- หน้าแรก
- ปรมาจารย์เกราะที่แข็งแกร่งที่สุด
- บทที่ 31 ความหวัง
บทที่ 31 ความหวัง
บทที่ 31 ความหวัง
เมืองหลิงเจียง · เขตเก้า
ที่นี่มีอาคารที่พักอาศัยหนาแน่นที่สุดในเมืองหลิงเจียง แต่กลับเป็นพื้นที่ที่ระบบป้องกันอ่อนแอที่สุด
ป้อมปราการมีน้อย และกองกำลังรักษาการณ์ก็มีน้อยที่สุด
อาจเพราะเพื่อชดเชยข้อบกพร่องเหล่านี้ เขตเก้าจึงถูกสร้างให้มี ‘ศูนย์หลบภัย’ ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
คล้ายกับการบอกชาวบ้านว่า เราสร้างที่หลบภัยไว้ให้แล้ว ส่วนที่เหลือก็พึ่งดวงกันเอาเอง
ทันทีที่สัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ชาวบ้านทั้งเขตก็แตกตื่น วิ่งกรูเข้าสู่ศูนย์หลบภัย
ในขณะเดียวกัน เสียงไซเรนและประกาศเตือนก็ดังขึ้นทั่วท้องถนน
“เมืองหลิงเจียงขอประกาศเตือนภัยระดับสีเหลืองขั้นสอง!
พลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรบ ให้รีบอพยพเข้าสู่ศูนย์หลบภัยที่ใกล้ที่สุดทันที
ประตูของศูนย์หลบภัยทั้งหมดจะปิดภายในสามนาที ผู้ที่เข้าศูนย์หลบภัยไม่ได้ภายในสามนาที ให้มุ่งหน้าไปยังประตูหลักที่จตุรัสกลางของเขตเก้า
ย้ำอีกครั้ง…”
“แจ้งเตือน ประตูหมายเลขสาม ของศูนย์หลบภัยเขตเก้า จะปิดในอีก 30 วินาที!”
เหนือศูนย์หลบภัย หน้าจอขนาดใหญ่กำลังแสดงตัวเลขนับถอยหลัง ขณะที่ประตูเหล็กหนากว่าหนึ่งเมตรกำลังเลื่อนลงมาช้าๆ
“เดี๋ยวก่อน! ลูกกับสามีฉันยังไม่เข้ามาเลย!” ผู้หญิงคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่หน้าประตู
เธอคว้าแขนทหารประจำการไว้แน่นด้วยความสิ้นหวัง
ทหารคนนั้นสบตาเธออย่างอึดอัด ก่อนส่ายหน้า แล้วพูดอย่างหมดหนทาง “เวลาปิดเป็นคำสั่งจากเบื้องบน… ถึงเวลาที่กำหนดก็ต้องปิด”
ทันใดนั้นเอง ที่มุมถนนไกลออกไปก็มีร่างสามร่างปรากฏขึ้น
เด็กสองคนกำลังหอบหิ้วแขนของผู้เป็นพ่ออย่างยากลำบาก เลือดสดไหลนองจากขาข้างขวาของผู้เป็นพ่อที่บิดเบี้ยวผิดรูป
“พวกลูกไม่ต้องห่วงพ่อ รีบเข้าไป! ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันแล้ว!” ชายคนนั้นพยายามผลักลูกๆ ออกไป
แต่เด็กทั้งสองไม่ยอมปล่อยมือ
เด็กหญิงตัวเล็กน้ำตาคลอเต็มเบ้า ทั้งที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ยังตอบกลับว่า “ไม่… เราจะไม่ทิ้งพ่อ!”
“นั่นแหละ! นั่นคือสามีกับลูกของฉัน!” ผู้หญิงคนนั้นตะโกนอย่างตื่นเต้น
แต่ในเวลานี้ประตูศูนย์หลบภัยเหลือระยะห่างจากพื้นไม่ถึงสองเมตรแล้ว
ทหารส่ายหัวช้าๆ อย่างจนใจ “ไม่ทันแล้ว…”
“ขอร้องล่ะ…ช่วยรออีกนิดนะคะ!” ผู้หญิงคนนั้นทรุดตัวลงคุกเข่า วิงวอนเสียงสะอื้น
ทหารไม่อาจทนมองต่อไปได้ จึงหันหน้าไปทางอื่น
แต่พอเขาหันกลับมาอีกครั้งก็เห็นว่า ผู้หญิงคนนั้นกำลังใช้ร่างทั้งร่างพยายามยันประตูเหล็กที่หนักนับร้อยตันเอาไว้
แต่ประตูที่เลื่อนลงมาก็ยังไม่ลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย
“คุณ…อย่าฝืนเลย! ประตูนี้หนักนับร้อยตัน อีกทั้งยังถูกควบคุมด้วยระบบ คนธรรมดาไม่มีวันหยุดมันได้หรอก!
