เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 สามหลุมศพหลังบ้าน

บทที่ 4 สามหลุมศพหลังบ้าน

บทที่ 4 สามหลุมศพหลังบ้าน


ฉินโชวจ้องมองคริสตัลสีน้ำตาลรูปเพชรที่นอนอยู่บนฝ่ามือ

มันคือผลลัพธ์จากการหล่อวิญญาณเมื่อครู่

เขาหยิบกล่องผ้าไหมขนาดเล็กเท่าฝ่ามือออกมา แล้ววางคริสตัลลงไปอย่างระมัดระวัง

จากนั้นก็ยกกล่องไปวางตรงกลางของโต๊ะทำงานด้านข้าง

“เสี่ยวฉี เริ่มการตรวจสอบคริสตัลวิญญาณศักดิ์สิทธิ์”

“รับคำสั่ง เริ่มการตรวจสอบคริสตัลวิญญาณศักดิ์สิทธิ์” เสียงจักรกลของเสี่ยวฉีดังขึ้น

จากนั้น ลำแสงหลายลำก็พุ่งไปที่คริสตัลในกล่องผ้าไหม ราวกับจะถอดรหัสแก่นแท้ของมัน

ไม่กี่อึดใจ ตัวอักษรและข้อมูลก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแสดงผลข้างเครื่องตรวจสอบ

[การตรวจสอบเสร็จสมบูรณ์

ผลลัพธ์: คริสตัลวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับอสูรขั้นสูง ‘วูซู - ธนู’

ประเภท: เกราะเบา, ยิงสนับสนุนระยะไกล

สถานะวิญญาณ: 91%]

ฉินโชวจ้องข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอ สีหน้าเต็มไปด้วยความพอใจ

ผลงานครั้งนี้…ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม!

เพราะแม้จะเป็นเกราะแบบเดียวกัน ผลลัพธ์หลังหล่อวิญญาณก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของช่างเกราะแต่ละคน

ความแตกต่างหลักๆ มีอยู่สองปัจจัย

ปัจจัยแรก: ระดับ

ปัจจุบันเกราะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แบ่งออกเป็น 5 ระดับหลัก: ระดับธรรมดา, ระดับอสูร, ระดับปฐพี, ระดับสวรรค์, และระดับศักดิ์สิทธิ์

ซึ่งระดับนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบ วัสดุที่ใช้สร้าง ฯลฯ

และในแต่ละระดับหลัก ยังแบ่งออกเป็นสามขั้นย่อย: ขั้นต่ำ, ขั้นกลาง, และขั้นสูง

ขั้นย่อยเหล่านี้ แม้จะดูเป็นเพียง ‘คุณภาพ’ ของเกราะรุ่นเดียวกัน แต่ก็สร้างความแตกต่างในการต่อสู้จริงได้

เกราะที่คุณภาพสูงย่อมเหนือกว่าเกราะคุณภาพต่ำ แม้จะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ในการต่อสู้เป็น–ตาย ช่องว่างเล็กน้อยนั้นก็เพียงพอให้ปรมาจารย์เกราะผู้ช่ำชองพลิกชะตาได้

ดังนั้น ถึงจะเป็นเพียงความแตกต่างด้านคุณภาพ แต่ในท้องตลาดเกราะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์คุณภาพสูงก็มักจะมีราคาแพงกว่าปกติ 10% ถึง 20%

ปัจจัยที่สอง: สถานะวิญญาณ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ‘ระดับความสมบูรณ์’

สถานะวิญญาณที่ดีที่สุดคือ 100% ซึ่งถือเป็นสภาพสมบูรณ์ไร้ที่ติ

แต่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีช่างเกราะคนไหนสามารถสร้างเกราะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่มีสถานะวิญญาณเต็ม 100% ได้เลย

โดยปกติแล้ว หากเกิน 60% ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และสามารถหมุนเวียนในท้องตลาดได้แล้ว

หากแตะ 95% ขึ้นไป ก็ถือว่าเป็นผลงานชั้นเลิศของยอดฝีมือ

สถานะวิญญาณ ยังส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของปรมาจารย์เกราะในการต่อสู้ และยิ่งถูกใช้งานมากเท่าไร ค่านี้ก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันก็คล้ายกับอายุขัยของเกราะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์

อย่างไรก็ตาม สถานะวิญญาณนี้สามารถบำรุงรักษาให้ฟื้นฟูกลับมาได้

แต่ต่อให้บำรุงรักษาดีขนาดไหน ก็ไม่สามารถเกินขีดจำกัดในตอนที่สร้างขึ้นมาได้

เช่น หากช่างเกราะสร้างเกราะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาด้วยสถานะวิญญาณเพียง 60 %

งั้นต่อให้ดูแลอย่างไร ก็จะไม่มีวันเกิน 60% ไปได้

ปัจจัยทั้งสองนี้เองที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการต่อสู้จริงของเกราะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์รุ่นเดียวกัน

เท่านี้ก็คงจินตนาการได้แล้วว่า ช่างเกราะฝีมือดีนั้นสำคัญขนาดไหน

“ไม่เลว…ดูเหมือนวันนี้ฉันจะฟิต คงพอจะทำอีกสองตัวให้เสร็จรวดเดียวได้” ฉินโชวยืดเส้นยืดสาย พลางพึมพำกับตัวเอง

กระบวนการหล่อวิญญาณนั้นสิ้นเปลืองพลังจิตอย่างมาก

ปกติแล้ว การหล่อวิญญาณวันละหนึ่งครั้งก็ถือเป็นขีดจำกัดของช่างเกราะแล้ว

แต่…

สามชั่วโมงต่อมา

ด้านหน้าเกราะจักรกลทั้งสาม ต่างก็มีกล่องผ้าไหมวางอยู่

ฝากล่องเป็นแบบโปร่งใส ซึ่งสามารถมองเห็นคริสตัลวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในได้

“เสร็จแล้ว” ฉินโชวบิดตัวอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินไปทางประตู

ประตูค่อยๆ เปิดออก

“ราตรีสวัสดิ์นายท่าน ถึงเสี่ยวฉีจะปิดระบบ แต่ก็หวังว่าท่านจะมีความสุขทุกคืน” เสียงจักรกลของเสี่ยวฉีดังตามหลังมา

ฉินโชวปิดประตูโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

ในที่สุดหูของเขาก็ได้พักสักที

"โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง"

ขนฟูๆ และหางกระดิกตวัดไล้ตามข้อเท้าของฉินโชว

ฉินโชวก้มลงมอง และเห็นต้าหวงกำลังถูเท้าของเขาโดยมีชามอาหารสุนัขอยู่ในปาก

“ทำไมหิวอีกแล้ว?

ตอนบ่ายฉันให้ปูยักษ์ไปตั้งเยอะ ยังไม่พออีกเหรอ?

ดูเอาเถอะ พุงแกป่องจนแทบมองไม่เห็นคอแล้ว

ระวังเจ้าหมาลายจุดตัวเล็กในตรอกด้านหลังจะหนีไปกับหมาดำตัวใหญ่ข้างบ้าน”

ว่าแล้วฉินโชวก็ยกเท้าเตะชามอาหารสุนัขออกไปอย่างไม่ลังเล และเดินจากไปดื้อๆ

“โฮ่ววว…” หลังจากครางอู้อี้อยู่สองสามครั้ง ต้าหวงก็แบกชามอาหารสุนัขกลับไปที่ประตูบ้านของมันอย่างว่าง่าย

ภายในบ้านสุนัข แมวขาวตัวใหญ่ยังคงนอนอยู่ท่าเดิม ไม่ขยับแม้แต่น้อย

ฉินโชวเดินเข้าไปในห้องทางเหนือ ไฟยังสว่างอยู่ แต่ห้องครัวถูกเก็บกวาดอย่างสะอาดหมดจด ไม่มีใครอยู่แล้ว

เขาเดินทะลุไปด้านหลัง มองเห็นแสงไฟลอดออกมาจากห้องนอนด้านใน พร้อมเสียงน้ำไหลดังเป็นระยะ

ดูเหมือนไห่ถางกำลังอาบน้ำอยู่

ระหว่างห้องนอนกับห้องทางเหนือ มีสวนหลังบ้านรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าลักษณะคล้ายทางเดิน สองฝั่งปลูกดอกไม้และต้นผลไม้ไว้หลายต้น

หนึ่งในนั้นเป็นต้นส้มเขียวหวานที่ออกลูกเต็มไปหมด

ฉินโชวเลือกลูกที่สุกที่สุดสามลูก เช็ดให้สะอาด แล้วเดินไปตามทางเดินเล็กด้านข้างที่เชื่อมไปยังประตูหลัง

ด้านหลังของบ้านฉินโชวเป็นภูเขารกร้างลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฉินโชวสามารถซื้อที่ดินแปลงใหญ่นี้ได้ในราคาต่ำกว่าปกติ และสร้างลานบ้านเล็กๆ แห่งนี้ได้

เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ตั้งอยู่ตรงมุมทิศใต้ของเมืองหลิงเจียง พื้นที่ชายขอบที่แทบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ด้านหลังตัวบ้านมีภูเขารกร้างลูกหนึ่ง บนยอดเขายังเชื่อมต่อกับแนวกำแพงเมือง

พื้นที่แบบนี้…โดยปกติไม่มีใครอยากมาอยู่ทั้งนั้น

สิ่งนี้ทำให้ฉินโชวเก็บของถูกมาครอบครองได้

หลังจากเดินขึ้นภูเขารกร้างไปได้ไม่กี่ก้าว

สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ หลุมศพสามหลุม ตั้งเรียงรายเงียบสงบอยู่ด้านหลังบ้าน

สำหรับคนอื่นแล้ว หากรู้ว่ามีสุสานอยู่หลังบ้าน ย่อมถือเป็นลางร้ายและพากันหลีกเลี่ยง

แต่เมื่อฉินโชวเห็นหลุมศพทั้งสามนี้ ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความอาลัยและความอ่อนโยน

บนป้ายหลุมสลักอักษรไว้ว่า:

[สุสานของพ่อ ฉินจ้าน]

[สุสานของแม่ ซางกวนเฉียนเฉียน]

[สุสานของภรรยา หวังฟางฟาง]

ฉินโชวปัดฝุ่นผงออกจากป้ายหลุมศพทั้งสามอย่างเบามือ ก่อนจะหยิบส้มเขียวหวานสามผลที่เก็บมา วางลงตรงหน้าหลุมศพ

จากนั้นเขาก็นั่งลงบนพื้น แหงนหน้ามองพระจันทร์เหนือศีรษะ ปล่อยเวลาไหลผ่านไปอย่างเงียบงัน

หลังจากนั่งไปได้สักพัก ฉินโชวก็เริ่มรู้สึกคอแห้ง

เขาจึงคว้าเอาส้มลูกหนึ่งขึ้นมา ปอกเปลือกแล้วโยนเข้าปาก เคี้ยวพลางบ่นพึมพำเบาๆ

“พ่อ…ลืมไปว่าพ่อไม่ชอบส้มนี่นะ งั้นผมกินแทนก็แล้วกัน จะได้ไม่เสียของ”

ฉินโชวกินไปเรื่อยๆ ลมราตรีพัดพากลิ่นอายเย็นของฤดูใบไม้ร่วงเข้ามา

หลังจากผ่านไปนานพอสมควร กลิ่นหอมจางๆ ก็ลอยมาแตะจมูกของฉินโชว

ฉินโชวรู้สึกตัว และเงยหน้าขึ้น

ไห่ถางยืนอยู่ใต้แสงจันทร์ เธอสวมเสื้อคลุมบางๆ ผิวยังคงมีรอยแดงระเรื่อหลังอาบน้ำ เส้นผมยาวเปียกชื้นเล็กน้อย

“ดึกแล้วนะ…กลับไปพักผ่อนเถอะ” ไห่ถางเอ่ยเสียงนุ่ม

“อืม”

ฉินโชวลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากกางเกง และหยิบส้มที่เหลืออีกสองลูกขึ้นมา ก่อนเลือกผลที่ดีที่สุดเช็ดให้สะอาด แล้วส่งให้ไห่ถาง

“ไม่คิดจะเก็บไว้ให้พวกเขาบ้างหรือ?”

“เก็บไว้ก็เท่านั้น พวกเขากินมันไม่ได้ ปล่อยให้เน่าเสียก็เปลืองเปล่าๆ” ฉินโชวยิ้มบาง และปอกส้มอีกผลให้ตัวเอง

รสหวานซึมซาบทั่วลิ้น แต่ในใจกลับขมขื่นอย่างไร้สาเหตุ

ไห่ถางถือส้มไว้ในมือ หันไปมองหลุมศพทั้งสาม สายตาของเธอหยุดลงที่ป้าย [สุสานของภรรยา หวังฟางฟาง] อยู่ครู่หนึ่ง

แววตาเผยความรู้สึกบางอย่างคล้ายความอิจฉาอย่างแผ่วเบา

“ออเดอร์ทั้งสามที่เหลือเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?” ไห่ถางเปลี่ยนเรื่องถาม

“เสร็จแล้ว

พรุ่งนี้พวกเขาก็จะมาจ่ายเงิน

เกราะสามตัวนี้อย่างต่ำก็ทำให้เราได้กำไรเท่านี่!" ฉินโชวชูมือขึ้นสองสามนิ้วและพูดอย่างมีความสุข

ไห่ถางมองไปที่ท่าทางดีใจของฉินโชว และกล่าวว่า “ระหว่างที่นายกำลังทำงาน เจ้าเมืองได้ส่งคนมาหา และฝากบอกให้นายไปพบพรุ่งนี้”

ฉินโชวขมวดคิ้วทันที “ชายชราคนนั้นอีกแล้ว?

ทุกครั้งที่เรียกไปก็ไม่มีเรื่องดีสักที… ครั้งก่อนก็เปิดปากขอให้ฉันสร้างเกราะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับสวรรค์ให้เขา

เกราะระดับนั้นมันไม่ใช่ของที่วางขายข้างถนนนะ! ทำเหมือนแค่ขยับปากบนปากแล้วฉันจะเสกมาให้ได้ทันทีอย่างนั้นล่ะ

ปัญหาคือ พอฉันเสนอราคาไปก็ยังทำหน้าบึ้งใส่ ไม่พอใจอีก

ถ้าไม่ใช่ว่าเรายังต้องพึ่งพาที่ดินในเขตของเขา ฉันคงไม่เสียเวลายุ่งกับชายชราคนนั้นด้วยซ้ำ”

ไห่ถางที่เดินตามหลังมา แอบหัวเราะคิกคักออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

เมื่อทั้งสองกลับถึงห้องนอนในลานบ้านด้านใน ต่างก็เอ่ยราตรีสวัสดิ์ต่อกัน และแยกย้ายเข้าห้องนอนของตัวเอง ปิดไฟพักผ่อนในยามค่ำคืน

......

คฤหาสน์เจ้าเมืองหลิงเจียง ห้องทำงาน

“ทางเว่ยเว่ย เป็นยังไงบ้าง?”

“เรียนท่านเจ้าเมือง หลังจากคุณหนูกลับมาก็ถูกจัดให้อยู่ในห้องฝึก เพื่อปิดประตูทบทวนตนเองแล้วครับ

ท่านหญิงก็เข้าไปเยี่ยม แต่เหมือนมีปากเสียงกันอยู่พักหนึ่ง ดูแล้วคงเป็นท่านหญิงที่ตำหนิคุณหนู” พ่อบ้านยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ขณะมองไปยังเจ้าเมืองชราผมหงอกขาวผู้กำลังจัดการเอกสารตรงหน้า

“หลานสาวคนนี้มีสัยเหมือนพ่อของเธอไม่ผิดเพี้ยน หยิ่งทระนงเหลือเกิน…” เจ้าเมืองถอนหายใจ “ดูท่าต้องส่งองครักษ์ไปคุ้มกันใหม่ ที่ผ่านมาให้ถอดออกคงพลาดแล้ว… ช่วงนี้เขตเมืองหลิงเจียงก็ไม่ค่อยจะสงบนัก”

“ครับ” พ่อบ้านตอบรับ

“เอาล่ะ นายก็ไปพักเถอะ”

“ครับ” พ่อบ้านถอยออกจากห้องไป

หลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

เจ้าเมืองชราก็เก็บเอกสารบนโต๊ะ แล้วพูดช้าๆ ว่า “ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว เชิญเข้ามาเถอะ”

สิ้นคำหน้าต่างพลันเปิดออก

ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นโดยมีเท้าข้างหนึ่งวางอยู่บนขอบหน้าต่าง

“ฉันบอกไปแล้วว่าอย่ามารบกวนชีวิตของพวกเรา” เสียงผู้หญิงเย็นยะเยือกดังขึ้น

เจ้าเมืองชราถอนหายใจยาว “เฮ้อ… ฉันเองก็ไม่อยากเช่นกัน

แต่หลายสิ่งไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะควบคุมได้

โลกภายนอก…มันไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อนอีกแล้ว”

เขาพูดพลางส่ายหัวช้าๆ “คนคนนั้นใช้ชีวิตแบบไร้กังวล แต่คุณควรจะรู้ว่าสถานการณ์ภายนอกตอนนี้เป็นยังไง

ภาคใต้เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แม้ว่าเมืองหลิงเจียงของเรายังอยู่ในโซนปลอดภัย แต่เราก็ยังต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา

ปัญหาคือ เมืองหลิงเจียงของเราไม่ได้ผลิตอัจฉริยะมาหลายปีแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงปรมาจารย์เกราะหกดาวที่อายุต่ำกว่ายี่สิบปี แม้แต่ปรมาจารย์เกราะหกดาวที่อายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีก็แทบไม่มี

หากเป็นแบบนี้ต่อไป เมืองหลิงเจียงคงขาดคนสืบทอดแน่นอน

ดังนั้น ฉันถึงต้องตัดสินใจแบบนี้

หวังว่าคุณหนูใหญ่จะอภัยให้ฉัน”

ร่างนั้นสั่นไหวเล็กน้อย กลิ่นอายอำมหิตค่อยๆ เบาบางลง “ฉันจะหาคนอื่นมาทำหน้าที่นี้แทนเอง”

"ไม่มีใครเหมาะไปกว่าเขาอีกแล้ว" จ้าวเมืองชราตอบ

“คุณรู้ตัวตนของเขาอยู่แล้ว แต่ยังคิดใช้เขา? คุณไม่กลัวคนอื่นเอาผิดหรือไง?”

เจ้าเมืองชราส่ายหัว “ฉันอายุเจ็ดสิบแปดสิบกว่าแล้ว แถมยังมีโรคเก่าๆ อีก ฉันคงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก

หากช่วงเวลาที่เหลือจะแลกกับการฝากเชื่อไฟให้เมืองหลิงเจียงได้บ้าง ฉันก็ไม่มีอะไรต้องกลัว”

“แล้วถ้าฉันไม่เห็นด้วยล่ะ” เสียงผู้หญิงเปลี่ยนเป็นเย็นชาอีกครั้ง

เจ้าเมืองชราเลิกคิ้ว “ถ้าเขาเองเต็มใจล่ะ?”

ผู้หญิงคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวออกมาว่า “ถ้าเขายินยอมด้วยตัวเองฉันก็ไม่สนใจ แต่ถ้าฉันรู้ว่าคุณกล้าใช้วิธีเจ้าเล่ห์มาบังคับ

ก็อย่าโทษฉันที่จะเผาเคราของคุณจนเกรียม!”

“แน่นอน ฉันไม่กล้าขนาดนั้นหรอก แม้ให้ฉันสิบชีวิตก็ไม่กล้าไปบังคับเขาแน่” เจ้าเมืองชราหัวเราะขื่นๆ

แต่เมื่อเขาเงยหน้ามองหน้าต่างอีกครั้ง ร่างนั้นก็หายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศ

เจ้าเมืองชราค่อยๆ เดินไปปิดหน้าต่าง และหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหัว “คุณหนูใหญ่ตระกูลเซวียนคนนี้ ไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่ายๆ เลย

ถ้าบอกออกไป คงไม่มีใครเชื่อแน่ว่าเมืองเล็กๆ อย่างหลิงเจียง กลับซ่อนพระพุทธรูปองค์ใหญ่แบบนี้ไว้ และยังไม่ได้มีเพียงองค์เดียวด้วยซ้ำ…”

จบบทที่ บทที่ 4 สามหลุมศพหลังบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว