เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 เพลงดาบปีศาจขวัญผวา ปลุกแสงให้คืนชีพจากสวรรค์

บทที่ 13 เพลงดาบปีศาจขวัญผวา ปลุกแสงให้คืนชีพจากสวรรค์

บทที่ 13 เพลงดาบปีศาจขวัญผวา ปลุกแสงให้คืนชีพจากสวรรค์


‘หลิวฮ่าวผิง’ หัวหน้าพรรคเฉาสาขาเมืองหยู ตั้งแต่พรรคเฉาก่อตั้งมา นอกจากประมุขใหญ่ของพรรคแล้วยังมีหัวหน้าสาขาของพรรคอีก 36 คนแต่ละคนล้วนมีพลังยุทธ์สูงส่ง เป็นระดับปรมาจารย์ในยุทธภพซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีอำนาจและศักดิ์ศรีในสายตาของคนทั่วไป

ในบรรดาหัวหน้าพรรคสาขาทั้ง 36 คน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองจนเป็นที่ประจักษ์ในยุทธภพเจียงหู หลิวฮ่าวผิงก็เป็นหนึ่งในนั้น

เดิมทีเขาเป็นเพียงขอทานในเมืองลี่เจียง กิน-นอนข้างถนนและขอทานมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยความบังเอิญทำให้เขาได้เข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกของพรรคเฉา ด้วยพรสวรรค์ ความโหดเหี้ยมและความเด็ดขาดของเขาทำให้เขาสามารถสร้างผลงานและมีชื่อเสียงในลำต้นๆของพรรค จนในที่สุดก็สะดุดตา ‘หลิวชิงซาน’ ประมุขใหญ่ของพรรคเฉาได้สำเร็จ เขาจึงถูกอีกฝ่ายรับเป็นบุตรบุญธรรม

หลิวชิงซานปฏิบัติต่อเขาราวกับลูกแท้ๆ อบรมเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดีประกอบกับความสามารถที่โดดเด่นของหลิวฮ่าวผิง ในไม่ช้าเขาก็ได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งใน 36 คนของหัวหน้าพรรคสาขา

ในยุทธภพเอง เขาก็ได้รับความเคารพจากผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชื่อเสียงของเขาในโลกมืดที่ใครได้ยินชื่อเขาต่างก็หวาดกลัวไปตามๆกัน

พรรคเฉาต่อสู้กับพรรคนูจิ้งเป็นเวลา 3 ปี ในที่สุดก็สามารถยึดครองอาณาเขตของพวกเขาได้ทั้งหมดซึ่งหลิวฮ่าวผิงคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ แม้ว่าวิธีของเขาจะโหดร้ายและรุนแรงก็ตาม ลือกันว่าฮูหยินของประมุขพรรคนูจิ้งถูกเขาทรมานจนตาย

ไร้ความปราณี มากพิษสง เด็ดขาดและเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ นี่คือบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญของพรรคเฉาทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

เนื่องจากหลิวฮ่าวผิงเป็นบุตรบุญธรรมของหลิวชิงซาน เขาจึงได้รับการสืบทอดวิชา‘ผนึกฝ่ามือ’ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะการต่อสู้สัจจิงจากหลิวชิงซานอีกด้วย เขาสามารถฝึกฝนทักษะ‘ผนึกฝ่ามือ’จนเชี่ยวชาญและอยู่ในขั้น 3 ได้สำเร็จ

ถ้าร่างกายของเจียงซานเจียอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เขาจะไม่กลัวหลิวฮ่าวผิงแม้แต่น้อย แตตอนนี้พลังชีวิตของเขาลดน้อยลง ร่างกายก็อ่อนแอจากการบาดเจ็บและเสียเลือด ทำให้เขาไม่สามารประมือกับหลิวฮ่าวผิงได้

ความคิดมายมายแล่นเข้ามาในใจของเขา

‘นี่คือจุดจบของข้างั้นรึ?’

เจียงซานเจียสูดหายใจเข้าลึก เตรียมรวบรวมกำลังภายในของตนทั้งหมดเพื่อและกับการต่อสู้ในครั้งนี้ ตอนนั้นเองที่สายตาของเขราเหลือบไปมองชายที่เข้ามาช่วยเขาในคุกใต้ดิน ผ้าคลุมสีดำยังคงปิดบังใบหน้าส่วนล่างเอาไว้ทำให้เขาเห็นดวงตาของอีกฝ่าย ดวงตาของชายผู้นี้ยังคงสงบนิ่งราวกับสายน้ำ มันสงบนิ่งเกินไป ราวกับหมู่บ้านอันเงียบสงบในยามพลบค่ำ มันเงียบสงบจนน่าขนลุก

แต่ความสงบนิ่งดังกล่าวย่อมไร้ประโยชน์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งตรงหน้า ทุกสิ่งก็เป็นเพียงภาพลวงตา

เจียงซานเจียส่ายหน้า เขาถอนหายใจและเอ่ยขึ้น “การรู้จักดาบทะยานร้อยขั้นแล้วอย่างไร? การรู้ที่อยู่ของหินใบโพธิ์แล้วอย่างไร? ในเมื่อสุดท้าย..มันก็ไร้ประโยชน์”

ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นมือของชายผู้นี้กำลังลูบฝักดาบของตนอยู่

อะไรกัน?

เขาคิดจะต่อสู้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังแบบนี้นะรึ?

หรือว่าเขากลัวจนสติแตกไปแล้ว?

“ทุกคนหลบไปให้หมด!” หลิวฮ่าวผิงตะโกนเสียงต่ำราวกับสัตว์ร้ายคำราม ร่างใหญ่กำยำของเขาราวกับภูเขาลูกเล็ก ทุกครั้งที่เขาก้าวเดินราวกับคุกใต้ดินกำลังสั่นสะเทือน แน่นอนว่านั่นคือภาพมโนของหลายๆคน คุกใต้ดินนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะสั่นสะเทือนภายใต้น้ำหนักไม่กี่ร้อยจิน

นี้คือกลิ่นอายสังหารของหลิวฮ่าวผิง!

สายตาเย็นชาของเขาจ้องไปที่เจียงซายเจีย มันเยือกเย็นพอที่จะทำให้คนๆหนึ่งตายได้ ชายชราผู้นี้ถูกบิดาบุญธรรมของเขาฝากฝังให้จับตาอย่างใกล้ชิด เขาไม่มีทางผิดพลาดได้

เขาเตรียมยื่นมือไปคว้าร่างของเจียงซานเจียเอาไว้แต่สายตาไปปะทะกับชายชุดดำที่อยู่ข้างๆอีกฝ่ายเสียก่อน ดวงตาคู่ที่มองสบมาเฉยเมยราวกับก้นเหวลึก

“กล้าที่จะบุกเข้ามาในคุก เจ้ามันรนหาที่ตายชัดๆ”

หลิวฮ่าวผิงยิ้มเยาะและตวัดมือไปยังชายข้างๆเจียงซานเจียแทน หากเจียงซานเจียสามารถแหกคุกออกไปได้จริงเท่ากับงานที่เขาได้รับผิดชอบเกิดข้อผิดพลาด เขาคงทำให้บิดาบุญธรรมผิดหวัง ดังนั้นชายผู้นี้ต้องตาย!

ปั้ง!

มือขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันร่วงหล่นมาราวกับภูเขาถล่ม

เมื่อมือขนาดมหึมาคล้อยต่ำลงเรื่อยๆก็เป็นจังหวะที่อันจิงเริ่มเคลื่อนไหว

“เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น ทุกอย่างจะต้องรวดเร็วที่สุด”

พรึ่บ!

แสงจ้าโผล่ออกจากฝักดาบ มันส่องสว่างไปทั่วคุกใต้ดินอันมืดมิด ดาบเล่มนี้เปรียบเหมือนรุ่งอรุณที่กำลังส่องประกายในราตรีอันมืดมิด คมดาบคมกริบสะท้อนออกมา มันส่องสว่างไปทั่วใบหน้าของอันจิง

“นี่มัน...”

