เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 ออกแรงมากไป ร่างกายอ่อนแอ

บทที่ 8 ออกแรงมากไป ร่างกายอ่อนแอ

บทที่ 8 ออกแรงมากไป ร่างกายอ่อนแอ


เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

“อากาศดีจริงๆ”

อันจิงเปิดประตูโรงหมอตามปกติ เขาบิดคลายตัวด้วยความพอใจเมื่อเห็นอากาศในยามเช้า ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี หมอกหนาก็เริ่มจางลงรับกับแสงอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนสู่ยอดฟ้า

“ท่านพี่ โจ๊กสมุนไพรเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”จ้าวชิงเหมยยิ้มขณะเดินออกมาจากโถงด้านใน

“น้องชายอัน!”

ขณะที่อันจิงกำลังจะเดินกลับไปหลังร้านก็เห็นว่าหานเหวินซินวิ่งมาหาแต่ไกล

“อ่า..นี่คงเป็นน้องสะใภ้กระมัง”

หานเหวินซินมองจ้าวชิงเหมยที่ยืนอยู่ข้างๆอันจิงด้วยความตกใจ เขาไม่คาดคิดว่าหญิงสาวตระกูลจ้าวที่อันจิงแต่งงานด้วยจะงดงามขนาดนี้ มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิ หมอเล็กๆในเมืองหยูจะเทียบกับมือปราบอนาคตไกลอยากเขาได้อย่างไร เขาได้แต่พึมพำในใจด้วยความเสียดาย

“ใช่ นี่คือฮูหยินข้าเอง” อันจิงยิ้มโอ้อวด

หานเหวินซินพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉา “น้องชายอัน เจ้านี่มันโชคดีจริงๆ ดูเหมือนท่านลุงหนิวจะสร้างผลงานยิ่งใหญ่ทีเดียว น้องสะใภ้ เจ้างามมากจริงๆ เป็นวาสนาของเจ้าแล้วน้องชายอัน”

“พี่ชายสามี ท่านชมเกินไปแล้ว”จ้าวชิงเหมยยิ้มหวานด้วยกิริยาชวนมกอง ฝ่ายอันจิงเองเมื่อเห็นท่าทีของหานเหวินซินเช่นนี้ก็ยิ่งพอใจมากขึ้น “ว่าแต่พี่หาน ท่านมาหาข้าแต่เช้า มีธุระอะไรหรือเปล่า?”

นั่นทำให้หานเหวินซินนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมาหาอีกฝ่ายแต่เช้าทำไม เขาเอ่ยอย่างรวดเร็ว “หวังจื้อผิงและหวังเหอตายแล้ว สภาพศพของพวกเขาก็น่าสะพรึงยิ่งนัก แม้แต่เจ้าหน้าที่ชันสูตรที่ทำหน้าที่นี้มาหลายปีก็ยังส่ายหน้าเมื่อเห็นสภาพศพของพวกเขา”

“โอ้?” อันจิงทำท่าตกใจ “นี่เป็นเรื่องจริงรึ?” แน่นอนว่าเขารู้มาก่อนว่าหวังจื้อผิงตายแล้วแต่ก็เล่นตามน้ำว่าตนเพิ่งทราบเรื่องนี้

“เป็นเรื่องจริงแน่นอน” หานเหวินซินสูดหายใจลึกๆก่อนจะกวาดสายตาไปมองรอบๆ “ข้าจะบอกเรื่องที่น่ากลัวกว่านั้นให้ฟัง ไม่ใช่แค่สองคนเท่านั้นที่ตาย คนในตระกูลของพวกเขาก็ล้วนแต่ถูกฆ่าตายทั้งหมดเหมือนกัน เพียงวันเดียวพวกเขาทั้งตระกูลถูกฆ่าไปทั้งหมด 327 ศพ”

“เจ้าว่ามันหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าตระกูลหวังไปล่วงเกินคนที่ไม่สมควรล่วงเกินไงเล่า”

“น่ากลัวเกินไปแล้ว” จ้าวชิงเหมยเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัวก่อนจะขยับเข้าไปใกล้อันจิงกว่าเดิม แม้จะเป็นช่วงกลางของฤดูร้อนแต่หานเหวินซินกลับรู้สึกถึงสายลมที่พัดถูกร่างเขา แขนเสื้อของเขาพัดกระพือ เช่นเดียวกับเสียงของหล่นกระจายลงใกล้ๆ

“น้องหญิงไม่ต้องตกใจ” อันจิงตบไหล่ของจ้าวชิงเหมยอย่างปลอบโยน “หากเป็นดังที่ท่านว่า พวกเขาคงไปล่วงเกินคนที่น่ากลัวมากแน่ๆ”

“ใช่”หานเหวินซินพยักหน้าก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสมน้ำหน้า “แต่ลุงหลานสองคนนั่นก็ทำชั่วมามากจริงๆ ข้าไม่รู้ว่าตัวเองควรสงสารหรือสมน้ำหน้าพวกเขากันแน่ พวกเขาคิดว่าตัวเองจะอยู่ได้อย่างสุขสบายจากการกดขี่ คดโกงคนอื่นนะรึ? อาศัยว่าเป็นหัวหน้าพรรคสาขาแล้วอวดเบ่งไปทั่ว เป็นอย่างไรทีนี่แตะถูกของร้อนเข้าจนได้ การฆ่าคนมากกว่าสามร้อยชีวิตได้ภายในวันเดียวเช่นนี้ อีกฝ่ายต้องเป็นขุมพลังที่น่ากลัวอย่างแน่นอน สองคนนั้นต้องทำให้พวกเขาขุ่นเคืองมากแน่ๆ”

อันจิงเลิกคิ้วและเอ่ยถาม “พี่หานหรือท่านรู้ว่ากลุ่มคนที่ลงมือเป็นใคร?”

“น้องชายอัน เจ้าล้อข้าเล่นแล้ว ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาเป็นใคร” หานเหวินซินส่ายหน้าอย่างยืนยันว่าตนไม่ทราบพลางเอ่ยต่อ “นอกจากมือปราบป้ายทองในท้องที่แล้วยังมีมือปราบป้ายทองของหน่วยซวนยี่ที่เข้ามาสืบสวนผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสังหารในครั้งนี้ด้วย พวกเขาลงพื้นที่กันตั้งแต่ตั้งแต่เช้าตรู่ คาดว่าอีกไม่ช้าจะรู้ว่าผู้ลงมือเป็นใคร”

หน่วยซวนยี่มีมือปราบในสังกัดที่แบ่งระดับเป็นระดับป้ายทอง ป้ายเงินและป้ายทองแดง มือปราบเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกจากมือปราบฝีมือดีที่สุดในแคว้น พลังยุทธ์ของมือปราบป้ายทองแดงอย่างน้อยต้องอยู่ในระดับ 5 ระดับป้ายเงินต้องอยู่ในระดับ 3และมือปราบป้ายทองต้องอยู่ในระดับ 2 เป็นอย่างน้อย กลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเป็นจุดแข็งของกรมปราบปราม กล่าวกันอีกว่ายังมีมือปราบป้ายหยกและผู้บัญชาการหน่วยซวนยี่อีกด้วย

อันจิงไม่ทราบข้อมูลที่เจาะลึกกว่านี้ อย่างไรก็ตามเขาคาดว่ามือปราบป้ายหยกต้องมีพลังยุทธ์ระดับ2หรือสูงกว่านั้นและคนที่มีพลังยุทธ์มากที่สุดก็คาดว่าจะเป็นผู้บัญชาการของพวกเขา

มือปราบของหน่วยซวนยี่ถูกยกเว้นไม่ให้จัดอันดับในรายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกร พวกเขาขึ้นตรงกับหน่วยองครักษ์ที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ คนส่วนใหญ่จึงไม่ทราบระดับพลังยุทธ์ที่แท้จริงของพวกเขา

หานเหวินซินถูมือของตนเมื่อกล่าวว่า “ไหนๆมือปราบระดับป้ายทองของหน่วยซวนยี่ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว ข้าก็ควรสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อพวกเขาสักหน่อย ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีข้าอาจได้เข้าร่วมในสังกัดเดียวกับพวกเขาและอาจได้เลื่อนขั้นอยู่ในระดับป้ายทองแดง”

