- หน้าแรก
- ปรมาจารย์เกราะที่แข็งแกร่งที่สุด
- บทที่ 19 การฝึกพิเศษของลู่อี้เจ๋อ
บทที่ 19 การฝึกพิเศษของลู่อี้เจ๋อ
บทที่ 19 การฝึกพิเศษของลู่อี้เจ๋อ
รถกระบะสีชมพูจอดตรงประตูด้านข้างของสถาบัน
“พรุ่งนี้เวลาเดิม ที่นี่เหมือนเดิม อย่าลืมพกเสื้อผ้ามาเปลี่ยนด้วย และเสื้อผ้าที่ยืมมาก็ซักให้เรียบร้อยแล้วเอาไปคืนซะ” คำพูดสุดท้ายของฉินโชวชัดเจนว่ามุ่งตรงไปที่เจิ้งเย่เย่
“รู้แล้วน่า…” เจิ้งเย่เย่พึมพำเสียงเบา
“อาจารย์ฉิน ลาก่อนครับ!” หวังเปาเปาโบกแขนอย่างหมดแรง แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ก่อนหันกลับเข้าไปในสถาบัน
ซูเว่ยเว่ยก็โค้งคำนับและกล่าวคำอำลาเช่นกัน
“ลู่อี้เจ๋อ ชิวหลงเซี่ยง พวกเธอสองคนอยู่ก่อน” ฉินโชวหยุดทั้งสองคนที่กำลังจะจากไป
ชายทั้งสองหยุดฝีเท้าทันที
“ชิวหลงเซี่ยง มานี่” ฉินโชวเปิดหน้าต่างฝั่งตัวเองลง
ได้ยินดังนั้น ชิวหลงเซี่ยงก็เดินเข้ามาใกล้
“คืนนี้ห้าทุ่ม ที่ประตูตะวันออกบ้านฉัน นี่คือที่อยู่…อย่ามาสาย” ฉินโชวยื่นกระดาษเล็กๆ ให้ชิวหลงเซี่ยง
จากนั้นหันไปบอกลู่อี้เจ๋อ “อย่ามัวแต่ยืนอยู่เฉยๆ ขึ้นรถสิ”
“อ่า? โอ้…” ลู่อี้เจ๋อรีบขึ้นไปนั่งเบาะหลังด้วยท่าทางเกร็งๆ
ชิวหลงเซี่ยงมองตามรถกระบะสีชมพูที่แล่นออกไป ก่อนก้มมองกระดาษในมือแล้วกำมันแน่น
ลู่อี้เจ๋อนั่งอยู่ในรถ มองดูทิวทัศน์บนท้องถนนที่เคลื่อนตัวถอยหลัง
เขาอ้าปากเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดออกมา
ในเวลาเดียวกันเขายังเริ่มกังเวลเล็กน้อย
เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาทำงานพิเศษแล้ว
หากขาดงานไปหนึ่งวัน เงินที่หามาได้ก็จะหายไปไม่น้อย
แม้ว่าสถาบันจะคอยจัดหาทรัพยากรการฝึกพื้นฐาน รวมถึงที่พักและอาหารให้ฟรี
แต่สิ่งจำเป็นอื่นๆ ในชีวิตประจำวันอย่างเสื้อผ้าและเครื่องใช้ กลับต้องหาเอาเอง
“งานกลางคืนของเธอ ฉันโทรไปลาออกให้แล้ว” ฉินโชวมองลู่อี้เจ๋อที่นั่งกระสับกระส่ายผ่านกระจกมองหลัง
ลู่อี้เจ๋อถึงกับตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินโชวเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเขา
"หากเธอต้องการเป็นปรมาจารย์เกราะที่แข็งแกร่ง ก็ไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องพวกนั้น" ฉินโชวกล่าว
ลู่อี้เจ๋อก้มหัวลง และกำหมัดแน่น
เขาเองก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว แต่... เขาแตกต่างจากคนอื่นๆ...
นี่เป็นงานที่เขาหามาด้วยความยากลำบาก
“จากนี้ไป เธอมาทำงานที่ร้านของฉันแทน
ค่าจ้างจะเท่ากับที่เธอเคยได้รับก่อนหน้านี้
คืนนี้ไม่ต้องทำ แต่เงินยังได้ครบ นี่คือค่าจ้างล่วงหน้า” ฉินโชวหยิบคริสตัลจากถุงคริสตัลหนูฟันยักษ์โยนไปให้จำนวนหนึ่ง
ลู่อี้เจ๋อรีบคว้าไว้แน่น กลัวว่าจะทำพวกมันหล่นลงพื้น
แม้ว่าคริสตัลเพียงหยิบมือนี้จะเป็นคริสตัลของหนูฟันยักษ์เท่านั้น แต่มันก็เทียบเท่ากับเงินเดือนของเขาหลายเดือนเลยทีเดียว
“อาจารย์...นี่...” ลู่อี้เจ๋ออึกอักไม่รู้จะพูดยังไงดี
“อย่าคิดมาก มันก็แค่ค่าจ้างปกติ งานที่ร้านฉันหนักกว่าที่เดิมเยอะ ถ้าทำไม่เต็มที่ ฉันจะหักเงินจริงๆ ด้วย” ฉินโชวทำหน้าจริงจัง
“ครับ! ผมจะตั้งใจทำงานแน่นอน” ลู่อี้เจ๋อกำคริสตัลในมือแน่น สายตาที่ซ่อนอยู่ใต้เส้นผมเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ไม่นาน รถกระบะสีชมพูก็จอดหน้าร้านหนึ่งริมถนนแห่งหนึ่ง
ฉินโชวบีบแตรสองครั้ง
"หยุดบีบแตรเดี๋ยวนี้! ไอ้รถกระบะพังๆ ของแก แค่ข้ามถนนมาฉันก็ได้ยินเสียงแล้ว” เสียงตะโกนและคำสบถดังมาจากในร้าน ก่อนที่ชายร่างใหญ่เปลือยท่อนบน อายุราวๆ สี่สิบกว่าปีจะเดินออกมา
“เถ้าแก่เฟิง ของเสร็จรึยัง?” ฉินโชววางศอกไว้บนขอบกระจก และยิ้มถาม
“จ่ายมาก่อน!” เถ้าแก่เฟิงยื่นมือไปหาฉินโชว
“ขอดูของก่อนสิ ใครเขาจ่ายล่วงหน้ากัน” ฉินโชวยังยิ้มอยู่
“ฝีมือฉัน ใครในเมืองหลิงเจียงไม่รู้จัก?
นอกจากนี้ เงื่อนไขที่แกยื่นมา ต่อให้ยื่นไปกี่เจ้าก็ไม่มีใครอยากทำให้หรอก นอกจากฉัน!” เถ้าแก่เฟิงถลึงตาใส่
ฉินโชวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหยิบคริสตัลจากถุงขึ้นมาหนึ่งกำ ชั่งน้ำหนักในมือ แล้วยื่นให้
“เล็กขนาดนี้เชียว?” เถ้าแก่เฟิงมองคริสตัลขนาดเท่าเมล็ดข้าวเหล่านี้ด้วยความดูถูก
"ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน มันก็ยังคงเป็นคริสตัล"
เถ้าแก่เฟิงหยิบเครื่องชั่งอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กออกมา แล้ววางคริสตัลทั้งหมดลงไป
ลู่อี้เจ๋อที่อยู่ในรถมองดูฉากนี้ด้วยความสนใจ
เขาเคยเห็นเครื่องชั่งอิเล็กทรอนิกส์แบบนี้มาก่อนในร้านที่เขาเคยทำงาน
มันไม่เพียงตรวจน้ำหนักคริสตัลเท่านั้น แต่ยังระบุคุณภาพได้ด้วย
“ยังขาดอีกสามส่วน!” เถ้าแก่เฟิงทำหน้ายักษ์ใส่
ฉินโชวส่ายหน้าอย่างจนใจ และหยิบเพิ่มอีกหนึ่งกำใส่ลงไปบนเครื่อง ซึ่งในที่สุดก็ตอบสนองคำขอของเถ้าแก่เฟิงได้
เถ้าแก่เฟิงโยนถุงสีดำให้ฉินโชว จากนั้นก็ไม่พูดอะไร หมุนตัวกลับเข้าร้าน แล้วกระแทกประตูม้วนลงเสียงดัง
ปัง!
