เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 ฟังเสียงลมและฝนในหอคอยเล็กๆทั้งคืน

บทที่ 14 ฟังเสียงลมและฝนในหอคอยเล็กๆทั้งคืน

บทที่ 14 ฟังเสียงลมและฝนในหอคอยเล็กๆทั้งคืน


เมืองหยู บริเวณคุกใต้ดินที่พังทลาย

เมื่อหานเหวินซินและผู้คุมฉินมาถึง พวกเขาก็เห็นเพียงหลุมขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่เป็นวงกว้าง คุกใต้ดินซึ่งเป็นคุกหลักของเมืองหยูถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน มีทั้งคราบเลือด เศษชิ้นเนื้อ เศษเสื้อผ้าที่กระจายไปทั่วบริเวณ

ต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียงก็ถูกตัดออกเป็นสองส่วนเช่นนั้น สถานที่แห่งนี้กลายเป็นซากปรักหักพังโดยสมบูรณ์ มันกลายเป็นภูมิประเทศรกร้างในที่สุด

น่ากลัว!

พื้นที่โดยรอบดูเหมือนจะเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่เกิดขึ้น ร่างของหัวหน้าสาขาพรรคหยูและผูพิพากษาเฉาอันหมินหายสาบสูญหรือไม่ก็ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังเหล่านี้

วันนี้หานเหวินซินและผู้คุมฉินไม่ได้อยู่ยามเฝ้าคุกใต้ดินจึงพากันออกไปสังสรรค์ แต่สนุกสนานได้เพียงไม่นานก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่คุกใต้ดิน ทำให้พวกเขาต้องรีบร้อนมายังที่เกิดเหตุและแน่นอนว่าพวกเขาสามารถหนีรอดจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้อย่างโชคช่วย

พวกเขาไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าคุกใต้ดินจะถูกถล่มจนไม่เหลือซากเช่นนี้ได้ แม้แต่ผู้พิพากษาเฉาอันหมินและหลิวฮ่าวผิงหัวหน้าสาขาพรรคเฉาก็ยังต้องพบกับจุบจบอันน่าสยดสยอง

ดวงตาของผู้คุมฉินเบิกกว้าง ใบหน้าของเขาซีดเผือด ท่าทางของเขาไม่อาจบรรยายได้ว่าอยู่ในอารมณ์ใดแต่ร่างของเขากำลังสั่นเทา

ในทางกลับกันหานเหวินซินดูหวาดกลัว เขาอ้าปากค้างและสูดหายใจเขาลูก “ผ่านไปครู่หนึ่งแล้วแต่แรงสะเทือนจากเพลงดาบนี้ก็ยังไม่หมด มันน่ากลัวยิ่งนัก!”

ตอนนั้นเองที่แรงสะเทือนในซากคุกใต้ดินปรากฏขึ้นอีกระรอก ทั้งแสงจ้าและแรงสะเทือนยังคงฝังอยู่ในจิตสำนึกของทุกคน มันยังทำให้เกิดความกลัวจนทุกคนต่างแข็งค้าง

“เราจะทำอย่างไรต่อดี” ทั้งสองสบตากันอย่างช่วยไม่ได้

ตึก! ตึก! ตึก!

ตอนนั้นเอง ที่ปรากฏชายร่างสูงในชุดคลุมยาวและสวมหน้ากากสีเขียวเดินเข้ามาจากระยะไกล บนแขนของเขามีเหยี่ยวสีขาวเกาะอยู่

“ท่านผู้บัญชาการ!”

เมื่อเห็นผู้มาใหม่ ทั้งสองก็รีบโค้งคำนับด้วยความโล่งอก คนผู้นี้ไม่ใช่ใครนอกจาก‘หงหยวนอู่’ ผู้บัญชาการระดับป้ายทองของหน่วยซวนยี่

นอกจากกองกำลังทหารแล้ว หน่วยซวนยี่ในสมัยราชวงศ์นี้เปรียบเสมือนกองกำลังที่มั่นคงอีกแห่ง เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นใจให้กับองค์ฮ่องเต้และประชาชน

“พวกเจ้าทั้งสอง รีบไปตามจับนักโทษแหกคุกเดี๋ยวนี้” หงหยวนอู่สั่งเสียงต่ำ

“ขอรับ” ทั้งสองรู้สึกถึงน้ำหนักที่กดทับบนบ่าอย่างกะทันหัน พวกเขาโค้งคำนับให้อีกฝ่ายก่อนจะออกจากที่เกิดเหตุทันที

“ท่านผู้บัญชาการน่าเกรงขามยิ่งนัก”

คำชมของมือปราบท้องที่ไม่ได้ลอยเข้าหูของหงหยวนอู่ เมื่อกำลังมองไปยังซากปรักหักพังของคุกใต้ดินตรงหน้า ใจของเขาสั่นสะท้าน “มีปรมาจารย์ระดับนี้อยู่ในเมืองหยูด้วยรึ เขาเป็นใครกันแน่?”

ด้วยความสามารถของเขาย่อมตระหนักได้ดีกว่าหานเหวินซินและผู้คุมฉินว่าผู้ที่ลงมือถล่มคุกใต้ดินครั้งนี้มีทักษะเพลงดาบในระดับใด มันเป็นระดับที่น่าทึ่งจนเขาอาจยอมถอยให้อีกฝ่ายหลายก้าวหากต้องปะทะกันจริงๆ

“คนผู้นี้ลงมือเพื่อช่วยเจียงซานเจียแหกคุก เขาเป็นศิษย์ของหุบเขาปีศาจหรือว่ามีแรงจูงใจอื่น?” หวงหยวนอู๋ดึงกระดาษเปล่าออกมา แสงสีทองปรากฏขึ้นพร้อมกับตัวอักษรสีทองที่เขาเขียนลงไปในกระดาษ ข้อความทั้งหมดปรากฏให้เขาทบทวนอีกครั้งก่อนจะเลือนหายไป หงหยวนอู่พับกระดาษใส่ในกระบอกไม้ไผ่และผูกไว้ที่ข้อเท้าของเหยี่ยว

พรึ่บ! พรึ่บ!

เหยี่ยวสีขาวกระพือปีกและทะยานขึ้นท้องฟ้าเพื่อทำหน้าที่ของมันทันที

.

.

.

นอกเขตเมืองหยู ลึกเข้าไปในป่าทึบ

สีหน้าของเจียงซานเจียยังเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง การดึงดาบเพียงครั้งเดียวทำให้เกิดแรงสะเทือนครั้งใหญ่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังชื่นชมทักษะดาบอันทรงพลังของชายหนุ่มตรงหน้า

เพียงแค่ดาบเดียว!

เพียงแค่ดึงดาบออกครั้งเดียว ก็ทำให้คุกใต้ดินแยกออกเป็นสองส่วนและทำให้พวกเขาหลบหนีออกมาได้

“ทักษะเพลงดาบที่ท่านใช้คืออะไร?” เจียงซานเจียอดที่จะถามออกไปไม่ได้

อันจิงตอบด้วยน้ำเสียงเฉยชา “มันก็แค่การโจมตีธรรมดาๆ”

ไม่มีทาง มันต้องเป็นทักษะการดึงดาบขั้นสูงเป็นแน่!

ทักษะการดึงดาบนั้นไม่ใช่แค่การดึงดาบออกจากฝักเท่านั้น ทักษะการดึงดาบ! ดาบที่สะเทือนไปถึงสวรรค์ลงไปสู่ขุมนรก ดาบที่เพียงดึงออกมาครั้งเดียวก็ทำให้ผู้คนล้มตาย

แก่นสำคัญของทักษะการดึงดาบคือการควบลมปราณให้อยู่ในจุดเดียวกันซึ่งต้องใช้พลังชี่อันทรงพลัง บางคนฝึกฝนทักษะดาบของตนมาหลายปีก็เพื่อไปยังจุดสูงสุดของทักษะการดึงดาบเพื่อแค่ดึงดาบออกจากฝักหนึ่งครั้งก็สามารถทำลายล้างได้มหาศาล

มันคือการใช้ลมปราณ กำลังภายในที่ฝึกฝนมาหลายปีมารวมที่ดาบเพียงจุดเดียว แล้วเช่นนี้มันจะไม่น่ากลัวได้อย่างไร?

ทักษะการใช้ดาบของคนตรงหน้าเป็นอย่างที่เขากล่าวไป ทักษะที่เขาใช้อาจไม่ได้อยู่ในระดับขั้นสูงสุดแต่กลับสามารถรวบรวมพลังสำคัญของมันไว้ได้ในดาบเดียว เห็นเช่นนี้แล้วเจียงซานเจียได้แต่สงสัย มีทักษะดาบเช่นนี้อยู่ในยุทธภพจริงหรือไม่? และบุรุษในผ้าคลุมหน้านี้มีทักษะที่น่าเกรงขามระดับนี้ได้อย่างไร? แล้วทำไมเขาถึงไร้ชื่อในยุทธภพ?

“ตอนนี้ เจ้าจะบอกข้าได้หรือยังว่าหินใบโพธ์อยู่ที่ใด?”

