เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ทันหยุนฝึกเขียนอักษรในยามราตรี

บทที่ 7 ทันหยุนฝึกเขียนอักษรในยามราตรี

บทที่ 7 ทันหยุนฝึกเขียนอักษรในยามราตรี


เสียงใสก้องกังวานทั่วโรงหมอจีซื่อ **“จางซานได้เงินมา 300 ตำลึงกลัวถูกขโมยจึงนำเงินไปฝังไว้” ทันหยุนฮัมเพลงพลางปัดฝุ่นบนชั้นวางสมุนไพร “เขียนป้ายติดว่าที่นี่ไม่มีเงิน 300 ตำลึง โถ่ถัง..หวังเอ๋อร์เพื่อนบ้านดันรู้ทันจึงลอบขุดเงินไป กลัวจางซานจับได้จึงทำป้ายสำทับว่าหวังแอ๋อร์ข้างบ้านไม่ได้ขโมย”

“ทันหยุน ข้ารู้สึกว่าเจ้าจะขยันขึ้นทุกวันเลยนะ”

ทันหยุนวางไม้ปัดฝุ่นลงแล้วมองไปที่บทกวีซึ่งถูกเขียนไว้บนผนังร้านพลางครุ่นคิด “ตัวอักษรพวกนี้ไม่ค่อยคุ้นนักหรือมันยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ถือว่าใช้ได้กระมัง..”

“เจ้าอ่านมันออกหรือเปล่า?”

ทันหยุนหันขวับเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากทางด้านหลัง นางตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นอันจิง นางลูบอกตัวเองอย่างคนขวัญหาย “นายท่าน! ข้าตกใจแทบแย่”

“นี่คือผลงานที่ข้าภูมิใจมาก”

อันจิงมองไปที่ผนังแล้วพูดต่อช้าๆ “อย่าให้เกิดความทุกข์กายบนโลกใบนี้ ปล่อยให้ยาถูกสะสมบนชั้นวางจนกลายเป็นฝุ่นไป” บทกวีนี้ถูกเขียนด้วยตัวอักษรที่ยากจะอ่านออก เมื่อเดือนที่แล้วบัณฑิตอาวุโสพยายามจะแกะตัวอักษรนี้แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ทันหยุนเข้าร่วมพรรคมารตั้งแต่อายุยังน้อยและเหล่าศิษย์พี่ในพรรคก็คอยสอนทักษะการต่อสู้ให้แก่นาง การฆ่าคนเป็นเรื่องง่ายแต่การอ่านตัวอักษรเป็นเรื่องยากสำหรับนาง นางจำตัวอักษรที่เคยเห็นผ่านๆตาในพรรคมารเท่านั้น แล้วบทกวีที่ซับซ้อนตรงหน้านี้นางจะเข้าใจมันได้อย่างไร?

การไม่รู้หนังสือของสมาชิกพรรคมารไม่ใช่เรื่องแปลกและตำแหน่งสาวใช้ของนางเป็นเพียงตำแหน่งชั่วคราวที่ท่านประมุขมอบให้เท่านั้นแต่การเป็นสาวใช้ของคุณหนูจ้าวชิงเหมยที่เป็นถึงบุตรสาวขุนนาง ..ข้าไม่สามารถบอกนายท่านได้ว่าข้าไม่รู้หนังสือ หากเขารู้ต้องล้อข้าแน่ๆ

ทันหยุนหัวเราะแห้ง จากนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นายท่าน คุณหนูของข้ามาจากตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียง นางฝึกเขียนอักษรมาตั้งแต่เด็กๆและข้าติดตามมานางหลายปี การจำอักษรพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”

“เยี่ยม!”

อันจิงยกนิ้วชมเชยทันหยุนจากใจจริง ไม่แปลกที่นางมาจากตระกูลขุนนางแม้แต่สาวใช้ก็มีความสามารถไม่น้อย ช่างน่าชื่นชมจริงๆ “สาวใช้ที่มีความสามารถเช่นเจ้า..”