“เจ้าเฒ่านี่ยังอารมณ์ร้ายเหมือนเดิม ไม่แปลกใจเลยที่ยังหาภรรยาไม่ได้” ฉินโชวพึมพำ จากนั้นก็โยนถุงสีดำให้ลู่อี้เจ๋อที่อยู่เบาะหลัง
“ของข้างใน เอาไปใส่ซะ” ฉินโชวกล่าว
ลู่อี้เจ๋อเปิดถุงออกมาอย่างสงสัย ข้างในเป็นของคล้ายสายรัดข้อมือสีบรอนซ์จำนวนสี่ชิ้น
“ทุกเช้าเธอวิ่งออกกำลังกาย ยกน้ำหนักฝึกกล้ามเนื้อ พื้นฐานก็ถือว่าโอเค
แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว พรสวรรค์ของเธอถือว่าต่ำที่สุด อาศัยแต่การฝึกแบบนั้นกว่าจะไล่ทันคนอื่นก็ช้าเกินไป
อยากแข็งแกร่งก็ต้องบีบตัวเองให้ถึงขีดสุด สายลัดพวกนี้นอกจากเพิ่มน้ำหนักแล้ว ภายในยังมีกลไกที่ต้องใช้พลังจิตคอยต่อต้านอยู่ตลอดเวลา ไม่งั้นจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตไปทั้งตัว” ฉินโชวอธิบาย
“ต้องใส่ตอนฝึกซ้อมใช่ไหมครับ?” ลู่อี้เจ๋อมองอาจารย์ฉินด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้แม้กระทั่งการฝึกในแต่ละวันของเขา
เขารู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ได้มีพรสวรรค์อะไร จึงได้แต่กัดฟันฝึกอย่างหนักทุกวันเพื่อไม่ให้ตามคนอื่นไม่ทัน
“ไม่ใช่แค่ตอนฝึก แต่ต้องใส่มันตลอดเวลา ไม่ว่าจะกินข้าว นอน อาบน้ำ หรือแม้แต่ต่อสู้
เว้นแต่จะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย ห้ามถอดมันออก” ฉินโชวกล่าวอย่างจริงจัง
“ค…ครับ” ลู่อี้เจ๋อรีบใส่สายลัดตามคำสั่ง ปรากฏว่าสายลัดพวกนี้ออกแบบกระชับแนบเนื้อ พอใส่แล้วแทบไม่ต่างจากไม่ได้ใส่
ทว่าในวินาทีที่ลู่อี้เจ๋อใส่ครบทั้งสี่เส้น ฉินโชวก็ยกมือขึ้น ปล่อยอนุภาคแสงไหลซึมเข้าสู่สายลัดทั้งสี่เส้น
วินาทีถัดไป
ลู่อี้เจ๋อก็ล้มลงไปบนเบาะหลัง ร่างกระตุกชัก ส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น
“อ๊ากกกก...!”
“ใช้พลังจิตต้านกระแสไฟซะ” ฉินโชวมองนิ่งๆ ไม่แสดงอารมณ์
ลู่อี้เจ๋อกัดฟันแน่น พยายามรวบรวมพลังจิตควบคุมกระแสที่พุ่งพล่าน แม้ร่างกายจะเจ็บแสบเหมือนถูกแทงด้วยไฟฟ้าทั้งตัว
แต่ทันทีที่ลู่อี้เจ๋อเริ่มควบคุมได้ ฉินโชวกลับเหยียบเบรกกะทันหัน
รถสะบัดแรงจนสมาธิของลู่อี้เจ๋อกระจาย กระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่างอีกครั้ง ทำให้ร่างของเขากระตุกต่อไป
ไม่นาน รถกระบะสีชมพูก็มาจอดที่ประตูด้านข้างของสถาบัน
เมื่อรถหยุดนิ่ง เจ้าต้าหวงก็กระโจนลงจากรถ ใช้ปากงับคอเสื้อลู่อี้เจ๋อที่ยังชักกระตุกลากไปกองบนหญ้าข้างๆ จากนั้นมันยังอุตส่าห์คาบกิ่งไม้มากลบ แล้วทิ้งร่องรอยฉี่เอาไว้ปิดบังกลิ่น
หลังจากทำเสร็จสรรพแล้ว เจ้าต้าหวงก็กลับขึ้นรถกระบะสีชมพูหน้าตาเฉย
ถ้าใครผ่านมาเห็นเข้า คงคิดว่าเป็นการทิ้งศพแน่ๆ
กว่าหนึ่งชั่วโมงผ่านไป
ในที่สุดลู่อี้เจ๋อถึงค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา เขาหอบหายใจแรง ลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ ขาทั้งสองข้างชาและอ่อนแรง
เขาคิดอยากจะยอมแพ้และโยนสายลัดทั้งสี่ชิ้นทิ้งไปนับครั้งไม่ถ้วน
แต่ทันทีที่นึกถึงคำพูดของอาจารย์ฉิน เขาก็กัดฟันแน่นจนเลือดซึมออกมา
เขาไม่มีพรสวรรค์ ถ้าอยากจะแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ก็ต้องทนเจ็บมากกว่าคนอื่น นี่ไม่ใช่สิ่งที่รู้อยู่แล้วหรือไง!
ไม่อย่างนั้น เขาจะลุกไปฝึกทุกเช้ามืดตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางทำไมกัน?
ถ้าแม้แต่ความเจ็บปวดแค่นี้ยังทนไม่ได้ แล้วเขาจะยืนอยู่เคียงข้างเธอคนนั้นได้ยังไง?
ด้วยความเชื่อมั่นอันแน่วแน่ ลู่อี้เจ๋อจึงลากขาก้าวต่อไปทีละก้าว
และทุกครั้งที่เผลอเสียสมาธิ กระแสไฟฟ้าก็จะช็อตไปทั่วร่าง
ต้องรู้ว่าสายรัดข้อนี้ นอกจากจะต้องโดนไฟฟ้าช็อตต่อเนื่องแล้ว ยังมีน้ำหนักมากอีกด้วย
ปกติจากจุดนี้ ลู่อี้เจ๋อใช้เวลาเดินกลับไปยังห้องพักของคลาสพิเศษห้องสองเพียงสิบนาทีเท่านั้น แต่วันนี้เขากลับใช้ไปถึงสามชั่วโมงเต็ม
แถมเขายังเพิ่งผ่านศึกหนักมาเมื่อกลางวัน ตอนนี้ความเหน็ดเหนื่อยแทบจะกดทับไปทั้งร่าง
ในที่สุดลู่อี้เจ๋อก็เข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์ฉินถึงไม่ให้เขาไปทำงานวันนี้
เมื่อเดินมาถึงลานบ้าน พระจันทร์ก็ลอยสูงแล้ว
"พี่ลู่ ทำไมกลับมาช้าจัง?” หวังเปาเปาบังเอิญอยู่ที่ลานบ้าน เห็นลู่อี้เจ๋อพิงกำแพงกลับมาอย่างหมดแรงก็ถามด้วยความงุนงง
แต่วินาทีต่อมา ลู่อี้เจ๋อก็ล้มลงไปทั้งตัว
“พี่ลู่!” หวังเปาเปาวิ่งเข้ามาด้วยความตกใจ แต่เท้าก็หยุดกึก
เพราะอีกฝ่ายนอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้น ดูน่ากลัวสุดๆ
ขณะที่หวังเปาเปาอ้าปากเตรียมจะตะโกนเรียกคน ลู่อี้เจ๋อก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเอง
เมื่อครู่เป็นเพราะร่างกายหมดแรงเลยสลบไป แต่พอหลับไปเสี้ยววินาที กระแสไฟฟ้าก็ช็อตจนสะดุ้งฟื้นขึ้นมาแทบจะทันที
“ฉัน…ฉันไม่เป็นไร ช่วยไปหยิบอะไรให้กินหน่อย ใต้เตียงฉันยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ ขอบใจล่วงหน้า”
ท้องของลู่อี้เจ๋อร้องโครกคราก หากไม่ได้กินอะไรเข้าไปอีก เขาคงไม่มีทางทนต่อไปได้
"โอเค... โอเค" หวังเปาเปามองลู่อี้เจ๋อด้วยความลังเล แต่ก็ยังวิ่งไปจัดการให้อย่างเก้ๆ กังๆ
ไม่นาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็พร้อมทาน ลู่อี้เจ๋อกินเหมือนหมาป่าหิวโซ
เมื่อเห็นดังนั้น หวังเปาเปาก็หยิบอาหารที่ตัวเองเตรียมไว้ออกมาเพิ่มให้อีกชุดใหญ่
“นี่…” ลู่อี้เจ๋อเงยหน้ามองโต๊ะอาหารที่ถูกวางตรงหน้า
“กินเถอะ หมดแล้วเดี๋ยวผมเอามาเพิ่มให้ พวกเราเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ฉินเหมือนกัน ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว” หวังเปาเปายิ้มกว้าง
รอยยิ้มนี้เหมือนสายลมอบอุ่นพัดเข้ามาในใจ
ลู่อี้เจ๋อถึงกับมองตาค้าง แต่พอนึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชาย ลู่อี้เจ๋อก็สะดุ้ง และถูกช็อตด้วยกระแสไฟฟ้าจนร่างกายสั่นสะท้าน
ทำเอาบะหมี่พุ่งออกมาจากรูจมูก
“พี่ลู่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” หวังเปาเปาอดถามไม่ได้
“นี่คือโปรแกรมการฝึกที่อาจารย์ให้ฉันมา
อาการแบบนี้เป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวก็ชินไปเอง เพียงแต่คืนนี้อาจจะรบกวนการนอนของนายหน่อย” ลู่อี้เจ๋อกล่าวอย่างขอโทษ
“ไม่เป็นไรหรอก ผมนอนหลับลึกมาก ต่อให้พี่กรนลั่นห้องก็ไม่ตื่นแน่” หวังเปาเปาทุบอกอย่างมั่นใจ
……
คืนนั้น
หวังเปาเปาลืมตามองเพดานอย่างสิ้นหวัง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเตียงที่สั่นกระแทกไม่หยุด
ไม่มีใครบอกนี่นา…ว่าคืนนี้จะเกิด ‘แผ่นดินไหว’!