เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 เจ้ารู้มากเกินไป

บทที่ 9 เจ้ารู้มากเกินไป

บทที่ 9 เจ้ารู้มากเกินไป


ย่างเข้าสู่ช่วงบ่าย เสียงจักจั่นร้องระงมตั้งแต่หัววัน เคล้ากับบรรยากาศอันเงียบสงบ แสงแดดจ้ากระจายไปทั่วผืนฟ้าราวกับสีทองคำที่หลอมละลาย มันส่องกระทบกับผืนแม่น้ำหยูเป็นประกายระยิบระยับ

“อ่า..ข้าคงดื่มยาชูกำลังมากไปหน่อย ไหนจะหักโหมเข้าหอมากไป ร่างกายถึงได้รู้สึกอิดโรยเช่นนี้..”

อันจิงมองใบหน้าซีดเซียวของเขาในกระจกเงาพลางกำชับกับตัวเอง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าต้องรู้จักอดกลั้นมากกว่านี้!”

“ท่านพี่กำลังพูดอะไรหรือเจ้าคะ?”

ตอนนั้นเองที่จ้าวชิงเหมยเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับถ้วยน้ำแกงในมือ นางมองอันจิงที่กำลังพูดกับกระจกด้วยท่าทางสงสัย

“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่บ่นว่าวันนี้อากาศร้อนเกินไป ว่าแต่..น้องหญิง เจ้าทำงานหนักเกินไปหรือไม่”

“ท่านพี่ นี่น้ำแกงถั่วเจ้าคะ ข้าเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ยังร้อนๆอยู่เลย ลองชิมดูสิเจ้าคะ”

“น้องหญิง เจ้าจะหักโหมเกินไปแล้ว”

อันจิงรับน้ำแกงถั่วมาดื่มด้วยรอยยิ้มมีความสุข จนลืมไปว่าเมื่อครู่ตัวเองตั้งปณิธานอะไรเอาไว้

“ข้าใส่สมุนไพรบางตัวลงไปด้วยนะเจ้าคะ” ดวงตาของจ้าวชิงเหมยเป็นประกายเจ้าเล่ห์เล็กน้อย

“สมุนไพร?” อันจิงรู้สึกตกใจเล็กน้อย หรือจะเป็นสมุนไพรตัวเดียวกับที่เขาใช้แช่เหล้า?

จ้าวชิงเหมยพูดต่อ “น้ำแกงถ้วยนี้ข้าตั้งใจทำให้ท่านพี่เป็นพิเศษ ส่วนน้ำแกงหม้อใหญ่ข้าจะตั้งไว้นอกร้านให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ดื่มคลายร้อนนะเจ้าคะ”

อันจิงได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ชื่นชมผู้เป็นภรรยาในใจ ‘ฮูหยินของข้าไม่เพียงแต่อ่อนโยนและมีกิริยางดงามเท่านั้น นางยังใจดีมีเมตตาอีกด้วย จริงอย่างที่หานเหวินซินว่าการได้แต่งภรรยาเช่นนี้เป็นโชคดีของข้าแล้ว’

“ท่านพี่เจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าวันนี้คณะละครสวนดอกท้อจะเปิดทำการแสดง พวกเขาโด่งดังมากเลยนะเจ้าคะ”

ทันหยุนในสภาพง่วงซึมก็ถือหม้อน้ำแกงใบใหญ่ออกมาจากครัวพอดี

“คณะละคร?”

อันจิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจ้าวชิงเหมยจะชอบดูละครงิ้วมาก่อน ส่วนทันหยุนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตาสว่าง กลายเป็นกระตือรือร้น ดวงตากลมโตของนางจ้องไปที่อันจิง “นายท่านไม่เคยฟังละครงิ้วหรือเจ้าคะ?”

“ข้าต้องเคยฟังสิ อันที่จริงข้าร้องได้ด้วยซ้ำแต่อาจจะไม่ได้กี่ประโยค ข้าจะลองร้องให้ฟัง..”

อันจิงที่นึกสนุกอยากแสดงความสามารถของตนกระแอมเบาๆให้ชุ่มคอ จ้าวชิงเหมยก็เริ่มอยากดูแล้วเช่นกัน

“นายท่าน เอาจริงหรือเจ้าคะ?” ทันหยุนเอ่ยอย่างเหลือเชื่อว่าผู้เป็นนายจะแสดงงิ้วให้พวกนางดู อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพียงพับแขนเสื้อขึ้นและก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวๆ

“อู๋จี้ เจ้า..เสียใจหรือไม่” เสียงไพเราะก้องกังวานร้องเล่าเรื่องขึ้น ขณะที่อันจิงหันหลังกลับด้วยท่าทางสง่างามที่ยากจะเทียบได้ ชายเสื้อของเขาปลิวไสวไปกับสายลมที่พัดเข้ามา ประกายตาแวววาวก็ปรากฏชัดในดวงตาของเขา

“ข้ายินดีที่จะติดตามพระองค์”

“ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย”

“ข้าก็ไม่นึกเสียใจ”

เมื่อเขาร้องจบ ทั้งห้องโถงก็เงียบลง จ้าวชิงเหมยจดจ่อกับสามประโยคสุดท้ายของเขาอย่างตั้งใจ นางซาบซึ้งกับประโยคนี้ นางเห็นภาพของหญิงสาวผู้โศกเศร้าที่มองฮ่องเต้ผู้เป็นที่รักด้วยสายตาแน่วแน่ จากนั้นก็ชักมีดสั้นออกมาและเชือดคอตนเอง ราวกับเห็นเลือดพุ่งออกจากลำคอของหญิงสาวผู้นั้น

ทันหยุนก็ขนลุกซู่เช่นกัน นางสะเทือนใจกับโศกนาฏกรรมนั้น

“เป็นอย่างไรบ้าง ข้าแสดงได้ดีหรือเปล่า?” อันจิงยิ้ม “คนในครอบครัวของข้าชอบละครเรื่องนี้มาก ข้าเลยได้ฝีกร้อง”

“อ่า..แสดงได้ค่อนข้างดีเจ้าค่ะ” ทันหยุนกลับมามีสติอีกครั้ง นางมองไปรอบๆและพูดต่อ “แต่ก็ยังด้อยกว่านักแสดงคณะสวนดอกท้ออยู่เจ้าค่ะ”

ทันหยุนรู้สึกสับสนเล็กน้อย ท่านเขยไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ เขาจะร้องหรือแสดงได้ดีกว่านักแสดงมืออาชีพได้อย่างไร ไม่ได้สิ? ถือว่านางชมท่านเขยได้ดีแล้ว

“ท่านพี่ หากข้ากลับมาแล้ว ท่านช่วยแสดงให้ข้าดูจนจบได้หรือเปล่าเจ้าคะ” จ้าวชิงเหมยเอ่ยขอร้องอย่างอ่อนโยน

“ได้สิ พวกเจ้ารีบไปดูละครงิ้วกันก่อนเถิด” อันจิงตอบรับพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากนั้นจ้าวชิงเหมยและทันหยุนก็จัดโต๊ะวางหม้อน้ำแกงไว้หน้าร้าน จัดเสื้อผ้าบนตัวจนอยู่ในสภาพเรียบร้อยก็มุ่งหน้าไปดูคณะละครสวนดอกท้อทางทิศตะวันตกของเมือง ทิ้งอันจิงไว้ที่ร้านเพียงลำพัง

“อืม..คงไม่มีคนหรอกกระมัง ข้าไปฟังเรื่องเล่าที่ร้านน้ำชาข้างๆดีกว่า” พูดจบก็เดินไปหยิบเก้าอี้ตัวเล็กและมุ่งหน้าไปที่ร้านน้ำชาต้าถง

“อ้าว..ท่านหมออัน วันนี้ได้แต่ดื่มชาเท่านั้นนะขอรับ วันนี้ไม่มีการเล่าเรื่อง” เสี่ยวเอ้อร้านน้ำชาต้าถงเมื่อเห็นอันจิงก็เอ่ยทัก

“เกิดอะไรขึ้นรึ?” อันจิงถามด้วยความสงสัย

“ก็ท่านโจวสิขอรับ เมื่อเช้านี้ข้าไปตามเขาถึงบ้านก็เห็นว่านอนป่วยอยู่ ดูท่าจะไข้หนักอยู่ขอรับ” เสี่ยวเอ้อเอ่ยตอบเสียดายแทนที่วันนี้อันจิงไม่ได้ฟังเรื่องเล่า

“เช่นนั้นหรือ น่าเสียดายจัง อย่างนั้นก็ให้เขานอนพักผ่อนเถอะ”

อันจิงถอนหายใจและหิ้วเก้าอี้กลับโรงหมอโดยไม่เลือกดื่มน้ำชาเช่นกัน เมื่อมาถึงร้านเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้

“เหมือนเมื่อคืนนี้ระบบจะมีการแจ้งเตือนบางอย่าง ตอนนั้นข้าไม่มีเวลาตรวจดูด้วยสิ..” เพียงแค่เอ่ยขึ้นจิตใต้สำนึกของเขาก็มีการเคลื่อนไหว เป็นระบบที่กำลังเปิดหน้ากระดาษ

[การฝึกยุทธ์ : ระดับ 1]

[โชคชะตา : แสงดาวมงคล]

[รากวิญญาณ : อัจฉริยะโดยกำเนิด]

[พลังการต่อสู้ : ทักษะการดึงดาบ ทักษะดาบซ่อนเร้น ทักษะการควบคุมดาบไร้ทิศทาง ทักษะดาบเก้าอักขระ ทักษะเก้าสวรรค์กายทะยาน พลังควบคุมจิตวิญญาณ ทักษะซ่อนพลังชี่]

[คำเตือนที่หนึ่ง : ชะตาชีวิตของโฮสต์ยังไม่เป็นหนึ่งเดียวกับโลกนี้ (เหลืออีก 1 ปี) อย่าให้ใครรู้ตัวตนของโฮสต์ขณะที่ใช้พลัง มิฉะนั้นจะได้รับโชคชะตาสีดำทันที]

[คำเตือนที่สอง : มีบุคคลหนึ่งที่สามารถทำนายความลับสวรรค์ได้ เขาถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินเมืองหยู เขาสามารถบอกตำแหน่งของหินใบโพธิ์*ได้ หากสำเร็จโฮสต์จะได้รับโชคชะตาสีเหลือง]

“คุกใต้ดิน? หินใบโพธิ์?”

อันจิงครุ่นคิด ตามที่ระบบแจ้งเขาไว้ ของรางวัลที่เรียกว่าโชคชะตาจะแบ่งเป็นสีซึ่งเรียงจากระดับต่ำสุดไปสูงสุด โดยเรียงจากสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงินและสีม่วง การได้รับโชคชะตาสีเหลืองก็ยังอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ต่ำหรือสูงเกินไป

ครั้งล่าสุดที่เขาได้รับโชคชะตาสีเขียว มันทำให้ร่างกายของเขาได้รับบุปผามนุษย์โดยตรง ช่วยให้เขาประหยัดเวลาในการฝึกฝนอันหนักหน่วงไปได้หลายสิบปี แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าโชคชะตาสีเขียวจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆนักแต่ของรางวัลค่อนข้างคุ้มค่า ครั้งนี้โชคชะตาสีเหลืองเกี่ยวข้องกับหินใบโพธิ์ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านๆมา ของรางวัลที่มาพร้อมกับโชคชะตาสีเหลืองล้วนเป็นทักษะระดับสูง

ทักษะการต่อสู้แบ่งออกเป็นสามระดับโดยเรียงจากต่ำไปสูงคือระดับสาม ระดับสองและระดับหนึ่งและยังมีระดับขั้นที่สูงกว่าทั้งสามระดับได้แก่‘ทักษะการต่อสู้ซวนหวู่’ ‘ทักษะการต่อสู้สัจจริง’และ‘ทักษะการต่อสู้เคล็ดลับสวรรค์’

ทักษะการดึงดาบ ทักษะดาบซ่อนเร้น ทักษะการควบคุมดาบไร้ทิศทาง เป็นส่วนหนึ่งของทักษะการต่อสู้สัจจริง รวมถึงพลังควบคุมจิตวิญญาณก็อยู่ในระดับการต่อสู้สัจจริงเช่นกัน

ทักษะการต่อสู้สัจจริงถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดของยุทธภพ การปรากฏตัวของพวกมันจะนำไปสู่ความวุ่นวายได้ โดยทักษะการควบคุมดาบไร้ทิศทางและพลังควบคุมจิตวิญญาณ อันจิงได้รับรางวัลมาจากโชคชะตาสีเหลือง สิ่งนี้จึงบ่งบอกได้ว่าหินใบโพธิ์คือสมบัติในระดับการต่อสู้สัจจริงซึ่งอาจช่วยให้เขาพัฒนาทักษะการฝึกฝนของเขาได้

อันจิงหยิบไม้ปัดฝุ่นขึ้นมาทำความสะอาดรอบๆร้าน ในขณะนั้นเองที่มีแมลงสาบตัวหนึ่งคลานออกมาจากมุมหนึ่งของร้าน อันจิงเหลือบเห็นพอดีจึงวางไม้ปัดฝุ่นลง เขาเกิดความคิดอยากระบายความรู้สึกออกไป

“ด้วยพลังของข้า แน่นอนว่าการลอบเข้าในคุกใต้ดินย่อมทำได้ง่ายๆแต่หานเหวินซินเพิ่งบอกว่ามีคนจากหน่วยซวนยี่เข้ามาในเมืองหยู นั่นย่อมเป็นภัยคุกคามสำหรับข้า พวกเขาคือมือปราบป้ายทอง”

“กว่าจะฝึกฝนมือปราบป้ายทองให้มีพลังยุทธ์ในระดับ 2 ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หากข้าลงมือปะทะพวกเขาจนพลั้งมือฆ่าพวกเขาไป ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ มันจะดึงให้หน่วยซวนยี่เข้ามาในเมืองหยูเพิ่มขึ้น ดังนั้นการที่ข้าจะลอบเข้าไปในคุกใต้ดิน ข้าจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงการปะทะให้ได้มากที่สุด”

“ชะตาชีวิตของข้าจะเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้ได้อย่างสมบูรณ์ก็เหลือเวลาอีก 1 ปี ดังนั้นข้าไม่สามารถพลาดได้”

“การได้แต่งภรรยาที่งดงามและอ่อนโยนเช่นนี้ การได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข นับเป็นบุญของข้าที่ได้สะสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะต้องปกป้องนางเอาไว้ ดังนั้นข้าจะไม่ยอมเปิดเผยพลังของข้าออกไปก่อนจะเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้โดยสมบูรณ์ แต่การเพิ่มความแข็งแกร่งของข้าก็ยังสำคัญเช่นกัน”

“นี่คือความลับของข้าที่ต้องเก็บเอาไว้ในใจตลอด การได้ระบายออกมาเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกสบายใจขึ้น”

ตั้งแต่ได้รับรู้คำสั่งของระบบ เขาก็ไม่เคยเปิดเผยความแข็งแกร่งของตัวเองให้ใครรู้ รวมถึงไม่เคยระบายความคิดที่อยู่ลึกๆในใจของเขาออกไปด้วย การเก็บความลับไว้คนเดียวเป็นภาระที่หนักอึ้งยิ่งนัก

อันจิงถอนหายใจยาว เขารู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เหยียบแมลงสาบผู้โชคร้ายจนร่างของมันแบนไปกับพื้น

“ขอโทษนะเจ้าแมลงสาบ เป็นเพราะเจ้ารู้มากเกินไป”

**หินใบโพธ์ เป็นเครื่องรางที่ช่วยขจัดหายนะ และอุปสรรคต่าง ๆ ช่วยเปลี่ยนเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดี และเสริมความมีเมตตาจิต ให้กับผู้สวมใส่ เป็นหินที่ช่วยให้ประสบผลสำเร็จ ตามความหวังที่ตั้งไว้ ป้องกันความล้มเหลว และช่วยให้บรรลุถึงจุดหมาย

จบบทที่ บทที่ 9 เจ้ารู้มากเกินไป

คัดลอกลิงก์แล้ว