“นายท่าน ฮูหยินเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว ไปทานเถิดเจ้าคะ” ก่อนที่อันจิงจะพูดจบทันหยุนก็ขัดจังหวะขึ้นด้วยท่าทางร่าเริง

“ฮูหยินยุ่งตั้งแต่เช้า อย่าปล่อยให้ความพยายามของฮูหยินสูญเปล่านะเจ้าคะ”

“จริงรึ? เดี๋ยวข้าไปดูก่อน” ก่อนจะเดินไปเขาก็ยื่นถังหูลู่ให้ “นี่ถังหูลู่ ข้าซื้อมาฝาก” กล่าวจบก็เดินไปหลังร้านที่เป็นส่วนพักอาศัยด้วยรอยยิ้มคาดหวัง

เมื่อเห็นอันจิงเดินจากไป ทันหยุนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งออก “ชื่อเสียงของข้า..เกือบไปแล้วมั้ยละ?”

.

.

.

ธรรมเนียมการรับประทานอาหารของอันจิงและจ้าวชิงเหมยไม่มีแบ่งแยกนายบ่าว ทันหยุนจึงได้ร่วมโต๊ะทานอาหารด้วย ตอนนี้อันจิงนั่งรอบนโต๊ะอย่างกะตือรือร้นและในไม่ช้าจ้าวชิงเหมยและทันหยุนก็ลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะ อาหารประกอด้วยหมูตุ๋น หมูผัดหน่อไม้ ปลาเปรี้ยวหวานและเต้าหู้ผัด

“น้องหญิง นี่มันมากไปแล้ว นั่งลงทานกันเถิด”

อันจิงมองดูอาหารที่วางเรียงรายตรงหน้า เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“ยังเหลือน้ำแกงซี่โครงหมูและแตงโมอีกเจ้าคะ” สุดท้ายจ้าวชิงเหมยก็กลับไปยกจานอาหารที่เหลือ นางโรยต้นหอมใส่น้ำแกงซี่โครงหมูเพื่อเพิ่มสีสัน ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

“นายท่าน เดี๋ยวข้าเทเหล้าให้นะเจ้าคะ” ทันหยุนรีบหยิบไหเหล้าขึ้นมาเทใส่ถ้วยชาเล็กๆและยื่นส่งให้อันจิงอย่างนอบน้อม

อันจิงยกเหล้าขึ้นจิบ ความรู้สึกพึงพอใจแผ่ซานไปทั่วร่างกายของเขา เมื่อเดือนที่แล้วเขายังอยู่คนเดียว ใครจะไปคิดว่าตอนนี้เขาจะมีภรรยาผู้เพียบพร้อม ทั้งอ่อนโยนและสวยงามเช่นนี้

.“ท่านพี่ ลองชิมนี่ดูก่อนเจ้าค่ะ”

จ้าวชิงเหมยคีบหมูตุ๋นชิ้นหนึ่งใส่ชามของอันจิง “ข้าเคี่ยวหลายชั่วยามเลยนะเจ้าคะ รสชาติมันต้องดีแน่ๆ”

“อ่า..อร่อย มันละลายในปาก เข้มข้นแต่ไม่มันจนเลี่ยน” อันจิงกัดหมูตุ๋นเข้าไปหนึ่งคำ เขาประหลาดใจที่จ้าวชิงเหมยทำอาหารได้อร่อยขนาดนี้

เมื่อเห็นสีหน้าพึงพอใจของอันจิง จ้าวชิงเหมยก็ยิ้มอย่างมีความสุข

“ท่านพี่ ข้ามีบางอย่างจะคุยด้วย”

“พูดมาได้เลยน้องหญิง”

