- หน้าแรก
- ปรมาจารย์เกราะที่แข็งแกร่งที่สุด
- บทที่ 2 บ้านทางทิศใต้ของเมือง
บทที่ 2 บ้านทางทิศใต้ของเมือง
บทที่ 2 บ้านทางทิศใต้ของเมือง
เจิ้งเย่เย่กับพวกทำตามที่เรนเจอร์ชุดขาวบอก และกลับไปรายงานที่เมืองหลิงเจียงอย่างว่าง่าย
และเมืองหลิงเจียงก็รีบส่งกองกำลังออกไปเผาทำลายรังปูก้ามแดงทันที
ส่วนพวกเธอทั้งห้า… แน่นอนว่าเลี่ยงไม่พ้นการถูกตำหนิยกใหญ่
ไม่เพียงเท่านั้น สถาบันหลิงเจียงที่พวกเธอเรียนอยู่ยังออกประกาศตำหนิทั่วทั้งสถาบัน
และสั่งลงโทษห้ามทั้งห้าคนออกจากเมืองหลิงเจียงแม้แต่ครึ่งก้าวเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม
สำหรับโทษนี้ พวกเธอก็ทำได้แค่ก้มหัวยอมรับแต่โดยดี
แต่โทษของสถาบันยังไม่เท่าไร พอกลับถึงบ้านแต่ละคน ย่อมต้องเจอการลงโทษจากครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“แม่…อย่าดึงหูผมสิ! เพื่อนๆ มองกันอยู่นะ!”
“ตอนนี้แกรู้จักอาย? แล้วไม่รู้จักกลัวตายบ้างหรือไง?”
“พอกลับไป แกจะถูกลงโทษให้คุกเข่าในศาลบรรพบุรุษเป็นเวลาสามวัน!”
“หา!? สามวันเลยเหรอพ่อ!? ช่วยลดลงหน่อยได้ไหม? แผลจากการต่อสู้ของผมยังไม่หายดีเลยนะ!”
"ห้าวัน"
" …(╥﹏╥)… "
เจิ้งเย่เย่มองเพื่อนๆ ถูกผู้ปกครองพากลับบ้านไปทีละคน แม้แต่พี่เว่ยเว่ยก็ถูกคนในตระกูลส่งคนมารับตัวไป
ขณะนั้นเอง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมาหาเจิ้งเย่เย่
ใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็น และสวมชุดทำงานที่ยังไม่ได้เปลี่ยน
ชุดนี้เป็นชุดของผู้ทำงานเก็บกวาดซากสัตว์อสูร มีกลิ่นคาวติดเต็มไปหมด
"เย่เย่..." ชายวัยกลางคนมองไปที่เจิ้งเย่เย่ด้วยความกังวล และพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง
ทว่าต่างจากครอบครัวอื่นๆ ที่ลูกกับพ่อแม่สนิทกัน
เจิ้งเย่เย่กลับหันสายตาเย็นชาใส่ “ฉันไม่ได้บอกไปแล้วเหรอ ว่าอย่ามาตามหาฉันที่โรงเรียนอีก!”
“เป็นอาจารย์ของลูกที่บอกว่า…”
“พอเถอะ รู้แล้ว รีบกลับไปซะ” เจิ้งเย่เย่ก้มหน้า และเดินนำหน้าไป
ชายวัยกลางคนได้แต่เดินตามอยู่ด้านหลัง เขามีคำพูดมากมายติดอยู่ที่คอ แต่ก็พูดไม่ออก มีเพียงเสียงถอนหายใจยาวๆ ออกมาเท่านั้น
หลังจากเดินมาได้ไม่กี่ช่วงถนน
เจิ้งเย่เย่ก็เหลืออด เธอจ้องมองชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อของตัวเองและพูดว่า “เอาแต่ถอนหายใจอยู่นั่นแหละ
ฉันก็ยังไม่ตายซะหน่อย!
รอให้ฉันตายก่อนเถอะ แล้วคุณค่อยถอนหายใจ!”
“พ่อก็แค่ห่วง ไม่อยากให้ลูกไปเสี่ยงอีก…” ชายวัยกลางคนมองลูกสาวด้วยความกังวล
“ห่วงเหรอ?
ฮะฮะ…ห่วงแล้วไง?
ถ้าวันหนึ่งฉันถูกสัตว์อสูรทำร้ายขึ้นมา… คุณจะมาช่วยฉันไหม?
ก็คงไม่หรอก! ก็เหมือนตอนที่คุณทิ้งแม่ไปนั่นแหละ!”
สิ้นคำ เจิ้งเย่เย่ก็เร่งฝีเท้า ทิ้งพ่อของเธอไว้เบื้องหลัง
พ่อเจิ้งมองแผ่นหลังของลูกสาวที่กำลังเดินจากไป เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วล้วงภาพถ่ายเก่าๆ ที่ยับยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
ในภาพนั้น ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาโอบเด็กหญิงวัยสองสามขวบไว้แน่น ข้างๆ เขามีหญิงสาวที่มีรอยยิ้มสดใสเปี่ยมด้วยความสุข
เขาใช้นิ้วลูบใบหน้าหญิงสาวในภาพเบาๆ ก่อนจะเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้ออย่างระมัดระวัง
ด้านเจิ้งเย่เย่ เมื่อเดินถึงหน้าบ้านตัวเอง เธอกลับยืนนิ่งอยู่พักใหญ่
ก่อนหันไปมองประตูบ้านอีกหลังที่อยู่ติดกัน
จมูกของเธอเล็กน้อย สูดกลิ่นหอมที่ลอยมา แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น
นี่คือบ้านที่ใหญ่กว่าบ้านของเธอหลายเท่า และเป็นที่ที่เธอคุ้นเคยอย่างที่สุด
หลังจากผ่านประตูเข้าไป เจิ้งเย่เย่ก็ตรงไปยังมุมหนึ่งของสนามหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งมีบ้านสุนัขเล็กๆ ที่สูงครึ่งตัวคนตั้งอยู่
“ต้าหวงไปกินอะไรมาเนี่ย ท้องกลมป่องเชียว!”
หน้าบ้านสุนัข สุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ท้องกลมกำลังนอนอยู่
เมื่อมองเข้าไปในบ้านยังเห็นแมวขาวตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่ในนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะหนวดของมันกระดิกเล็กน้อย เธอคงคิดว่ามันตายไปแล้ว
ตามปกติ เจิ้งเย่เย่จะเข้าไปฟัดต้าหวงเล่นอยู่พักใหญ่ แต่ทันทีที่ต้าหวงหันปากมาหาเธอ
เจิ้งเย่เย่ก็ได้กลิ่นคาวปลาโชยออกมา
ฮ๊อก~
ต้าหวงเรอออกมา กลิ่นเหม็นคาวตีหน้าเธอเต็มๆ
“ลุงฉินให้แกกินอะไรเข้าไปเนี่ย เหม็นชะมัด!” เจิ้งเย่เย่โบกมือปัดกลิ่น และรีบผละออกจากต้าหวง แล้วเดินไปทางเหนือของสนามหญ้า
เมื่อเดินเข้าประตูบ้านหลังนี้ก็จะพบกับสนามหญ้าหน้าบ้าน ด้านซ้ายของสนามหญ้าหน้าบ้านคือห้องตะวันตกซึ่งเป็นห้องเก็บของ ส่วนด้านขวาคือห้องตะวันออกซึ่งเป็นห้องทำงานของลุงฉิน
ห้องด้านเหนือเป็นห้องนั่งเล่น มีห้องครัว ห้องน้ำ ห้องหนังสือ ฯลฯ
และด้านในสุดยังมีสวนหลังบ้านเล็กๆ ซึ่งค่อนข้างแคบและดูเหมือนทางเดิน เมื่อเข้าไปข้างในจะเป็นห้องชั้นในที่มีสองห้องนอน
เธอเคยได้รับคำเชิญจากพี่สาวไห่ถางให้เข้าไปดูหลายครั้งแล้ว
เวลานี้ กลิ่นหอมอบอวลลอยออกมาจากครัวพอดี
เจิ้งเย่เย่เดินเข้าไป และเห็นร่างหนึ่งกำลังทำอาหารอยู่หน้าเตา
“ลุงฉิน! วันนี้พี่สาวไห่ถางกลับมาแล้วใช่ไหม!” เจิ้งเย่เย่ตาเป็นประกาย
ฉินโชวเงยหน้าขึ้นและมองไปที่เจิ้งเย่เย่ “เธอรู้ได้ยังไง?”
เจิ้งเย่เย่กลอกตา และตอบว่า “ไม่เห็นยาก…เวลาพี่ไห่ถางไม่อยู่ ลุงก็กินอะไรก็ไม่รู้เหมือนหมาแมวกิน
ของเหลือๆ ของต้าหวงลุงก็ยังเอามากินได้
ต้องรอให้พี่ไห่ถางกลับมา ลุงถึงจะยอมทำอาหารคนกินกับเขาสักที!”
"โฮ่ง โฮ่ง"
เสียงต้าหวงเห่าตอบรับดังมาจากด้านนอก ราวกับเห็นด้วยกับคำพูดของเจิ้งเย่เย่
“ใช่แล้ว พี่สาวไห่ถางของเธอจะกลับมาคืนนี้” ฉินโชวเก็บอาหารที่ทำเสร็จแล้วลงในกล่องเก็บความร้อนข้างๆ
“ไม่รู้จริงๆ ว่าพี่สาวไห่ถางชอบลุงตรงไหน ถึงยอมอยู่ที่นี่กับลุง
ทั้งๆ ที่ด้วยฝีมือกับหน้าตาแบบพี่สาวไห่ถาง ต่อให้ไปแต่งกับลูกชายตระกูลใหญ่ที่ไหนก็ยังเหลือเฟือด้วยซ้ำ” เจิ้งเย่เย่เบ้ปาก พลางบ่นราวกับพูดแทนพี่สาวไห่ถางของเธอ
“บอกแล้วไง พี่สาวไห่ถางของเธอเป็นน้องสาวของฉัน” ฉินโชวพูดอย่างหมดหนทาง
“เป็นน้องสาวของฉัน~” เจิ้งเย่เย่เลียนแบบคำพูดของฉินโชว และยักไหล่ “ใครจะเชื่อลุงบ้าง? คนนึงแซ่เซวียน คนนึงแซ่ฉิน
น้องสาวคนไหนจะยอมอยู่กับพี่ชายในสถานที่กันดารแบบนี้เป็นสิบปี
ฉันว่าลุงน่ะอย่ามัวดื้อเลย ถึงไม่รู้ว่าพี่ไห่ถางชอบลุงตรงไหน
แต่เนื่องจากพี่ไห่ถางเลือกแล้ว นั่นก็เป็นบุญหล่นทับจากสิบชาติก่อน
ลุงก็รับๆ ไปเถอะ!”
ฉินโชวถอนหายใจอย่างหมดหนทาง เขามองเจิ้งเย่เย่แล้วพูดว่า "ได้ข่าวว่าเธอเพิ่งก่อเรื่องใหญ่มา จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ยังมีอารมณ์มานั่งเถียงกับฉันอยู่อีกเหรอ?”
เมื่อได้ยินฉินโชวพูดถึงเรื่องนี้ เจิ้งเย่เย่ก็เบิกตากว้าง “หา!? ลุงก็รู้แล้วเหรอ?”
“ก็เธอเล่นพาหลานสาวของเจ้าเมืองออกไปเสี่ยงตาย เรื่องใหญ่แบบนี้จะปิดได้ยังไง ป่านนี้ข่าวคงกระจายไปทั่วเมืองแล้ว”
เจิ้งเย่เย่ทำปากยื่น แต่แววตาพลันส่องประกาย “แต่ลุงฟังนะ! รอบนี้ฉันได้เจอเรนเจอร์ชุดขาวตัวจริงด้วย!
ลุงต้องเคยได้ยินเรื่องของเรนเจอร์ชุดขาวใช่ไหม เขาโด่งดังมาหลายปีแล้ว!
แต่ก่อนยังบอกกันว่าเขาเป็นปรมาจารย์เกราะหกดาว
แต่ไม่จริงหรอก! ฉันเห็นกับตา เขาฆ่าสัตว์อสูรระดับหัวหน้าอย่างราชาปูก้ามแดงได้ในไม่กี่ลมหายใจ
ด้านฝีมือน่ะ อย่างน้อยก็ต้องเจ็ดดาว ไม่ก็แปดดาวเลยก็ว่าได้!
ตอนนั้น...”
ในตอนที่อยู่ต่อหน้าเรนเจอร์ชุดขาว เจิ้งเย่เย่พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว แต่พออยู่ต่อหน้าฉินโชว กลับกลายเป็นพรั่งพรูไม่หยุด
“ใช่ๆ ถ้าไม่มีเรนเจอร์ชุดขาว พวกเธอก็คงกลายเป็นอาหารปูไปแล้ว
คราวหน้ายังจะกล้าแอบหนีออกไปอีกไหม?” ฉินโชวหยิบเศษผักที่หั่นเหลืออยู่ ปาใส่หัวเธอไปหนึ่งที
เจิ้งย่เย่เชิดหน้าขึ้น “ฮึ! นั่นเรียกว่าใจกล้า ไม่ใช่แอบหนี!
ลุงเป็นแค่ช่างเกราะ ไม่เข้าใจหรอก!” ว่าแล้วก็แลบลิ้นใส่ ก่อนหมุนตัววิ่งออกจากบ้านไป
ฉินโชวได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ
จากนั้นเขามองไปที่ประตูที่เปิดไปสู่สวนหลังบ้าน
“เธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงเรียนรู้ที่จะแอบฟังได้?”
ประตูถูกผลักเปิดออก และร่างระหงก็เดินเข้ามา
เรือนผมของเธอดำสลวยราวกับน้ำตก ผิวขาวนวลราวกับหยก เปล่งราศีสูงส่งเหนือผู้คน
แม้เธอจะสวมเพียงเสื้อผ้าเรียบง่าย แต่ก็ไม่อาจซ่อนใบหน้าอันงดงามของเธอได้
“เพิ่งกลับมานี่เอง” ไห่ถางยิ้มพลางก้าวเข้าหาฉินโชว และสูดกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากตัวเขา “หืม? ทำอะไรอร่อยๆ บ้างเนี่ย?”
“ผัดหมูพริกหยวกที่เธอชอบ ไข่ตุ๋น แล้วก็ปูนึ่งซีอิ๊ว” ฉินโชววางอาหารลงบนโต๊ะทีละจาน ก่อนเอียงหน้ามอง “เมื่อกี้เธอแอบฟังตั้งแต่ตรงไหน?”
“ทันได้ยินวีรกรรมอันกล้าหาญของเรนเจอร์ชุดขาวพอดี” ไห่ถางขยิบตาใส่ฉินโชวอย่างตั้งใจ
ผ่านประตูหลังบ้านที่ยังเปิดอยู่ ยังมองเห็นเปลือกปูขนาดยักษ์กองหนึ่งวางอยู่ ซึ่งเนื้อด้านในถูกคว้านจนเกลี้ยงแล้ว
“เด็กพวกนั้นช่างบ้าบิ่นกันจริงๆ แค่ห้าคนกลับกล้าออกไปล่าปูก้ามแดงถึงนอกเมือง” ฉินโชวส่ายหัวอย่างปลงๆ
ไห่ถางนั่งที่โต๊ะอาหาร มือข้างหนึ่งยกคางขึ้น มองชายตรงหน้าที่กำลังถอดผ้ากันเปื้อนออก “ฉันจำได้ว่าเคยมีคนกวาดล้างปูทั้งฝูงได้ก่อนอายุสิบห้า”
“แค่กๆๆ… ตอนนั้นยังเด็กและโง่เขลา”
“อ้อ? แล้วฉันก็ยังได้ยินด้วยนะ ว่าพอฉันไม่อยู่ นายก็กินอะไรก็ตามที่สุนัขกิน?”
“ไม่จริงแน่นอน เธอหูฝาดแล้วล่ะ…”
“ตอนฉันออกไป นายรับปากฉันว่าไง?”
“…จะกินข้าวให้เป็นเรื่องเป็นราว… แต่ช่วงนี้ฉันงานเยอะ มีออเดอร์ต้องรีบทำ…”
“ครั้งหน้า ถ้ายังไม่ยอมกินอาหารดีๆ ฉันจะไปขอให้ป้าหวังหน้าถนนมาทำให้กินแทน!” ไห่ถางทำตาดุใส่
แค่คิดถึงร่างที่ใหญ่โตและแข็งแรงของป้าหวังที่ชอบทำมือไม่ดีแอบลวนลามพวกหนุ่มๆ แถมยังชอบเลียปากด้วยท่าทางโรคจิต
ฉินโชวก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง
นั่นมันน่ากลัวยิ่งกว่าราชาปูก้ามแดงอีกนะ