“อ้อ..เช่นนั้นข้าก็อวยพรขอให้ท่านโชคดี สมหวังดั่งที่ท่านตั้งใจ” อันจิงประสานมือและยกมือคารวะด้วยรอยยิ้ม

“น้องชายอัน อย่างทำเพียงกล่าวอวยพรสิ เจ้าเองก็สามารถช่วยข้าอีกแรงได้”

“หืม? ให้ข้าช่วยอะไรหรือขอรับ?”

“หากเจ้าพบใครที่มีพิรุธที่คาดว่าจะมาจากพรรคมาร เจ้าต้องรีบมาแจ้งให้ข้าทราบทันที การจับกุมสมาชิกพรรคมารจะทำให้ข้าสร้างผลงานชิ้นใหญ่ได้” หานเหวินซินเม้มปากอย่างตื่นเต้น โรงหมอจีซื่ออยู่ใกล้ร้านน้ำชาต้าถง เขาปรารถนาให้อันจิงคอยกระจายข่าวให้กับชาวบ้านที่มักมารวมตัวกันที่ร้านน้ำชาไปในตัว เขาเลือกผูกมิตรกับอีกฝ่ายส่วนหนึ่งก็เพื่อใช้อันจิงคอยหาข่าวให้

หากเขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เขาก็คงจะสามารถเลือกแต่งงานกับหญิงงามที่คอยทำอาหารให้เขาทาน งานบ้านงานเรือนหรือออกงานสังคมก็ไม่บกพร่องและยังให้ความอบอุ่นบนเตียงกับเขาได้อีกด้วย

จ้าวชิงเหมยลอบยิ้มเย็นให้กับหานเหวินซินที่กำลังอยู่ในภวังค์ของตัวเอง ในขณะที่อันจิงหัวเราะอย่างร่าเริง เขาตบไหล่หานเหวินซิน “ไม่ต้องห่วงหรอกพี่หาน ถ้าข้ารู้ว่าสมาชิกพรรคมารอยู่ที่ไหน ข้าจะรีบแจ้งให้ท่านทราบทันที เมื่อไหร่ที่ท่านขึ้นเป็นมือปราบป้ายหยกก็อย่าลืมน้องชายคนนี้เล่า”

“ฮ่าฮ่าฮ่า”

หานเหวินซินหัวเราะร่าแต่ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว “น้องชายอัน ทำไมอยู่ๆข้าถึงรู้สึกหนาวไปทั้งตัวเช่นนี้”

“พอท่านพูดถึงเรื่องนี้ ข้าก็เริ่มรู้สึกเช่นกัน”

“เป็นไปได้หรือเปล่าว่าข้าจะไม่สบายในหน้าร้อนอบอ้าวเช่นนี้”

.

.

.

วันแล้ววันเล่า เคลื่อนผ่านไปอย่างสงบสุข นับเป็นเวลากว่าครึ่งเดือนหลังจากที่คู่ข้าวใหม่ปลามันเช่นอันจิงและจ้าวชิงเหมยแต่งงานกันมา จ้าวชิงเหมยมักคิดค้นรายการอาหารใหม่ๆทุกวันและอันจิงก็เพลิดเพลินไปกับอาหารอันหลากหลายในทุกวัน

อันจิงผู้ชายธรรมดาที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและภรรยาสาวที่แสนธรรมดาและเรียบง่าย ช่างเป็นชีวิตที่มีความสุขยิ่งนัก

ยกเว้นเพียงทันหยุนที่บ้างครั้งดูเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้นเช่นเคย บางครั้งก็แอบหลับข้างๆตู้ยาสมุนไพร

บ่ายวันนี้ อันจิงกำลังค้นตู้ยาเพื่อหาสมุนไพรบางอย่าง

“ท่านพี่หาอะไรเจ้าคะ? ข้าเห็นท่านหาแต่เช้าแล้ว” จ้าวชิงเหมยเดินมาจากลานบ้านด้านหลังเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“อ้อ ข้าหาสมุนไพรอยู่น่ะ” อันจิงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก

“แม้แต่สมุนไพรวางไว้ตรงไหน ท่านก็จำไม่ได้หรือเจ้าคะ?” จ้าวชิงเหมยเอียงคอและทำปากยื่นอย่างน่าเอ็นดูเมื่อกล่าวต่อ “สงสัยต้องให้ข้าช่วยหาอีกแรงแล้วกระมัง”

“ไม่..ไม่ต้องหรอก มันเป็นสมุนไพรที่ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่นะ เดี๋ยวข้าหาเอง น้องหญิงไปพักผ่อนเถิด”

อันจิงหัวเราะน้อยๆอย่างร่าเริงแต่แฝงไปด้วยความกระอักกระอ่วนบางอย่าง จ้าวชิงเหมยมองด้วยสายตาสงสัย รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติก่อนจะเดินกลับไปหลังร้าน

ใช้เวลาไม่นาน อันจิงก็เจอสมุนไพรที่ต้องการ เขาหยิบไหเหล้าขึ้นมาไว้บนโต๊ะก่อนจะเทสมุนไพรลงไปในไหเหล้าที่เตรียมไว้

“อ่า..นี่ล่ะสมบัติล้ำค่า”

หลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อย อันจิงก็เผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นก็ประคองไห้เหล้าไปไว้ในห้องโถงด้านหลังร้าน เขาวางไหเหล้าลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง

“ท่านพี่ หมักเหล้าสมุนไพรอยู่หรือเจ้าคะ?” จ้าวชิงเหมยถามขณะเดินออกมาพร้อมกับตะกร้าผักจากสวนหลังบ้าน

“ฮ่าฮ่าๆ ข้าแค่ลองปรุงเล่นๆน่ะ” อันจิงตอบอย่างมีพิรุธ

“ท่านหมออัน ท่านหมออัน อยู่หรือเปล่า?” ไม่ทันที่อันจิงจะได้อธิบายอะไรต่อเสียงตะโกนเรียกจากหน้าร้านก็ดังขึ้น

“สงสัยมีคนไข้ เดี๋ยวข้าออกไปดูก่อนนะ” อันจิงเดินออกไปห้องโถงด้านหน้าอย่างรวดเร็วราวกับเจอระฆังช่วยชีวิต ผู้ที่มาหาหมอไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็น‘โจวเซียหมิง’นักเล่าเรื่องประจำร้านน้ำชาต้าถงนั่นเองแต่สภาพของอีกฝ่ายตอนนี้ดูอ่อนแรง ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาลึก ใต้ตาดำคล้ำ เขาเดินราวกับลอยเข้ามาในร้าน

“ท่านโจว อาการท่านเป็นอย่างไรบ้าง” อันจิงเริ่มซักอาการ

“พักหลังๆนี้ ข้ารู้สึกขาไม่มีแรง ร่างกายก็อ่อนล้า ในหัวก็มึนงง” โจวเซียหมินถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

“ท่านโจว ช่วงนี้ท่านไปเยือนหอนางโลมบ่อยไปหรือเปล่า? อาจเหนื่อยล้าจากสุราและสาวงามเกินไป” อันจิงถามด้วยความเห็นใจ

“หืม? เสียงคุ้นๆ ใครกัน” เป็นจังหวะที่ทันหยุนสะดุ้งตื่นจากเสียงพูดคุยของทั้งคู่ นางขยี้ตาไล่ความง่วงและเดินไปหน้าร้าน

“ไม่เลยๆ ช่วงนี้ข้าไม่ได้ไปเยือนหอนางโลมด้วยซ้ำ” โจเซียหมินถอนหายใจ “ท่านรู้หรือไม่หมออันว่า ตอนนี้ข้ากำลังสอนคนผู้หนึ่งอ่านเขียนอยู่ทั้งคืน ข้าเหนื่อยมากเลย”

“หืม? การสอนหนังสือเหน็ดเหนื่อยขนาดนี้เชียวรึ?” อันจิงลูบคางครุ่นคิด

“ใช่ มันไม่ควรเหนื่อยขนาดนี้ แต่คนผู้นี้โง่เกินไป นั่นมันหัวคนหรือหัวหมูกันแน่ถึงได้โง่ขนาดนั้น ข้า..ข้า...” โจวเซียหมินรู้สึกว่าร่างกายของตนจะไม่ไหวแล้ว

“เฮ้อ..” อันจิงถอนหายใจ ชีวิตในโลกก่อนของเขามักจะมีพ่อแม่หลายคนที่ร้องไห้ด้วยความหงุดหงิดหลังจากล้มเหลวในการสอนหนังสือลูกๆ เขาไม่คิดว่าจะได้มาเจอสถานการณ์นี้ด้วยตัวเอง

ทั้งสองไม่ได้สังเกตเห็นทันหยุนสักนิด ทันหยุนที่ยืนอยู่ข้างๆตู้ยาสมุนไพรมีใบหน้ามืดครึ้มและมือทั้งสองข้างก็กำลังกำหมัดแน่น ดวงตาของนางราวกับลุกเป็นไฟ

“เดี๋ยวข้าจะจ่ายยาสงบใจให้ท่านแล้วกัน มันจะช่วยให้ท่านนอนหลับพักผ่อนได้เต็มที่”

“ขอบคุณท่านมากหมออัน”

ขณะที่อันจิงหันไปจัดเทียบยาให้ โจวเซียหมินก็ขยับมาใกล้ๆเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ท่านหมออัน ทำไมสาวใช้ของท่านถึงได้มองข้าตลอดเวลาเช่นนั้น” เป็นไปได้หรือไม่ว่าสาวใช้หน้าตาสะสวยของหมออันผู้นั้นกำลังสนใจในตัวเขา? เมื่อคิดถึงเรื่องนี้โจวเซียหมินก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ในฐานะบัณฑิตที่ยากจนในวัยเฉียดสี่สิบปีที่ไม่มีทั้งลูกและเมีย..สาวใช้ผู้นั้นถึงจะเป็นแค่สาวใช้แต่ใบหน้าก็ดูอ่อนโยน น่ารักแค่เห็นใบหน้าของนางก็ทำให้เขาแทบละลาย

อันจิงเหลือบไปมองทันหยุนที่กำลังจดจ่ออยู่กับการอ่านตำราในมือก็ได้แต่ส่ายหน้า “เรื่องนั้น..ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

ในที่สุดอันจิงก็จัดเทียบยาให้โจวเซียหมินเสร็จ อีกฝ่ายรับห่อยาไปถือไว้และก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองทันหยุนอยู่หลายครั้งก่อนจะเดินออกจากร้านไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

.

.

.

เมื่อพลบค่ำเข้ามาเยือน ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ โรงหมอก็ถึงเวลาปิดทำการในวันนี้

อันจิงทุบเอวคลายความเมื่อยก่อนจะเดินลากเท้าเข้าไปในห้องนอนหลังร้าน

“อ๊ะ..ท่านพี่”

จ้าวชิงเหมยเห็นอันจิงเดินมาในห้องจึงวางตำราที่ตัวเองกำลังอ่านลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของนางกำลังแดงก่ำ

“ชิงเหมยยังไม่นอนอีกหรือ? แล้วทำไมหน้าเจ้าถึงได้แดงเช่นนั้น” อันจิงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “หรือเจ้าไม่สบาย?” เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆผู้เป็นภรรยา อีกฝ่ายจึงหันมาเหยียบเท้าเขาเบาๆ มันเผยให้เห็นเรียวขาสวยของนาง ท่าทางนี้เต็มไปด้วยความยั่วยวน

“ข้ายังไม่ง่วง เลยลองศึกษาเคล็ดลับใหม่ๆดู”

“เคล็ดลับอะไรหรือ?”

“..มังกรทะยานฟ้า..กายาเหลียวหลัง..ท่านพี่ ท่านอยากลองดูหรือไม่?”

จบบทที่ บทที่ 8 ออกแรงมากไป ร่างกายอ่อนแอ

คัดลอกลิงก์แล้ว