อันจิงแตะดาบที่เหน็บอยู่บนเอวของตนเมื่อถามออกไป

หัวใจของเจียงซานเจียแทบจะหล่นไปกองที่พื้น หากเขาบอกตำแหน่งของหินใบโพธิ์ให้อีกฝ่ายฟังก็เท่ากับเขาต้องเสียสมบัติชิ้นนี้ให้ อาการบาดเจ็บของเขาก็จะฟื้นตัวได้ยากหากไม่มีหินใบโพธิ์ นั่นทำให้เขาลังเล..

“ชีวิตนี้ยังอีกยาวไกล เจียงซานเจีย เจ้าอย่าใช้ทางลัด” อันจิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหลอนหู

“พี่โจว ท่านล้อข้าเล่นแล้ว” หัวใจของเจียงซานเจียเริ่มหนาวเหน็บแต่เขาก็ตอบอย่างรวดเร็ว

“มันก็แค่หินใบโพธิ์ ถ้าแลกกับการได้รู้จักสหายที่ยอดเยี่ยมเช่นท่านได้ต่อให้เป็นหินใบโพธิ์ 100 ก้อนข้าก็ยินดีให้ท่าน ไม่ต้องพูดถึงแค่ก้อนเดียวหรอก”

บุรุษตรงหน้าดูโหดร้าย โลภมากและคาดเดาไม่ได้ ถ้าเขาไม่ทำตามอีกฝาย ไม่แน่ว่าเขาอาจเสียชีวิตได้ในพริบตา

“หินใบโพธิ์นั้น เดิมเป็นสมบัติชิ้นสำคัญของสำนักพุทธซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่ที่วัดเล่ยหยินในภูมิภาคตะวันตก เมื่อเจ้าอาวาสวัดเล่ยหยินเกิดความโลภและขโมยมันไปเขาก็ถูกเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ในภูมิภาคตะวันตกฆ่าและหินใบโพธิ์ก็หายสาบสูญไป อย่างไรก็ตามเวลาต่อมาหินใบโพธิ์ได้ไปอยู่ในมือจอมยุทธ์พเนจร เขาได้นำมันไปใช้ในยุทธภพจึงเริ่มถูกตามล่า เขาเผชิญหน้ากับนักฆ่าจากหอคอยพิรุณวาโยและถูกนักฆ่าระดับสูงของหอคอยพิรุณวาโยฆ่าตายในที่สุด”

“หอคอยพิรุณวาโย?”

อันจิงเลิกคิ้ว เขานึกถึงคำนิยายมของหอคอยพิรุณวาโย ‘หอคอยเล็กๆที่ได้ยินเพียงเสียงฝนพรำสลับกับลมพัดตลอดทั้งคืน มีที่ใดบ้างในยุทธภพที่มีเพียงสิ่งนี้เกิดขึ้น ไม่มีแม้กระทั่งดอกไม้บานแม้ย่างเข้าวสันตฤดู’

‘หอคอยพิรุณวาโย’ เป็นหนึ่งในพรรคที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ มันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 5 พรรคและ 7 สำนัก อย่างไรก็ตามหอคอยพิรุณวาโยมีความแตกต่างเล็กน้อยจากพรรคใหญ่ทั้ง 5 พรรค

‘หอคอยพิรุณวาโย’ เป็นองค์กรนักฆ่าที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน โดยเป็นพรรคเดียวที่ถูกก่อตั้งมาอย่างยาวนานก่อนที่ราชวงศ์ในรัชสมัยก่อนจะก่อตั้งเสียอีก

นักฆ่าในหอคอยพิรุณวาโยมีพลังยุทธ์ในระดับสูงและมีโครงสร้างของพรรคที่เป็นลำดับชั้นเข้มงวด มีสมาชิกกระจายไปทั่วยุทธภพและบางคนอาจแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชาวบ้านทั่วไป

ทั้งการประลองในยุทธภพ มีเส้นสายหรือพัวพันการเมืองภายในราชสำนักและการลอบสังหารขุนนางระดับสูงส่วนใหญ่ก็เป็นฝีมือของหอคอยพิรุณวาโย ความสมัครใจในการลงมือสังหารขุนนางในราชสำนักแสดงให้เห็นถึงความบ้าบิ่นและกล้าหาญของพวกเขา ที่สำคัญที่สุดคืออัตราความสำเร็จในการลอบสังหารของสมาชิกพรรคที่สูงมากและแทบไม่ล้มเหลวเลยสักครั้ง

เมื่อได้ยินชื่อของหอคอยพิรุณวาโยก็มักเกิดความหวาดกลัวในใจของชาวยุทธภพเพราะกลัวว่าจะต้องปะทะกำลังกับอีกฝ่ายและพลาดท่าถูกสังหารได้