รีบเข้ามา ไม่อย่างนั้นคุณจะถูกมันทับจนตาย!” ทหารตะโกนเตือนอย่างร้อนรน
“ประตู…ห้ามปิด!
สามีและลูกฉันๆ ของฉันยังไม่เข้ามา!” ผู้หญิงคนนั้นกัดฟันสู้ เลือดไหลซึมจากมุมปาก แต่ยังคงฝืนรั้งเอาไว้
ทว่าเครื่องจักรไร้หัวใจไม่รู้จักคำว่าเวทนา บานประตูยังคงเลื่อนลงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดหรือชะลอแม้แต่น้อย
ในที่สุด ทหารคนนั้นก็ทนดูต่อไปไม่ไหว เขากระโจนเข้าไปลากผู้หญิงคนนั้นออกมาอย่างแรง
“คุณอยากตายหรือไง!”
แต่เพียงพริบตาจากนั้น ก่อนที่ประตูจะปิดสนิท ผู้หญิงคนนั้นกลับกัดเข้าที่ข้อมือของทหารอย่างแรงจนเลือดซึม
เมื่อทหารรู้สึกตัว ผู้หญิงคนนั้นก็พุ่งออกไปทางใต้บานประตูแล้ว
โครม!
เสียงเหล็กหนักมหาศาลปิดสนิทลงกับพื้นตัดขาดโลกภายนอก ไม่เหลือช่องว่างให้ลอดแม้แต่นิ้วเดียว
“เฮ้อ…” ทหารได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างหมดหนทาง
“พี่ชาย… พวกเขาจะไม่เป็นไรใช่ไหม?
ถึงตรงนี้จะปิดแล้ว แต่ยังมีทางเข้าที่จัตุรัสกลางอยู่…” ทหารหนุ่มถามด้วยความลังเลเล็กน้อย
ทหารคนนั้นส่ายหน้า “ที่นั่นห่างจากที่นี่เกือบหนึ่งกิโลเมตร ตอนนี้ด้านนอกเต็มไปด้วยอันตรายจากสัตว์อสูร
คนธรรมดาอย่างพวกเขา…”
เขาหยุดเพียงเท่านั้น แต่ความหมายก็ชัดเจนเกินพอแล้ว
ทหารหนุ่มก้มหน้าลงอย่างหดหู่
……….
นอกประตู
‘ประตูหมายเลขสามของเขตเก้าปิดแล้ว ผู้ที่เข้ามาไม่ทัน โปรดรีบไปยังประตูหมายเลขหนึ่งที่จตุรัสกลางของเขตเก้า’
ชายคนนั้นมองภรรยาที่วิ่งเข้ามาทั้งน้ำตา แล้วพูดอย่างรู้สึกผิด “ทำไม…ทำไมเธอถึงออกมา!”
“แม่” เมื่อเด็กทั้งสองเห็นแม่ พวกเขาก็รู้สึกราวกับได้เจอพึ่งของตัวเอง
เมื่อผู้หญิงคนนั้นออกมา เธอกลับไม่แสดงความหวาดกลัวอีกต่อไป เธอเพียงลูบแก้มสามีและมือเล็กๆ ของลูกทั้งสอง
“ฉันจะปล่อยให้ตัวเองรอดอยู่คนเดียวได้ยังไง”
ชายคนนั้นอดทนกับความเจ็บปวด จับมือภรรยาและลูกไว้แน่น “ยังมีเวลาเหลือ เราไปที่จัตุรัสกลางกันเถอะ”
“อืม!”
ครอบครัวสี่คนยังไม่ยอมแพ้ เพราะในหัวใจยังมีความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอด
ฟ่อ ฟ่อ
แต่ในขณะนั้น ร่างหลายร่างก็วิ่งออกมา
ร่างเหล่านั้น บ้างมีร่างกายผิดรูป บ้างมีขนหนาทึบ บ้างมีเกล็ดดำแข็งหนารูปร่างเหมือนหมูผสมวัว
พวกมันอ้าปากคำราม ปล่อยกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมา
"สัตว์อสูร!" ครอบครัวสี่คนตกตะลึง
เสียงกรีดร้องแตกดังขึ้นรอบๆ จากชาวเมืองที่เข้าไปในศูนย์หลบภัยไม่ทันเช่นกัน
แม้จะเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับมอนสเตอร์ แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีอาวุธ มันก็ยังอันตรายอย่างยิ่ง
และเพราะขาของผู้เป็นพ่อบาดเจ็บ ครอบครัวนี้จึงกลายเป็นเป้าหมายที่เด่นชัดที่สุด
ผู้หญิงคนนั้นรีบกางแขนยืนขวางหน้าสามีและลูกทั้งสองอย่างแน่วแน่ แม้ขาของเธอจะสั่นระริกด้วยความกลัวก็ตาม
ชายคนนั้นกอดลูกทั้งสองไว้แน่น ดวงตาฉายแววทั้งสำนึกผิด ทั้งไม่ยอมรับชะตากรรม ทั้งโกรธและหวาดกลัวปะปนกันไปหมด
โฮกกกกก!
สัตว์อสูรคำราม และพุ่งเข้าใส่พวกเขา เตรียมพร้อมที่จะเพลิดเพลินกับอาหารมื้ออร่อย
ครอบครัวสี่คนพากันหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
ผู้หญิงรอเป็นเวลานาน แต่ความเจ็บปวดที่เธอจินตนาการไว้กลับไม่เกิดขึ้น
เธอเปิดตาอย่างระมัดระวัง และเห็นเกราะจักรกลสีแดงปรากฏขึ้นตรงหน้า โดยที่ซากสัตว์อสูรที่ถูกฟันจนร่างแหลกศีรษะขาดกระเด็นอยู่รอบๆ
หนึ่งในหัวเหล่านั้นยังกลิ้งมาหยุดอยู่แทบเท้าเธอ
ในขณะนี้ดูเหมือนเรี่ยวแรงของเธอจะหมดลง และเธอก็ทรุดลงกับพื้นทันที
“ฉัน ซูเว่ยเว่ย นักเรียนจากคลาสพิเศษห้องสอง แห่งสถาบันหลิงเจียง!
ทุกคนไม่ต้องกลัว เราจะปกป้องพวกคุณเอง!
พลเรือนที่ยังหลบภัยไม่ทันทั้งหมด มารวมกันตรงนี้ เราจะคุ้มกันไปยังจตุรัสกลาง!” เสียงของซูเว่ยเว่ยดังก้องออกมาจากเกราะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
สำหรับคนทั่วไป ชื่อซูเว่ยเว่ยอาจไม่คุ้นเคยนัก
แต่ชื่อสถาบันหลิงเจียงกลับเป็นเหมือนตราประทับแห่งความเชื่อมั่น
ทันใดนั้น ผู้คนรอบด้านต่างโห่ร้องทั้งน้ำตา รีบหลั่งไหลมารวมตัวกัน
ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที ก็มีคนมารวมตัวกันเกือบสองร้อยชีวิต
ซูเว่ยเว่ยมองดูผู้คนจำนวนมาก และมองประตูศูนย์หลบภัยที่ปิดลงด้วยความซับซ้อน
“เย่เย่ ฉันอยู่ที่ประตูหมายเลขสามของเขตเก้า ตอนนี้มีพลเรือน 160 คนยังติดอยู่ที่นี่
ฉันจะพาพวกเขาไปทางถนนหลานเทียน” ซูเว่ยเว่ยติดต่อเจิ้งเย่เย่ผ่านทางช่องสื่อสาร
“ฉันรู้แล้ว ทางนี้ก็มีเกินร้อยเหมือนกัน… เราไปเจอกันที่ถนนหลานเทียน”
“ตกลง”
ซูเว่ยเว่ยหันไปทางฝูงชนที่จ้องมาทางเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
เวลานี้เธอคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา
“ฟังให้ดี! เราจะมุ่งหน้าไปยังจตุรัสกลางโดยอาศัยถนนหลานเทียน!
ผู้หญิง เด็ก คนชรา และผู้บาดเจ็บอยู่กลางขบวน! ผู้ชายทั้งหมดล้อมอยู่รอบนอก ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้ายและขวา!
หากมีสัตว์อสูรโผล่มา ระหว่างที่ฉันยังไม่สั่ง พวกคุณห้ามเคลื่อนไหว!
ถ้าฉันสั่งให้แยกย้าย ทุกคนต้องรีบกระจายตัวไปหลบในอาคารใกล้เคียงทันที!
เข้าใจไหม!”
“เข้าใจแล้ว!”
เหล่าพลเรือนพยักหน้า และขบวนก็ถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว…