหม่เมื่อคืน ร่างกายของอี้เฉินก็ได้รับการขัดเกลาไปอีกขั้น ดูภายนอกเหมือนมัดกล้ามจะเล็กลงไปหนึ่งส่วน แต่จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นพละกำลังหรือการป้องกันล้วนแข็งแกร่งกว่าเดิมมากโข

ตอนนี้ร่างกายของเขามีความหนาแน่นสูงมาก ในสภาพปกติด้วยความสูงเกือบสองเมตรกลับมีน้ำหนักมากกว่าห้าถึงหกร้อยชั่ง ความเหนียวของร่างกายยิ่งกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้

เหนือมนุษย์โดยแท้

หลังจากพักผ่อนมาทั้งคืน ตอนนี้สภาพจิตใจของอี้เฉินฟื้นฟูเต็มที่แล้ว เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่า ปราณสุริยันแท้จริงสีม่วงเข้มก็กลับคืนมาดังเดิม เติมเต็มอยู่ทั่วร่างกาย

“ได้เวลาออกไปพบปะกับ ‘สหาย’ ทั้งหลายแล้ว”

โรงเตี๊ยมผิงอันในฐานะโรงเตี๊ยมที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในอำเภอเฟิงอวิ๋น ย่อมเป็นศูนย์รวมทั้งที่พักและร้านอาหาร

ภายในห้องส่วนตัวบนชั้นสอง อี้เฉิน แม่ชีสุ่ยเยว่ นักพรตชิงซวี และพระอาจารย์เหลียนฮวานั่งล้อมรอบโต๊ะสี่เหลี่ยม

แม้แม่ชีสุ่ยเยว่ทั้งสามคนจะประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกของอี้เฉิน แต่ทั้งสามก็รู้ดีและไม่ได้เอ่ยถาม ทำให้อี้เฉินที่เตรียมข้ออ้างไว้แล้วไม่ได้พูดออกไป เขารู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ

ต่างจากท่าทีที่กระฉับกระเฉงของเขา บนใบหน้าของแม่ชีสุ่ยเยว่และคนอื่นๆ กลับมีร่องรอยของความกังวล ดูเหมือนว่าจะพักผ่อนได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก

ในบรรดาสี่คน พระอาจารย์เหลียนฮวาเป็นผู้เปิดปากพูดก่อน

“สำหรับนายเหนือหัวลึกลับที่ภูตผีตนนั้นเอ่ยถึง ทุกท่านมีวิธีรับมือดีๆ บ้างหรือไม่”

สิ้นคำพูดนี้ ทุกคนต่างเงียบงัน

ก็จริงอยู่ที่มีแต่โจรทำการพันวันไหนเลยจะมีคนป้องกันโจรพันวันได้

พระอาจารย์เหลียนฮวาถอนหายใจแล้วพูดอย่างจนปัญญา “ดูท่าตอนนี้คงได้แต่รอดูสถานการณ์ไปก่อน หลังจากกลับไปแล้วข้าจะส่งสาส์นไปยังวัดจันทราเคลื่อนในเมืองหลวงเพื่อสอบถามว่าพวกเขามีข้อมูลอะไรบ้าง หากมี ข้าจะส่งคนมาแจ้งให้ทุกท่านทราบ”

“สถานการณ์ตอนนี้ พวกเราต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะมาดึงขาถ่วงแข้งกันเองไม่ได้”

ขณะที่พูดประโยคนี้ พระอาจารย์เหลียนฮวาก็จ้องหน้านักพรตชิงซวีอย่างมีความหมายแฝงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองอี้เฉิน

หลังจากการหารือกันพักหนึ่ง ทุกคนก็ตกลงที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ก็พวกเขาตั้งสี่คนลงมือสังหารลูกน้องของนายเหนือหัวลึกลับนั่น ใครจะไปรู้ว่านายเหนือหัวคนนั้นจะเก็บความแค้นไว้หรือเปล่า

การช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกคน

อย่างน้อยที่สุดก็ต้องแบ่งปันข้อมูลกัน

เรื่องราวในโลกมักเป็นเช่นนี้ เมื่อมีศัตรูภายนอกทุกคนก็จะรวมตัวกันเป็นปึกแผ่น แต่เมื่อไม่มีศัตรูภายนอกต่างคนก็ต่างมีความคิดของตัวเอง นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก

ภายใต้การคุกคามของนายเหนือหัวลึกลับ ทั้งสี่คนจึงบรรลุข้อตกลงกันอย่างรวดเร็ว

ระดมกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อสืบหาข้อมูลของนายเหนือหัวลึกลับ

เขาแค่เดินทางผ่านมาโดยบังเอิญหรือต้องการจะลงหลักปักฐานในอำเภอเฟิงอวิ๋น

จะสร้างปัญหากับพวกเขาหรือไม่

จะยังคงก่อเหตุต่อไปอีกหรือไม่

การสังหารหมู่ตระกูลหวังเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบหรือมีเป้าหมายบางอย่างที่ไม่อาจเปิดเผยได้

อำเภอเฟิงอวิ๋นเป็นของทุกคน หากถูกภูตผีตนนั้นก่อกวนจนผู้คนล้มตายเดือดร้อนไปทั่ว ทุกคนก็จะเดือดร้อนกันหมด ดังนั้นในขณะที่เชื่อมั่นในสติปัญญาของหน่วยพิทักษ์สันติราช พวกเขาก็จะนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องมีการเคลื่อนไหวบ้าง

“ถ้าอย่างนั้นก็เรื่องที่สอง” พระอาจารย์เหลียนฮวากระแอมแล้วพูดต่อ “ท่านนายอำเภอส่งคนนำตั๋วเงินสามพันตำลึงมาให้”

“ครั้งนี้ในการกำจัดภูตผีที่สังหารหมู่ตระกูลหวัง นักพรตอี้เฉิงจื่อมีคุณงามความดีสูงสุด รับไปหนึ่งพันห้าร้อยตำลึง พวกเราสามคนแบ่งกันคนละห้าร้อยตำลึง ทุกท่านคิดว่าอย่างไร”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย หลังจากเรื่องจบแม่ชีสุ่ยเยว่และพระอาจารย์เหลียนฮวาก็รีบกล่าวลาจากไป เหลือเพียงอี้เฉินและนักพรตชิงซวีอยู่ในห้อง บรรยากาศดูอึดอัดเล็กน้อย

นักพรตชิงซวีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะทำลายความเงียบ เขาเลื่อนตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงตรงหน้าไปให้อี้เฉิน

“ท่านนักพรต นี่หมายความว่าอย่างไร”

“ขออภัย และขอคืนดี”

“อำเภอเฟิงอวิ๋นไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็ก พอสำหรับตำหนักมังกรซ่อนและตำหนักหวนเจินของข้า”

“นิสัยใจคอของนักพรตเมฆขาวพวกเราเหล่าสหายร่วมทางต่างก็ชื่นชมมาโดยตลอด ตำหนักหวนเจินไม่มีเจตนาเป็นศัตรูกับท่านนักพรต”

นักพรตชิงซวีเป็นคนตรงไปตรงมา พูดออกมาตรงๆ ทุกคนต่างก็เป็นจิ้งจอกพันปีจะมาเล่นละครอะไรกันอีก สู้พูดออกมาตรงๆ ยังจะดูใจกว้างกว่าการปิดๆ บังๆ

เมื่อจะยอมก้มหัวก็ต้องมีท่าทีของการยอมก้มหัว การปิดบังซ่อนเร้นกลับจะทำให้คนรังเกียจ

เช้านี้เมื่อเห็นรูปร่างของอี้เฉิน ความรู้สึกกดดันอันทรงพลังก็ถาโถมเข้ามา นักพรตชิงซวีมีประสาทสัมผัสที่เฉียบแหลม สัมผัสได้ว่าอี้เฉินอาจจะบรรลุขอบเขตใหม่อีกครั้ง ดังนั้นจึงฉวยโอกาสตอนที่แม่ชีสุ่ยเยว่และพระอาจารย์เหลียนฮวาจากไปแล้วยอมเสียหน้าเพื่อขอคืนดีโดยตรง

เป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดมาก

อี้เฉินมองตั๋วเงินตรงหน้าแล้วส่ายหัว

“ไม่พอ”

“ท่านนักพรตอี้เฉิงจื่อหมายความว่าอย่างไร คงไม่ถึงกับต้องการชีวิตแกๆ ของนักพรตเฒ่ากระมัง” นักพรตชิงซวีพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“แน่นอนว่าไม่ใช่ ท่านนักพรตชิงซวีท่านคิดมากไปแล้ว ข้าจะเอาชีวิตท่านไปทำไม”

“ความหมายของข้าคือ ห้าร้อยตำลึงไม่พอ”

“ต้องเพิ่มเงิน” อี้เฉินเอียงคอ ท่าทางเหมือนกับนักแสดงคนหนึ่งไม่มีผิด

นักพรตชิงซวี “…”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 34 - ยกระดับ เจรจาหย่าศึก

คัดลอกลิงก์แล้ว