- หน้าแรก
- Supreme Magus
- ตอนที่ 25 เวทมนตร์แท้และเวทมนตร์เทียม (2)
ตอนที่ 25 เวทมนตร์แท้และเวทมนตร์เทียม (2)
ตอนที่ 25 เวทมนตร์แท้และเวทมนตร์เทียม (2)
เมื่อพวกเขาคุยและเปรียบเทียบทฤษฎีเวทแท้ของโซลัสเสร็จ ก็เป็นเวลาค่ำเสียแล้ว ลิธต้องรีบออกจากป่าก่อนจะมืดสนิท เขาไม่กลัวนักล่ากลางคืนหรอก… แต่แม่ของเขา เอลินา นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
“ถ้ากลับบ้านช้า ฉันจะโดนกักบริเวณเป็นอาทิตย์แน่ ให้ตายสิ ฉันเกลียดเคอร์ฟิวจริง ๆ!”
เขาไม่อยากกลับบ้านมือเปล่า จึงเอาเนื้อบลิงเกอร์อ้วน ๆ สองตัวที่เก็บไว้ใช้ยามจำเป็นออกมาจากกระเป๋ามิติ
วันรุ่งขึ้น แม่เฒ่ามาบอกลิธว่าท่านเคานต์ยินดีช่วย และกำลังส่งหนังสือเล่มที่ดีที่สุดของเขามาให้
ลิธจำต้องแกล้งทำเป็นยังคงสนใจหนังสือประวัติศาสตร์ของแม่เฒ่าอยู่ เพราะมันหนาเกินกว่าจะอ่านจบในคราวเดียว วันนั้นเขาใช้เวลาย่อเนื้อหาคาถาเวทขั้นหนึ่งทั้งหมดลงในคัมภีร์เวทของเขา เหลือไว้แค่ชื่อคาถา สัญลักษณ์์มือ คำร่าย และคำอธิบายสั้น ๆ ของแต่ละคาถา
‘ฉันไม่อยากเสียหน้ากระดาษอันมีค่าไปกับเรื่องพวกนี้ ฉันสามารถแกล้งทำสัญลักษณ์มือให้ดูสมจริงได้เพียงแค่ทำวัญลักษณ์เร็ว ๆ แต่ก็ยังต้องจำคำร่ายใหม่ทุกบทเวลาทำเป็นใช้เวทเทียม’
‘อีกอย่าง ถ้าแม่เฒ่าจะทดสอบฉัน ฉันก็ต้องแสดงให้เห็นว่าฉันใช้ได้คล่องเธอถึงจะเชื่อ… เฮ้อ การท่องจำไร้สมองแบบนี้มันจะทำให้ฉันบ้าตาย ข้อดีอย่างเดียวคือถ้าฉันจำพวกนี้ได้ ก็สามารถคาดเดาคาถาของศัตรูและหาทางโต้ได้ทันที’
หลายครั้ง ลิธก็แอบคิดว่าอยากให้โซลัสสามารถควบคุมร่างของเขาได้เอง เพราะเธอมีความจำดีกว่ามาก และจะช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ
คาถาเดียวที่ลิธอยากลองจริง ๆ คือเวทอากาศชื่อ Floating Body หรือ “ลอยกาย” ด้วยมนต์นี้สามารถทำให้สิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตลอยอยู่กลางอากาศได้ ตราบใดที่น้ำหนักไม่เกินหนึ่งร้อยกิโลกรัม
มันมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ลดแรงกระแทกจากการตกจากที่สูง เคลื่อนย้ายคนเจ็บสาหัสโดยไม่ให้สะเทือน หรือเคลื่อนที่โดยไม่ทิ้งร่องรอยและเสียง เป็นเวทมนตร์ที่สำคัญสำหรับนักล่า ไม่ว่าเหยื่อจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม
การลอยตัวเป็นสิ่งที่ลิธเคยพยายามทำมาก่อนหลายครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จ เขาสามารถทำให้คนอื่นลอยได้ด้วยเวทจิตวิญญาณ แต่กลับทำให้ตัวเองลอยไม่ได้เลย เพราะมันยากมากที่จะรักษาสมดุลทั้งร่างกายในขณะที่ต้องโฟกัสกับการร่ายคาถา ซึ่งการใช้เวทลมแทนเวทจิตวิญญาณก็ไม่ต่างกันนัก
ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เขาลอยคว่ำหัวลง หรือหมุนติ้วราวกับอยู่ในเครื่องซักผ้า ลิธไม่เคยลอยได้อย่างถูกต้องเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเคลื่อนที่กลางอากาศ
‘ถ้าโซลัสคิดถูกว่าเวทเทียมเป็นการฝึกขั้นพื้นฐาน งั้นฉันก็จะใช้คาถาลอยกายนี่แหละฝึกจนลอยได้จริง หลังจากนั้นก็ก้าวต่อไปเป็นเวทบิน ฉันแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะได้ทะยานบนท้องฟ้าเหมือนฮีโร่ในวัยเด็ก!’
หลังมื้อเที่ยง ลิธก็กลับเข้าป่าไปฝึกทันที คำร่ายของคาถาลอยกายคือ “เบรซซา รี ลัค” ซึ่งเขาไม่มีปัญหากับการออกเสียง แต่สัญละกษณ์มือกลับซับซ้อนมาก
ด้วยประสบการณ์จากความผิดพลาดที่ผ่านมา ลิธจึงทำให้แน่ใจก่อนว่าออกเสียงคำร่ายถูกต้อง แล้วจึงค่อยฝึกสัญลักษณ์มือ เขาทำอย่างช้า ๆ และใจเย็น เพราะไม่จำเป็นต้องร่ายเร็ว เพียงต้องใช้คาถานี้เพื่อเรียนรู้การกระจายพลังเท่านั้น
หลังลองเพียงไม่กี่ครั้ง ลิธก็สามารถร่ายคาถาลอยกายได้อย่างถูกต้อง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นช่างแปลกประหลาดและแตกต่างจากที่เขาคาดไว้มาก
การลอยตัวไม่ได้อาศัยแรงลมเพียงกระแสเดียวพยุงขึ้น แต่ต้องใช้กระแสลมอ่อน ๆ หลายร้อยกระแสพัดดันขึ้นพร้อมกันด้วยแรงเท่ากัน เพื่อรักษาสมดุลไม่ให้เอียง
‘นี่มันยากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ไม่แปลกที่ฉันจะล้มเหลวตลอดในอดีต… ตามที่หนังสือบอก คาถาลอยกายจะทำให้ฉันไร้น้ำหนัก ลอยนิ่งอยู่กับที่ ถ้าจะเคลื่อนที่ต้องมีแรงช่วยจากภายนอกหรือใช้เวทลมระดับจิปาถะ’
ลิธจึงสร้างลมอ่อน ๆ พัดพาตัวเองให้เคลื่อนไปรอบ ๆ ราวกับโดรนของเล่น
‘เยี่ยมสุด ๆ! คาถานี้มีประโยชน์นับไม่ถ้วนเลย ทำไมมันถึงเป็นแค่เวทขั้นหนึ่งทั้งที่ซับซ้อนขนาดนี้นะ’
‘เพราะมันมีผลแค่หนึ่งนาทีเท่านั้น’ โซลัสเตือน ขณะที่ลิธกำลังร่วงลงสู่พื้น
หลังจากทดลองใช้คาถาลอยกายอยู่หลายครั้ง ลิธก็ลองใช้กระแสพลังเวทของตัวเองเลียนแบบคาถานั้น แต่ไม่นานก็เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีทางทำสำเร็จภายในบ่ายวันเดียว เพราะเวทแท้นั้นยากกว่าเวทเทียมมาก
ด้วยความโกรธและหงุดหงิด ลิธจึงบ่นพึมพำไม่หยุด
‘มันน่ารำคาญชะมัด ฉันต้องเรียนเวทมนตร์สองแบบสำหรับคาถาทุกบท… บอกเลยนะโซลัส ฉันคิดจริง ๆ ว่าจะใช้คาถาลอยกายนั่นแทนแล้ว แต่ถ้าฉันโง่พอที่จะทำแบบนั้น ฉันก็จะต้องไล่เรียนเวทขั้นสูงของมันไปเรื่อย ๆ แล้วใครจะรู้ว่ากว่าจะบินได้จริง ๆ จะต้องเรียนไปถึงเวทระดับไหน’
‘แต่ถ้าใช้วิธีนี้ พอฉันวางรากฐานได้มั่นคง ทุกอย่างต่อจากนี้ก็น่าจะง่าย… หรืออย่างน้อยฉันก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น’
ลิธใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนฝึกเวทใหม่ที่เขาตั้งชื่อว่า “ลอยตัว” (Levitation) แต่พอรุ่งเช้า เขาก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี
วันถัดมา มีลังไม้เล็ก ๆ ใส่หนังสือถูกส่งมาที่บ้านแม่เฒ่า และเธอก็มอบให้ลิธทันที
“ถ้าพวกมันเป็นของข้า ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าเอาออกไปจากบ้านของข้าเด็ดขาด แต่เคานต์กำชับมาแล้วว่าเจ้าสามารถนำมันกลับไปบ้านได้ตามสบาย ลาร์คเป็นคนใจกว้างมาก อย่าทำลายความไว้ใจของเขาล่ะ”
แรกเริ่มลิธก็หงุดหงิดมาก เขาลืมไปสนิทว่าตัวเองเคยขอความช่วยเหลือเรื่องนี้ และตอนนี้เขาก็ต้องเจอกองหนังสือไร้สาระที่ต้องแกล้งทำเป็นอ่านอยู่หลายวัน หลังจากขลุกตัวอยู่บ้านสองวันเต็ม ร่างกายของเขาก็เริ่มโหยหาการออกแรง
จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าหนังสือพวกนั้นแทบไม่มีประวัติศาสตร์อยู่เลย ส่วนใหญ่เป็นชีวประวัติและอัตชีวประวัติของเหล่าจอมเวทระดับสูงทั้งในอดีตและปัจจุบัน นี่แหละคือข้อมูลที่เขาต้องการ เพื่อจะได้รู้ว่าควรเผยพรสวรรค์ของตัวเองมากแค่ไหนอย่างปลอดภัย
ในที่สุดลิธก็เห็นแสงสว่างจากหนึ่งในหลายอุโมงค์ที่เขาติดอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา การเป็นศิษย์ฝึกหัดกลับมีแต่เพิ่มปัญหาให้ชีวิตของเขา การโชคดีสักครั้งทำให้เขารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
เขาจดบันทึกลงในคัมภีร์เวทส่วนตัว ถึงความสำเร็จทั้งหมดที่บุคคลต้นแบบของเขาเคยทำได้ และอายุที่พวกเขาสามารถทำสำเร็จ จากนั้นก็มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด การตัดสินใจว่าจะเล่นบทบาท “แสร้งทำตัว” ให้เก่งแค่ไหน
‘ฉันเป็นคนที่มาจากพื้นเพต่ำต้อยและไม่มีคนหนุนหลัง การทำตัวเหมือนเป็นจอมเวทระดับเมกัสก็ไม่ต่างอะไรกับเรียกหาความตาย ถ้าแค่แสดงความสามารถน้อยกว่าแม่เฒ่ายังทำให้ขุนนางคนหนึ่งคิดจะฆ่าฉัน การโชว์ฝีมือขนาดนั้นคงทำให้ฉันติดบัญชีดำของตระกูลใหญ่ทุกตระกูลแน่’
‘เห็นด้วย’ โซลัสเสริม
‘ทางเลือกที่ดีที่สุดคือทำตัวให้ต่ำกว่าฝีมือของแม่เฒ่า ถ้าท่านเคานต์ลาร์คเริ่มปกป้องนายได้ นายค่อยขยับขึ้นมาเทียบชั้นกับเธอ พ่อมดผู้ชายที่มีความสามารถระดับนั้นย่อมโดดเด่นแน่นอน จากนั้นก็ค่อยปรับระดับความสามารถตามสถานการณ์’
‘ฉันก็คิดเหมือนเธอเลย’ ลิธพยักหน้าในใจ
ตลอดหลายสัปดาห์ถัดมา ระหว่างอยู่ที่บ้านแม่เฒ่า ลิธกับโซลัสจะแบ่งหน้าที่กันทำ ลิธท่องจำคาถาระดับหนึ่งทั้งหมด ส่วนโซลัสอ่านหนังสือของท่านเคานต์แล้วจดรายละเอียดที่สำคัญทุกข้อ
ลิธมอบสิทธิ์ให้เธอควบคุมเวทจิตวิญญาณและเวทน้ำ ทำให้เธอสามารถพลิกหน้าหนังสือและเขียนภาคผนวกลงในคัมภีร์เวทได้
ช่วงบ่ายพวกเขาจะพยายามฝึกให้เวทลอยตัวสำเร็จทีละน้อย พร้อมแก้ไขปัญหาที่พบไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็ยังพัฒนาพื้นฐานของคาถาลอยกายให้ดีขึ้นอีกด้วย
ลิธสามารถร่ายเวทลอยตัวได้สำเร็จหลังจากฝึกหนักกว่าหนึ่งเดือน และตอนนั้นเขาก็เชี่ยวชาญในคาถาระดับหนึ่งทุกบทแล้ว แต่จำเป็นต้องเก็บไว้ก่อน เพราะตามที่หนังสือของท่านเคานต์บอก นั่นคือผลงานที่คู่ควรแก่การเป็นมหาจอมเวทอาร์คเมจ (archmage) ในอนาคต
ดังนั้นเขาจึงต้องรออีกครึ่งเดือนกว่าจะได้เผยผลงานที่ฝึกฝนให้แม่เฒ่าเห็น เธอประทับใจในฝีมือและความมุ่งมั่นของลิธอย่างแท้จริง
แม่เฒ่าเล่าให้เขาฟังว่าสมัยก่อนเธอใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก็ท่องจำหนังสือทั้งเล่มได้ และแม้ว่าลิธจะมีพรสวรรค์น้อยกว่าเธอ เขาก็ยังทำสำเร็จด้วยเวลาช้ากว่าเพียงแค่สองสัปดาห์
เดิมทีแม่เฒ่าคาดว่าเขาจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสองเดือนเต็ม
แม่เฒ่าจึงเสนอให้ลิธช่วยงานในช่วงเวลาที่คนไข้เยอะ ซึ่งเขาก็ตอบตกลงอย่างยินดี เพราะตั้งแต่ฝึกเวทลอยตัวสำเร็จ เขาก็ไม่ได้ออกล่ามากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ไม่เพียงแต่เสบียงเนื้อสัตว์สำรองในกระเป๋ามิติจะใกล้หมด แต่การหยุดพักนานขนาดนั้นยังทำให้เขาขาดรายได้ไปมาก
ลิธจำเป็นต้องชดเชยเวลาที่เสียไป โดยอย่างเป็นทางการแล้วเขารู้เพียงเวทแสงระดับหนึ่งสองบท คือ วินิเร รัด ทู (Vinire Rad Tu คาถาตรวจหาอาการเจ็บป่วย/บาดเจ็บ) และ วินิเร ดัน (Vinire Dan เวทรักษาพื้นฐานที่รักษาได้เพียงไอเล็กน้อย หวัด หรือแผลตื้น ๆ)
ดังนั้นส่วนใหญ่เขามักจะได้แค่ค่าตรวจวินิจฉัย เพราะแม่เฒ่าเป็นคนที่ลงมือรักษาคนไข้ ส่วนลิธก็ได้เพียงรักษาอาการเล็กน้อย แต่รายได้ของเขาก็ไม่เลวนัก
กิจการของแม่เฒ่ามีรากฐานมั่นคง ผู้คนจากหมู่บ้านรอบ ๆ ต่างเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากเธอ
การได้ใช้เวลาอยู่หน้าเคาน์เตอร์นานขึ้นทำให้ลิธค้นพบว่า แม่เฒ่าไม่ใช่แค่หมอรักษาผู้คนในลูเทียเท่านั้น แต่เธอยังเป็นผู้คุ้มครองและเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายที่แข็งแกร่งที่สุดของที่นี่
เพียงแค่มีเธออยู่ที่หมู่บ้าน ก็เพียงพอให้โจรส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะมายุ่งเกี่ยว และถ้ามีใครกล้าบุกโจมตี พวกมันก็จะถูกส่งไปพบยมทูตอย่างรวดเร็วก่อนจะได้ก่อความเสียหายใด ๆ แม่เฒ่ายังทำหน้าที่เป็นโล่ปกป้องพ่อค้าและชาวบ้านทั้งหมดในพื้นที่
ไม่มีพ่อค้าต่างถิ่น คุณชาย หรือคุณหนูจากที่ไหนกล้ารังแกชาวลูเทียโดยไม่เจอความโกรธของเธอ บางครั้งเธอยังถูกเรียกให้ไปยุติการทะเลาะวิวาทของคนเมาอีกด้วย
ลิธแทบไม่เชื่อเลยว่าเธอจะมีท่าทีเอื้อเฟื้อกับชาวบ้านที่เธอดูแลขนาดนั้น เธอพร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือทุกครั้งที่จำเป็น
วันหนึ่ง หลังจากแม่เฒ่าสั่งสอนบทเรียนให้คุณชายตระกูลสสูงศักดิ์และองครักษ์ของเขา ที่คิดว่าตนสามารถบังคับเอาสาวใดก็ได้ตามใจชอบ ลิธก็ตัดสินใจหาความจริง
หญิงชราคนนี้เคยพิสูจน์แล้วว่าเธอเห็นเงินสำคัญกว่าสิ่งใด ลิธเคยหลงเชื่อการแสดงความมีน้ำใจของเธอมาแล้วหลายครั้ง ดังนั้นเขาจึงอยากรู้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของเธอคืออะไร
การพูดจาก้าวร้าวใส่อาจารย์ของเขาคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เขาจึงเลือกใช้วิธีอ้อมแทน
“ท่านอาจารย์ ผมช่างไม่รู้จะพูดยกย่องท่านยังไง การที่ท่านดูแลความปลอดภัยของหมู่บ้านเกือบจะเพียงลำพัง แถมยังไม่หวังสิ่งใดตอบแทน มันน่าประทับใจจริง ๆ”
แม่เฒ่าหัวเราะลั่น หัวเราะออกมาดังๆ ฟังดูเป็นลางไม่ดี เหมือนช่างประปาที่ลิธเคยต้องเรียกมาในวันหยุดนักขัตฤกษ์ตอนอยู่บนโลก
“เจ้าช่างตลกจริง ๆ เด็กน้อย บางครั้งเจ้าก็ดูเฉลียวฉลาดเสียจนข้าเกือบลืมไปว่าเจ้าเพิ่งหกขวบ แต่พอเจ้าพูดอะไรไร้สาระแบบนี้ เจ้าก็ดูเหมือนเด็กไร้เดียงสาขึ้นมาทันที แน่นอนว่าข้าต้องได้อะไรตอบแทนสิ จะว่าไปแล้ว เจ้าเคยสงสัยไหมว่าทำไมค่ารักษาของข้าถึงแพงนัก?”