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของหอคอยพิรุณวาโยยังคงเป็นปริศนา แม้แต่นักฆ่าในหอคอยเองก็ไม่ทราบที่อยู่แน่ชัดของหอคนนี้ บ้างก็บอกว่าอยู่ใกล้ประตูเมืองในทิศตะวันตก บ้างก็บอกว่าอยู่ตรงชายแดนของแคว้น ในขณะที่บางคนก็เดาว่าตั้งอยู่ในวังหลวง

ข่าวลือนั้นแตกต่างกันไปแต่ไม่มีใครรู้ความจริงที่แน่ชัด กล่าวโดยสรุป หอคอยพิรุณวาโยอาจไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับ 4 พรรคใหญ่ที่เหลือแต่กลับเป็นพรรคที่น่ากลัวที่สุดในบรรดา 5 พรรค

“ใช่ หอคอยพิรุณวาโย” เจียงซานเจียพยักหน้าและพูดต่อ “หลังจากที่จอมยุทธ์พเนจรถูกฆ่า ร่างของเขาก็จมลงสู่แม่น้ำหยูพร้อมกับหินใบโพธิ์”

แม่น้ำหยูเป็นแม่น้ำสายยาวและกว้างขวาง แบ่งเมืองหยูออกเป็น 2 ฝากฝั่งอย่างชัดเจน ถ้าหินใบโพธิ์จมอยู่ก้นแม่น้ำ ใครจะไปหาเจอ?

หากต้องระดมคนตามหาหินใบโพธิ์ก้นแม่น้ำ ก็จะใช้ทรัพยากรคนจำนวนมากทั้งยังเป็นการดึงดูดความสนใจจากคนหมู่มากอีกด้วย

“พี่โจวใจเย็นก่อนๆ” เจียงซานเจียยิ้มบางเมื่อเอ่ย “ข้าได้ภาพนิมิตของตำแหน่งที่หินโบโพธิ์อยู่มาแน่ชัดแล้ว มันอยู่ใต้โขดหินยักษ์ที่ท่าเรือชิงเหอ แค่ดำลงไปประมาณ 30 จั้ง ท่านจะเห็นศพอยู่ข้างโขดหิน ศพนั่นคือจอมยุทธ์พเนจรและหินใบโพธิ์อยู่ในร่างของเขา”

“ท่าเรือชิงเหอ?” อันจิงทวนซ้ำ ท่าเรือชิงเหอเป็นท่าเรือที่ตั้งอยู่นอกเมืองลงไปทางใต้ มันอยู่ไม่ไกลจากโรงหมอจีซื่อนัก

“ดี ข้าขอให้นิมิตของเจ้าถูกต้องแล้วกัน” อันจิงหรี่ตา

เจียงซานเจียฉลาดแกมโกง สถานที่อาจจริงอย่างที่เขาบอกแต่มันยังไม่ใช่ตำแหน่งแน่ชัดหรืออาจมีกับดักรอเขาอยู่ อย่างน้อยเขาก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้น

“วางใจเถิด ทุกอย่างที่ข้าพูดคือเรื่องจริง” เจียงซานเจียกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เจียงซานเจียทำนายตำแหน่งที่หินใบโพธิ์อยู่ได้จริงและเขาไม่ได้โกหกเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่มีรายละเอียดบางอย่างที่เขาเลือกจะไม่เปิดเผย

หินใบโพธิ์แผ่กลิ่นอายเลือนรางและเต็มไปด้วยความกลิ่นอายสังหารรุนแรง เพียงภาพนิมิตครู่เดียวก็กินพลังชีวิตของเขาไปถึง 1 ปี แค่เพียงเรื่องนี้ก็ทำให้เขาตระหนักได้ว่ามันอันตรายมากเพียงใด แต่เขาไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้บุรุษตรงหน้าทราบเพราะมันอยู่นอกเหนือหน้าที่ของเขา

“ดี ข้าขอตัว หากโชคดีเราอาจได้พบกันอีกครั้ง” อันจิงกล่าวจบก็ใช้วิชาตัวเบากระโดดหายไป

“พี่โจว ข้าหวังว่าท่านจะปลอดภัย” เจียงซานเจียพึมพำขณะที่เฝ้าดูอันจิงหายลับไปในระยะไกล จากนั้นเขาก็หายลับเข้าไปในป่าทึบเช่นกัน

จบบทที่ บทที่ 14 ฟังเสียงลมและฝนในหอคอยเล็กๆทั้งคืน

คัดลอกลิงก์แล้ว