หลิวฮ่าวผิวไม่สามารถมองเห็นกระทั่งวิถีดาบที่ฟาดลงมา แต่เขาสามารถเข้าใจได้อย่างแน่ชัดว่าชีวิตของเขาได้ดับสูญไปพร้อมกับแสงอรุณในความมืดมิดแล้ว

.

.

.

โรงละครสวนดอกท้อ เมืองหยู

ราตรีเริ่มเข้ามาเยือน แสงจันทร์เริ่มสาดส่องลงมาราวสายน้ำไหล

<“บุปผาหลากสีในวสันตฤดูบานสะพรั่งงามตาแต่กลับร่วงหล่นลงสู่บ่อน้ำที่แห้งขอดและกำแพงที่พังทลาย แล้วใครเล่าปรารถนาจะชมทิวทัศน์เช่นนี้?”>

<“ไม่ว่าใครก็ปรารถนาที่จะชื่นชมทิวทัศน์อันสวยงาม..ยามทิวาย่างเข้าสู่ยามสายัณห์ เมฆเคลื่อนคล้อยตัดกับภาพศาลาสีสดใส สายฝนพร้อมกับลมพัดโชย เรือแล่นในสายน้ำพร้อมเกิดระรอกคลื่น..ฉากสวยงามเหล่านี้ทำให้เวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วดูผ่อนคลายขึ้น..”>

บนลานเวทีด้านล่าง เสียงไพเราะของนักแสดงงิ้วยังดังขึ้นต่อเนื่อง ตามมาด้วยเสียงปรบมือและเสียงตะโกนดังสนั่นจากผู้ชม

“คุณหนู หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เจียงซานเจียจะปรากฏต่อหน้าท่านในวันมะรืนนี้” ทันหยุนกล่าวด้วยความมั่นใจ

“จะดีที่สุด ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด” คิ้วของจ้าวชิงเหมยขมวดเข้าหากัน สีหน้าของนางยังคงราบเรียบแต่ก็ไม่ทำให้ความงามของนางลดลงแม้แต่น้อย

“เจ้าค่ะ” ทันหยุนยิ้ม “อิทธิพลของพรรคเฉาเพิ่งมามีช่วงปีหลังๆนี่เอง เราควรทำให้พวกเขารู้จักจุดยืนของตัวเองเสียบ้าง”

ทันหยุนไม่พอใจพรรคเฉาเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ที่พรรคมารออกจากยุทธภพไปก็ยังไม่มีพรรคไหนที่จะอ้างสิทธิ์ความเป็นพรรคอันดับ 1 ได้เท่าพวกเขาแล้ว

“เอาล่ะ ถึงเวลาที่พวกเราต้องกลับบ้านแล้ว” จ้าวชิงเหมยเหลือบมองแสงจันทร์บนท้องฟ้าและอดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆออกมา

ทันใดนั้นก็เกิดสายลมพัดเข้ามา ถ้วยน้ำชาบนโต๊ะเริ่มสั่นสะเทือน การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ทำให้จ้าวชิงเหมยเลิกคิ้ว

“คุณหนู มีอะไรหรือเจ้าคะ?”

ทันหยุนเอ่ยถามด้วยความสงสัย จ้าวชิงเหมยไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงทอดสายตาไปยังทิศหนึ่งในระยะไกล

เพียงชั่วพริบตาก็เกิดลมกระโชกแรงขึ้นอย่างกะทันหัน จากนั้นก็เกิดแสงจ้าพุ่งขึ้นจากพื้นดินทะลุขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับแสงดังกล่าวผุดขึ้นจากขุมนรกทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์

พรึ่บ!

แสงสะท้อนไปทั่วท้องฟ้า รัศมีของมันครอบงำไปทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ที่พบกเห็น

“นี่มัน..วิชาดาบที่ทรงพลังมาก!”

ทันหยุนอ้าปากค้าง มีร่องรอยความตกใจอยู่ในดวงตาของนาง แสงจ้านั้นทำให้ร่างกายของนางสั่นสะท้านและขนลุกไปทั่วร่าง ทักษะการใช้ดาบและแสงจ้าของดาบนี้ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อนแต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน

.

.

.

บนเรือสังคีตแม่น้ำหยู ย่านหอโคมแดง

“หลี่เยว่ รีบไปรับแขกเถิด ครานี้เป็นถึงคุณชายน้อยตระกูลหมิง” แม่เล้าชราแต่งหน้าเข้มจัดยิ้มพลางยกม่านเรียกหญิงสาวที่อยู่ด้านใน

“เจ้าคะ ให้คุณชายหมิงรอสักครู่”

หลังม่านคือหญิงสาวรูปงาม รูปร่างบอบบางเย้ายวน ดวงตาของนางชวนหลงใหลราวผลท้อ ริมฝีปากเป็นกระจับน่าลิ้มลอง รูปร่างของนางมีส่วนเว้าส่วนโค้งน่าสัมผัส ด้วยรอยยิ้มของนางเพียงครั้งเดียวก็สามารถกระชากวิญญาณของใครหลายๆคนได้

หญิงสาวนางนี้นามว่า ‘หลี่เยว่’ หญิงคณิกาชั้นสูงของเรือนสีชาดและเป็นหนึ่งในหญิงคณิกาที่โด่งดังที่สุดในมณฑลเจียงหนาน

“เจ้าจะให้คุณชายหมิงรอนานเท่าไหร่เล่า นั่นทายาทตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองหยูเลยนะ” แม่เล้ายังคงเอ่ยเร่งด้วยความกังวล

“ข้าทราบเจ้าค่ะ” หญิงสาวค่อยๆปักปิ่นบนด้วยท่าทางอ่อนช้อย ไม่ได้เร่งรีบแต่อย่างใด

หญิงคณิกาโดยเฉพาะระดับเช่นหลี่เยว่ไม่ใช่คนไร้ความสามารถ พรสวรรค์ของนางเทียบได้กับคุณหนูในตระกูลเศรษฐีซึ่งต้องเชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งสี่ทั้งดีดฉิน หมากล้อม เขียนอักษรและวาดภาพ ที่สำคัญที่สุดนางคือคนที่เข้าใจธรรมชาติของและจิตใจของผู้ชายเป็นอย่างดี

“เฮ้อ..ก็ได้ ข้าจะไปบอกคุณชายหวังให้รอก่อน” แม่เล้าถอนหายใจและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

หลี่เยว่ยิ้มก่อนจะจัดแต่งทรงผมของนางต่อ นางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเตรียมลงจากเรือ ทันใดนั้นลมก็พัดแรงขึ้น ทำให้เรือทั้งหมดบนแม่น้ำหยูเริ่มโคลงเคลง

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ทำไมเรือถึงสั่นแบบนี้?”

ผู้คนบนเรือไม่ว่าจะเป็นเรือล่องของหอโคมแดง เรือสัญจรหรือเรือบรรทุกสินค้าต่างเกิดความสงสัย พวกเขาต่างกวาดสายตาไปรอบแม่น้ำหยู

‘หมิงเฟย’ นายน้อยตะรกูลหมิงก็เดินขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือด้วยความตื่นตระหนกและสงสัย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

“ดูท้องฟ้านั่นสิ!” มีเสียงคนตะโกนขึ้น

ทุกคนต่างหันไปมองยังจุดที่คนผู้นั้นชี้ หมิงเฟยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขามองไปยังจุดที่คนผู้นั้นซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่หลี่เยว่ที่เพิ่งยกม่านขึ้น

ทันใดนั้นเอง

แสงจ้าก็ทะยานถึงจุดสูงสุด

มันทะลุผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน ราวกับท้องฟ้ากำลังฉีกกระชากออกจากกัน ความมืดบนท้องฟ้าถูกแส

งจ้ากลบและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับท้องฟ้าในตอนนี้คือท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ

จบบทที่ บทที่ 13 เพลงดาบปีศาจขวัญผวา ปลุกแสงให้คืนชีพจากสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว