เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 หาเรื่องคนในยุทธภพก็ดูน่าสนใจดี

บทที่ 17 หาเรื่องคนในยุทธภพก็ดูน่าสนใจดี

บทที่ 17 หาเรื่องคนในยุทธภพก็ดูน่าสนใจดี


อันจิงที่เดินทางไปยังศาลากกลางเมือง หลังจากรักษาอาการบาดเจ็บของเหล่านักโทษเบื้องต้นแล้ว เขาก็ลอบเข้าไปในตรอกมืดก่อนจะเปลี่ยนใส่ชุดดำรัดกุมพร้อมผ้าปิดใบหน้า เขาเร่งรีบออกจากตัวเมืองหยูโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

เจียงซานเจียไม่ต่างจากจิ้งจอกเฒ่า เขาไม่แน่ใจว่าตาเฒ่านั่นยังอยู่ในเมืองหยูและจะถูกจับในภายหลังหรือไม่ ดังนั้นเขาก็ต้องรีบไปตามหาหินใบโพธิ์ก่อน

เมื่อออกจากเขตตัวเมืองสำเร็จ เขาต้องไปทางทิศใต้ของเมืองประมาณ 250ลี้*เพื่อไปยังท่าเรือชิงเหอ ในขณะนี้ดวงอาทิตย์แผดจ้าอยู่เหนือศีรษะของเขาและพื้นดินก็ร้อนระอุราวกับเตาอบ

ต้นไม้ในป่าเพียงพอให้ร่มเงาและให้ความเย็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แคว้นหยานมีพื้นที่ขนาดใหญ่แบ่งเขตปกครองเป็น 5 ภูมิภาคหลักซึ่งครอบคลุมไปถึงมณฑลหรืออาณาเขตยิบย่อยที่มีการกระจายอำนาจปกครองตนเอง นับเป็นแคว้นจักรวรรดิที่มีอิทธิพลมากที่สุดในขณะนี้ มณฑลเจียงหนานก็เป็นอีกมณฑลหนึ่งที่มีการกระจายอำนาจการปกครองเพราะเป็นมณฑลเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยตระกูลร่ำรวยและคหบดีจำนวนมาก

มณฑลเจียงหนานนับเป็นทำเลทอง มีสภาพอากาศและภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์ เป็นมณฑลที่มีฝนตกตามฤดูกาลและแหล่งน้ำสำคัญหลายแห่ง ทำให้การคมนาคมทางเรือเป็นไปอย่างสะดวกสบายส่งผลให้การค้าเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ตระกูลคหบดีหลายตระกูลจึงมารวมตัวกันที่นี่จนกลายเป็นมณฑลที่มั่งคั่งไปด้วยตระกูลการค้า

เมืองหยูกลายมาเป็นเมืองหลักของมณฑลเจียงหนานก็เพราะความได้เปรียบของภูมิประเทศที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีแม่น้ำหยูเป็นแม่น้ำสายหลัก การพัฒนาต่างๆจึงอัดแน่นอยู่ในเมืองหยู แม้แต่เขตชานเมืองก็ยังมีท่าเรือขนส่งสินค้า มันกลายเป็นเมืองที่มีการกระจายอำนาจการปกครอง ทั้งอำนาจศาลและหน่วยงานราชการต่างๆสามารถตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องรอส่วนกลางมีคำสั่งซึ่งแตกต่างจากเมืองอื่นๆในมณฑล ท่าเทียบเรือสำหรับขนสิ่งสินค้าก็มีเป็นของตัวเอง

อันจิงใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เขาทะยานผ่านป่าทึบด้วยความคล่องแคล่วราวนกอินทรี ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยาม อันจิงก็สังเกตเห็นกลุ่มคนที่อยู่ไม่ไกลจากระดับสายตา

เมื่อเพ่งมองให้ชัดขึ้นก็เห็นว่ามันคือร้านน้ำชาขนาดเล็ก

“ชาถ้วยใหญ่หนึ่งที่! อ่า..ของคุณชาย 3 อีแปะขอรับ”

เสี่ยวเอ้อตะโกนสั่งชาให้แขกที่เพิ่งมาถึงพร้อมทั้งเก็บเงินโต๊ะที่ใช้บริการเสร็จไปด้วย เขาเช็ดผ้าในมือก่อนจะตะโกนขึ้นเมื่อเห็นอันจิงกำลังเดินเข้าใกล้ร้าน

“นายท่านขอรับ อากาศร้อนๆแบบนี้ เชิญท่านพักดื่มชาดับกระหายก่อนขอรับ!”

“เอามาให้ข้า 3 ถ้วย” หลังจากออกจาศาลากลางเมือง เขาก็ตรงดิ่งมาที่นี่ทันที ตอนนี้จึงรู้สึกกระหายน้ำมาก เขารีบนั่งลงบนโต๊ะที่ว่างอยู่

“ได้ขอรับ รอสักครู่นะขอรับ”

เสี่ยวเอ้อตะโกนเข้าไปที่หลังร้าน “ชาถ้วยใหญ่สามที่!”

อันจิงที่เลือกโต๊ะได้เรียบร้อยกวาดสายตาไปมองรอบๆ โต๊ะตรงหน้าเขาเป็นหญิงสาววัยประมาณสามสิบกว่าๆ นางมีหุ่นอวบอั๋น มีส่วนเว้าส่วนโค้งที่เด่นชัด ใบหน้าที่แต่งแต้มเล็กน้อยทำให้นางดูมีเสน่ห์เย้ายวนอย่างน่าทึ่ง รูปลักษณ์ของนางเป็นหญิงในวัยผู้ใหญ่ที่ทำให้ชายหนุ่มทั้งหลายอยากติดตามไปทุกฝีก้าว

โต๊ะข้างๆก็เป็นชายร่างใหญ่ 3 คน มีรถม้าและเกวียนขนสินค้าอยู่ใกล้ๆร้าน จากบทสนทนาของพวกเขา ทั้งสามน่าจะเป็นผู้คุมกันสินค้าที่กำลังจอดพักอยู่ แม้บทสนทนาจะเป็นเรื่องทั่วๆไปแต่สายตาของพวกเขาก็มองไปที่หญิงสาวรายแรกเป็นระยะๆด้วยสายตาหื่นกระหาย

อันจิงไม่ได้สนใจพวกเขามากนักเพราะไม่ใช่เรื่องของเขา

“ชา 3 ถ้วยได้แล้วขอรับ”

ไม่นานเสี่ยวเอ้อก็นำชาทั้ง 3 ถ้วยมาวางตรงหน้า อันจิงหยุดเขาไว้ก่อนเมื่ออีกฝ่ายกำลังจะผละไปบริการโต๊ะอื่น

“เสี่ยวเอ้อ ท่าเรือชิงเหออยู่ใกล้ๆนี่แล้วใช่มั้ย?”

เสี่ยวเอ้อก็พร้อมบริการเต็มที่ เขาชี้มือไปที่ถนนตรงหน้าร้านด้วยความกระตือรือร้น

“ขอรับ นายท่านจะไปท่าเรือหรือขอรับ? เช่นนั้นก็เดินไปตามถนนเส้นนี้ไปอีกประมาณ 10 ลี้*ก็ถึงแล้วขอรับ ท่านจะขึ้นเรือหรือเปล่าขอรับ? ถ้าขึ้นเรือก็ต้องรีบหน่อย เพราะมีเรือโดยสารเพียง 2 ลำต่อวันเท่านั้น ลำแรกจะออกจากท่าช่วงเช้าและอีกลำจะช่วงบ่าย หากผู้โดยสารเต็มลำแล้ว เรือก็จะออกจากท่าทันที”

“อ่า..ขอบใจเจ้ามาก” อันจิงพยักหน้าขอบคุณอีกฝ่ายที่ให้ข้อมูล

“ด้วยความยินดีขอรับ” เสี่ยวเอ้อโบกผ้าขนหนูในมือและตะโกนเรียกลูกค้าต่อ

อันจิงคิดว่าหากดื่มชาหมดเขาก็จะออกเดินทางทันที แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอย่างใจคิด หญิงสาวรูปร่างอวบอั๋นที่อันจิงเห็นเมื่อครู่ก็เดินเข้ามาหาเขาพร้อมรอยยิ้ม “ดูเหมือนชายหนุ่มผู้นี้กำลังเดินทางไปที่ท่าเรือชิงเหอสินะ?”

“ใช่ ท่านมีอะไรหรือเปล่า?” อันจิงสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างของเธอ มันดูคล้ายกับจะระเบิดได้ตลอดเวลา

หญิงสาวหัวเราะคิกคัก “ข้าก็กำลังจะไปท่าเรือชิงเหอเช่นกัน ทำไมเราไม่ไปพร้อมกันละ?”

เสียงหัวเราะเย้ายวนของนางชวนให้คนหลงใหล ราวกับกำลังดึงสัญชาตญาณดิบของผู้ชายออกมา หากให้หาคำอธิบายชัดๆ ก็คงบอกว่านางกำลัง ‘ยั่วยวนและเชิญชวนอยู่’

แม้แต่เสี่ยวเอ้อและเจ้าของร้านก็เหลือบมองและลอบกลืนน้ำลายเป็นพักๆ เมื่อได้ยินคำพูดของนางเมื่อครู่ เสี่ยวเอ้อก็หันมามองอันจิงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

“ผู้หญิงและผู้ชายควรมีระยะห่างที่เหมาะสม ข้าคงไม่สะดวก” อันจิงไม่ใช่ชายหนุ่มไร้เดียงสาถึงจะดูเจตนาของอีกฝ่ายไม่ออก

เขาต้องไปตามหาหินใบโพธิ์และไม่อยากเข้าไปพัวพันกับปัญหา มันเป็นระยะทางแค่ไม่กี่ลี้ ทำไมเขาต้องเดินทางร่วมกับคนอื่นด้วย?

“โธ่..พ่อหนุ่ม ไม่ลองคิดดูหน่อยหรือ” นางเม้มปากเชิญชวน ดวงตาของนางมีเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดให้ทุกคนมาสยบแทบเท้าได้

ผู้หญิงคนนี้มีบางอย่างแปลกๆ

“ไม่ล่ะ” อันจิงส่ายหัว “ข้าชอบเดินทางคนเดียวมากกว่า”

“เฮ้อ..ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัว” นางดูผิดหวังก่อนจะหยิบห่อผ้าออกจากร้านไปอย่างหัวเสียเล็กน้อย

เมื่อเห็นนางออกไปพร้อมกับห่อผ้า เหล่าผู้คุ้มกันก็รีบวางเงินบนโต๊ะและเดินตามนางไปทันที

“ท่านลุง ดูผู้คุ้มกันจากพรรคซานหูนั่นสิ..”

เสี่ยวเอ้อเห็นดังนั้นก็เข้าใจสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ผู้คุ้มกันร่างใหญ่พวกนั้นไม่แม้แต่จะหยิบข้าวของของตัวเองออกไป พวกเขาเดินตามหญิงงามไปติดๆ เจตนาของพวกเขาค่อนข้างชัดเจนที่เดินตามหญิงรายนั้นออกไป ต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นเป็นแน่

เจ้าของร้านขมวดคิ้วเมื่อมองภาพที่อยู่ไกลออกไป

“ท่านลุง เราควรแจ้งทางการดี...”

ผั๊วะ!

ยังไม่ทันที่เสี่ยวเอ้อจะพูดจบ เจ้าของร้านก็ตบหัวเขาดังลั่น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เจ้าบ้าไปแล้วรึ? ก็เห็นอยู่ว่าพวกเขาเป็นผู้คุ้มกันจากพรรคซานหู ถ้าพวกเขารู้ว่าเจ้าไปแจ้งทางการ พวกเขาได้กลับมาถลกหนังหัวเจ้าเป็นแน่ ร่างของเจ้าก็คงถูกมัดกับต้นไม้ รอสัตว์ป่ามากัดกินเจ้าทั้งเป็น” เขาเอ่ยกำชับเสี่ยวเอ้อด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้น

“อย่าเข้าไปยุ่งกับคนในยุทธภพเด็ดขาด”

เสี่ยวเอ้อมองตามร่างของพวกเขาที่ค่อยๆถอยห่างออกไป หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้น เขาจินตนาการถึงภาพต่างๆในหัวและอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

“ท่านลุง มีเรื่องกับคนในยุทธภพก็ดูน่าสนใจดีนะขอรับ”

“น่าสนใจบ้านเจ้าน่ะสิ!” เจ้าของร้านหัวเราะเยาะ “ถ้าเจ้ากล้ามีเรื่องกับคนในยุทธภพนะ ข้านี่ล่ะจะเป็นคนถลกหนังหัวของเจ้าก่อน ไม่รอให้พวกเขาได้ลงมือแน่ ข้าจะช่วยให้เจ้าไม่ต้องตายด้วยน้ำมือคนอื่น ให้เจ้าตายด้วยน้ำมือข้านี่ล่ะ!”

อันจิงส่ายหัวแต่ก็เห็นด้วยกับคำพูดของเจ้าของร้าน เขายกชาทั้ง 3 ถ้วยขึ้นดื่มให้หมดทีเดียวและทิ้งเงิน 10 อีแปะไว้บนโต๊ะและมุ่งหน้าไปตามถนนเส้นที่เสี่ยวเอ้อบอก

ถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นหลัก พื้นถนนเรียบไม่มีรอยขรุขระ

สำหรับอันจิงแล้วเพียง 10 ลี้ เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่เค่อก็ถึงที่หมายแล้ว สองข้างถนนเต็มไปด้วยป่าทึบ ความร่มรื่นปรากฏให้เห็นตลอดทางและระหว่างทางเขาก็ไม่เจอผู้คนสัญจรผ่านไปมาแต่อย่างใด

ทันใดนั้น อันจิงก็ได้กลิ่นเลือดโชยออกมาจากป่าข้างทาง เขาเปลี่ยนฝีเท้าไปยังที่มาของกลิ่นเลือดนั้น มันอยู่ห่างจากตัวถนนไม่ถึง 20 จั้ง เขาพบศพทั้งหมด 3 ศพนอนเรียงกันอยู่ ซึ่งเป็นศพของผู้คุ้มกันเมื่อก่อนหน้านี้

“ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะไม่ธรรมดาจริงๆ”

เมื่อมองไปที่บาดแผลบนร่างกายขอผู้คุ้มกัน พวกเขาถูกฆ่าตายภายในครั้งเดียว ดวงตาของพวกเขายังเบิกกว้างด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ ซึ่งบ่งบอกได้ว่าความตายวิ่งเข้ามาพวกเขาภายในพริบตา

ในยุทธภพเจียงหูแห่งนี้ คนที่ทำงานเป็นผู้คุ้มกันคือคนที่อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง สถานะของพวกเขาย่อมดีกว่าผู้ฝึกยุทธ์พเนจร สมาชิกพรรคระดับล่างหรือศิษย์ใหม่ของสำนักใหญ่ๆด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่จะมีพลังยุทธ์อยู่ในระดับ 4-6 หรือใครที่แข็งแกร่งมากหน่อยก็อาจอยู่ในระดับ 3 ขั้นกลาง

แต่ทั้งสามคนนี้กลับถูกฆ่าตายด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว ซึ่งบ่งบอกว่าผู้ลงมือมีความเชี่ยวชาญบางอย่าง ซึ่งอาจจะมากกว่าระดับ 3 ขั้นต้นได้เลยด้วยซ้ำ

ในยุทธภพการจะแยกผู้ฝึกยุทธ์ออกจากคนธรรมดาเป็นเรื่องยากหากไม่แสดงกำลังภายในให้ได้เห็น หากมีการเผยพลังเพียงเล็กน้อยก็จะบอกได้ว่าคนผู้นั้นอยู่ในระดับใด ดังนั้นทักษะซ่อนพลังชี่จึงสำคัญสำหรับผู้ฝึกยุทธ์เพราะพวกเขาต้องมีวิธีการปกปิดพลังภายในของตนเอาไว้ทำให้ดูยากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตามผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ในยุทธภพยังไม่สามารถใช้ทักษะซ่อนพลังชี่ได้ดีนักทำให้เผยพลังภายในของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง พวกเขาจึงหลีกเลี่ยงโดยการปรากฏตัวเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ดังนั้นยุทธภพเจียงหูแห่งนี้จึงเปรียบได้กับแม่น้ำลึก ไม่รู้ว่าเราจะไปเตะเจอตอเข้าเมื่อไหร่

“เราเองก็เลี่ยงจากยุทธภพไว้ดีกว่า”

อันจิงส่ายหัวและกลับมายังถนนอีกครั้ง เขามุ่งหน้าไปยังท่าเรือชิงเหออย่างรวดเร็ว

** ประมาณ 125 กิโลเมตร

** 1 ชั่วโมง

*ประมาณ 20 กิโลเมตร

จบบทที่ บทที่ 17 หาเรื่องคนในยุทธภพก็ดูน่าสนใจดี

คัดลอกลิงก์แล้ว