“โรงหมอจีซื่อมีหมอเพียงคนเดียวนั่นก็คือท่าน มันค่อนข้างยุ่งทีเดียวและถ้ามีคนไข้ผู้หญิงมารักษามันก็ไม่ค่อยสะดวกนัก ทำไมท่านพี่ไม่ลองให้ทันหยุนเรียนรู้ทักษะการแพทย์จากท่านละเจ้าค่ะ มันอาจแบ่งเบาภาระของท่านได้” จ้าวชิงเหมยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ทันหยุนที่กำลังทานอย่างเอร็ดอร่อยถึงกับชะงัก นางเงยหน้ามองจ้าวชิงเหมยด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

‘โธ่..ท่านประมุข ทำไมถึงหาเรื่องมาให้ข้าแบบนี้ล่ะเจ้าคะ?’

อันจิงหัวเราะชอบใจ “ฮูหยินข้าเอ่ยปากขอทั้งที ข้าจะมีข้อโต้แย้งได้อย่างไร ทันหยุนเป็นคนฉลาดและรอบรู้ หากนางเต็มใจ นางต้องเป็นลูกศิษย์ที่ดีได้แน่ๆ”

“นางย่อมเต็มใจเจ้าค่ะท่านพี่” จ้าวชิงเหมยส่งยิ้มให้ทันหยุนอย่างอ่อนโยน

“ทันหยุนเต็มใจ..เจ้าค่ะ” ทันหยุนฝืนยิ้มและเอ่ยขึ้น “แต่นายท่านเพิ่งแต่งงาน ตอนนี้คงยุ่งมากทีเดียว เอาไว้เราค่อยเริ่มเรียนเดือนหน้านะเจ้าคะ?”

“อืม..แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน” อันจิงหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนตอบตกลง

จ้าวชิงเหมยพยักหน้าด้วยความพอใจ เมื่อมีทันหยุนเข้าไปช่วยงานในการตรวจรักษาก็จะกันหญิงสาวที่หมายตาอันจิงได้มากขึ้นและนางยังมีหูตามาช่วยนางได้อีกคู่

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ หน้าที่เก็บล้างก็ตกเป็นของทันหยุนทันที

สองสามีภรรยาแยกตัวออกไปพักผ่อน คืนนี้ดวงจันทร์ทะยานขึ้นฟ้าเพียงเสี้ยว ดวงดาวก็มีเพียงน้อยนิด

“ท่านพี่...” เสียงหวานของจ้าวชิงเหมยร้องเรียกอันจิง สายตาของนางร้อนเร่าทำให้อันจิงขยับเท้าตามนางเข้าไปในห้องนอนโดยไม่รู้ตัว

อันจิงรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมา ร่างกายของเขาค่อยๆร้อนรุ่มขึ้น เมื่อมองไปที่ใบหน้าสวยงามในอ้อมแขนของเขา เข้าจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น

.

.

.

ค่ำคืนนี้ช่างเงียบสงบชวนวังเวง

ภายในตรอกเล็กๆที่มีเพียงสายลมบางเบาพัดผ่าน

“นี่แค่กรึ่มๆ ข้ายังดื่มเหล้าได้อีกหลายจอก ฮ่าฮ่าฮ่า...” โจวเซียวหมินเดินโซเซกลับบ้านพร้อมกับไหเหล้าในมือ นอกจากโจวเซียวหมินจะเป็นนักเล่าเรื่องในร้านน้ำชาแล้ว เขายังเป็นอดีตบัณฑิตที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้ นอกจากรับจ้างเล่าเรื่องในร้านน้ำชาต้าถงเป็นประจำแล้ว อีกอย่างที่เขาทำเป็นประจำก็คือเข้าไปใช้บริการในหอนางโลมไม่เคยขาดสาย

ปั้ง!

เขาถีบประตูตรงลานบ้านให้เปิดออกและก้าวโซเซเข้าไปในบ้าน

“อย่าขยับ!”

ทันใดนั้นดาบคมกริบก็จ่ออยู่ที่ลำคอของเขา หากเขาขยับเพียงก้าวเดียว ดาบเล่มนี้ต้องตัดหัวของเขาเป็นแน่ โจวเซียวสร่างเมาในทันที เหงื่อค่อยๆหยดลงมาอย่างตึงเครียด

“ท่านจอมยุทธ์ปลอ่ยข้าน้อยไปเถิดขอรับ”

“เข้าไปข้างใน”

โจวเซียวหมินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาไม่กล้าตะโกนขอความช่วยเหลือได้แต่เดินเข้าไปในตัวบ้าน เขาถูกบังคับให้นั่งลงบนโต๊ะตรงกลางห้อง มีคนชุดดำถือดาบเล่มเมื่อครูจ่อเขาอยู่ข้างๆโต๊ะ

แม้ว่าเขาอาจเป็นนักเล่าเรื่องเกี่ยวกับยุทธภพแต่เขาก็ไม่ได้มีวรยุทธ์ ไม่มีแรงต่อสู้ ร่างกายของเขาอ่อนปวกเปียกเมื่อเห็นผู้ฝึกยุทธ์ตรงหน้า เขาพร่ำร้องขอชีวิตจากอีกฝ่าย “ท่านจอมยุทธ์ ปล่อยข้าไปเถิด ข้าเป็นเพียงบัณฑิตธรรมดา ไร้เรี่ยวแรงต่อสู้..”

“ถ้าเป็นบัณฑิต ข้าก็มาถูกแล้ว”

คนชุดดำตรงหน้าพูดเสียงกดต่ำ ยากจะได้ยินแต่โจวเซียวหมินก็จับประเด็นได้

“เขาตามหาบัณฑิต?” พวกโจรมักเลือกเหยื่อตามอาชีพหรืออย่างไร?

“เจ้าจำตำราเล่มนี้ได้หรือไม่” คนชุดดำหยิบตำราเล่มหนึ่งวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าเขา

“..ข้าจำได้ นี่เป็นตำราเริ่มต้นสำหรับนักเรียนที่เริ่มเรียนในหอศึกษา” โจวเซียวหมินหยิบหนังสือขึ้นจากโต๊ะและอธิบายอย่างตรงไปตรงมา

“สอนข้าที” คนชุดดำกล่าวขึ้น

“เอ๋?”

โจวเซียวหมินคิดว่าตัวเองฟังผิด คนชุดดำตรงหน้าต้องการให้เขาสอนตำราเล่มนี้ให้ นี่เป็นการทดสอบที่แปลกไปหรือไม่?

“ให้เจ้าสอนโดยเริ่มจากอักษรที่ง่ายที่สุด” คนชุดดำกล่าวเสียงเย็นชา

“ตกลงๆ” โจวเซียวหมินรีบพูดต่อ “ตราบใดที่ท่านไว้ชีวิตข้า ข้ายินดีทำทุกอย่างให้แก่ท่าน”

จากนั้นโจวเซียวหมินก็จุดเทียนและเปิดตำราเล่มนี้ขึ้น ภายใต้แสงเทียนสลัว โจวเซียหมินเริ่มสอนคนชุดดำ “เราจะเริ่มจากตัวเลขกันก่อนเพราะมันง่ายที่สุด ตัวอักษรนี้คือหนึ่ง”

“ข้าเข้าใจแล้ว”

“ตัวอักษรนี้คือสอง”

“ต่อไป”

“ตัวอักษรนี้คือสาม”

“ดูเหมือนการจำตัวอักษรจะไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่ ข้ารู้ตัวอักษรนี้ นี่คงเป็น‘สี่’สิท่า” คนในชุดดำหัวเราะคิกคัก ความภาคภูมิใจปรากฏชัดในน้ำเสียง

**เป็นที่มาของสำนวนการพยายามปกปิดความผิดที่ตนทำแต่ยิ่งพยายามปกปิดก็ยิ่งกลายเป็นเผยความจริง**

จบบทที่ บทที่ 7 ทันหยุนฝึกเขียนอักษรในยามราตรี

คัดลอกลิงก์แล้ว