เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 23 เวทมนตร์ที่แท้จริง

ตอนที่ 23 เวทมนตร์ที่แท้จริง

ตอนที่ 23 เวทมนตร์ที่แท้จริง


ผู้แปล: หลังจากนี้ขอลงแบบดิบๆไปก่อนนะครับ ยังไม่ได้เกลาคำ หรือทำให้เรียบร้อยดี ไว้ครบ 60 ตอนแล้วจะมานั่งไล่แก้ คิดว่าจะใช้ทับศัพท์ไปเลยดีกว่า พยายามหาคำแปลมาแล้ว แต่เรื่องนี้ใช้คำเฉพาะที่ไม่มีคำแปลตรงๆค่อนข้างเยอะ

---

“แวดวงเวทมนตร์นั้นเปรียบเสมือนสังคมที่แยกตัวออกมา และเช่นเดียวกับสังคมทั่วไป มันก็มีลำดับชั้นที่ชัดเจน เริ่มจากคนธรรมดา”

“ทุกคนสามารถใช้เวทพื้นฐานได้ แต่ระยะเวทมนตร์ของพวกเขาแทบจะไม่เกินสองเมตร และไม่สามารถใช้เวทมนตร์ที่ซับซ้อนได้ พวกเขาแทบไม่ถูกนับว่าเป็น ‘คน’ ด้วยซ้ำ จอมเวทส่วนใหญ่มักมองว่าคนกลุ่มนี้ก็แค่ฝูงวัวฝูงควาย”

“จากนั้นก็คือพวกที่เหมือนเจ้า ที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ทั้งหกธาตุ และใช้เวทมนตร์ที่ซับซ้อนได้ แต่ขาดการศึกษาทางเวทมนตร์ที่เหมาะสม

“คนกลุ่มนี้จะถูกเรียกว่า magico (ชาย) หรือ magica (หญิง)ละเป็นรากฐานที่แท้จริงของชุมชนเวทมนตร์ ซึ่งนักเวทย์คาดหวังว่าจะสามารถให้กำเนิดทายาทที่มีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์ได้”

“แม้จะไม่ใช่เรื่องธรรมดา magica บางคนก็อาจได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนในสถาบันเวทมนตร์ และกลายเป็นจอมเวทที่แท้จริง เหมือนอย่างข้า”

“ส่วน magico มักจะกลายเป็นหมอพื้นบ้านในหมู่บ้านหรือตามเมือง ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของเขา การที่ magico จะกลายเป็นจอมเวทนั้น แม้จะพบได้น้อย แต่ก็ไม่ถึงกับหายาก”

“คำอย่าง mage, witch, sorceress, หรือ warlock ล้วนเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่เคยเข้าเรียนในสถาบันเวทมนตร์ และเรียนจนครบห้าปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นสมาชิกที่แท้จริงของสมาคมเวทมนตร์”

“หลังจากนั้น แต่ละคนก็จะเลือกเส้นทางของตนเอง บางคนอาจเลือกเป็นจอมเวทประจำตัวของขุนนาง หากชอบชีวิตในราชสำนัก ส่วนคนอื่นอาจเลือกอุทิศชีวิตให้กับการศึกษาค้นคว้าเวทมนตร์ หรือสร้างสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์เฉพาะทาง”

“ตราบใดที่เจ้าไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อราชอาณาจักรหรือสมาคมจอมเวท เจ้าก็จะยังเป็นแค่จอมเวทธรรมดา ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน หรือจะค้นพบอะไรยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม”

“จงจำไว้ ไม่มีใครสามารถบังคับให้จอมเวทเปิดเผยคาถาหรือผลงานทางเวทมนตร์ของตนได้ แม้แต่กษัตริย์ก็ละเมิดกฎข้อนี้ไม่ได้โดยตรง แต่สิ่งที่เจ้าปิดไว้เป็นความลับ ไม่ได้นำมาแบ่งปัน ย่อมไม่มีคุณค่าต่อสังคม จึงไม่มีใครยกย่องหรือให้เครดิตใด ๆ กับเจ้าเลย”

“มีเพียงการแบ่งปันความรู้ของเจ้า หรือใช้ความรู้นั้นเพื่อทำสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ราชอาณาจักรหรือสมาคมเวทมนตร์เท่านั้น จึงจะสามารถเลื่อนขั้นเป็น ‘อัครจอมเวท’ (Archmage) ได้

“ตำแหน่งนี้ในหมู่จอมเวท ก็เหมือนตำแหน่งดยุกหรือมาร์ควิสในหมู่ขุนนาง

“และสุดท้าย ก็คือ ‘เมกัส’ (Magus) ผู้ซึ่งพลังของเขาทัดเทียมได้เพียงกับคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่มอบให้แก่ชุมชน และความรู้ที่เขาได้แบ่งปันกับสมาคมเวทมนตร์

“เมกัสมักจะทำให้คนรุ่นหลังเข้าใจเวทมนตร์ได้ลึกซึ้งขึ้น และมีวิธีการวางรากฐานที่มั่นคงกว่ารุ่นก่อน”

“เมกัสเปรียบเสมือนราชาในหมู่จอมเวท และเป็นดั่งเทพในหมู่คนธรรมดา แทบไม่เคยมีเมกัสอยู่เกินหนึ่งคนในช่วงเวลาเดียวกัน หากประเทศใดมีเมกัสสองคนหรือมากกว่า ประเทศนั้นก็จะเข้าสู่ยุครุ่งเรือง ทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้เพราะพลังของเมกัส”

แต่ลิธกลับไม่ได้รู้สึกประทับใจแม้แต่น้อย

“ฟังดูแล้วก็แค่ตำแหน่งหรู ๆ ที่พวกคนแก่เอามาสวมให้ หลังจากรีดประโยชน์จากคนคนนั้นจนเกลี้ยง ไม่รู้ว่ากว่าจะเป็นเมกัสได้ ผมจะรู้สึกเศร้า หรือรู้สึกสูญเสียศักดิ์ศรีในตัวเองกันแน่”

“เจ้าเด็กไร้มารยาท!” แม่เฒ่าถึงกับเดือดดาลต่อความไม่เคารพนั้น “หากไม่มีเมกัสอย่างโลคราและมรดกตกทอดของพวกเขา คนอย่างข้าก็ไม่มีวันได้โอกาสแม้แต่จะเข้าสอบเข้าที่สถาบันเวทมนตร์สักแห่ง ไม่ว่าlถาบันนั้นจะเล็กหรือไร้ชื่อเสียงแค่ไหนก็ตาม

“ถึงอย่างนั้นมันก๋ยังคงเป็นอภิสิทธิ์แค่สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่น หรือมาจากตระกูลขุนนางหรือครอบครัวจอมเวทเท่านั้น”

“แค่การเขียนหนังสือเล่มนั้น นั่นก็เท่ากับว่าเธอได้ยอมสละข้อได้เปรียบมหาศาลที่ตนมีเหนือเพื่อนร่วมรุ่นทั้งหมดไปแล้ว!”

ลิธส่ายหน้า

“ผมมองต่างออกไป อาจารย์ ในความคิดของผม ท่านก็มีพรสวรรค์โดดเด่นอยู่แล้ว หากในอดีตแม้แต่คนที่มีพรสวรรค์แบบท่านยังไม่ได้รับการยอมรับ ในระยะยาวก็จะทำให้ชุมชนเวทมนตร์ค่อย ๆ เสื่อมถอย หรือไม่ก็สูญหายไปเลย”

“การเกิดในครอบครัวที่มั่งคั่งหรือมีพรสวรรค์ อาจทำให้มีทรัพยากรและการศึกษามากกว่า แต่พรสวรรค์นั้นถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด”

“ดังนั้นโลคราคงจะเขียนหนังสือเล่มนั้น ไม่ใช่เพราะเพียงมีน้ำใจอย่างเดียว แต่เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องร้ายแรงในชุมชนเวทมนตร์ด้วย เป็นความจริงที่เวทมนตร์สามารถใช้คุณภาพเอาชนะปริมาณได้ แต่ด้วยระบบเก่า จำนวนจอมเวทจะน้อยจนน่าตกใจ”

“ถ้าไม่มีคนอย่างท่าน หรืออาจรวมถึงผมด้วย ก็จะไม่มีสายเลือดใหม่เพียงพอ และเวทมนตร์ก็จะหายไปในที่สุด นี่แหละคือเหตุผลที่ผมไม่สามารถมองหนังสือของเธอเป็นเพียงของขวัญได้ เธอต้องการเรา… และต้องการอย่างมากด้วย”

แม่เฒ่าอ้าปากเหมือนจะโต้แย้ง แต่ก็หยุดลงครึ่งทาง เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“ให้ตายสิ ลิธ ไม่ว่ามารดาเจ้าจะป้อนอะไรให้เจ้ากินตอนเป็นทารก ข้าก็อยากได้แบบนั้นตอนข้าอายุเท่าเจ้าเหมือนกัน ข้าไม่เคยมองในมุมนี้มาก่อน แต่ก็สัมผัสได้ว่ามีความจริงมากพอในคำพูดของเจ้า จนไม่อาจมองเป็นแค่คำพูดเพ้อเจ้อของเด็ก ๆ”

เธอถอนหายใจยาวอย่างรู้สึกเสียดาย

“อยากให้ข้ารอบคอบแบบนี้ในสมัยนั้นบ้าง ไม่งั้นข้าคงหลีกเลี่ยงความผิดพลาดโง่ ๆ ไปได้เยอะ”

‘ใช่สิ’ ลิธคิดในใจ ‘ถ้าชายอายุเกินสามสิบจากโลกอย่างฉันมองไม่ออกแค่นี้ก็คงโง่เต็มทน ทุนการศึกษาที่นี่หรือบนโลกก็ไม่ต่างกันหรอก’

‘มันก็แค่หนทางให้พวกคนรวยได้ลดความรู้สึกผิดที่ตัวเองรวยล้นฟ้า หรือไม่ก็เป็นการแสดงออกถึงความกลัวของพวกเขา’

‘ความกลัวว่าจะไม่มีหมอ ทนาย หรือผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเหลือในยามที่พวกเขาต้องการ หากการมีลูกหลานสักคนแล้วเพียงพอต่อความต้องการเหล่านั้น พวกเขาคงปิดโรงเรียนไปตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนแล้ว’

ประตูห้องรับรองของแม่เฒ่าเปิดออก ลูกค้าคนแรกของวันมาถึงแล้ว

“ได้เวลาหาเงินแล้วล่ะ เจ้ามีคำถามอะไรจากคำนำอีกไหม?” แม่เฒ่าพยายามจะพูดประชด แต่ในใจก็ยังครุ่นคิดกับคำพูดของลิธอยู่ น้ำเสียงจึงขาดความแหลมคม

“มีอยู่เรื่องหนึ่ง ผมอาจต้องจดบันทึก พแจะมีอะไรให้ผมเขียนได้ไหม?”

“แน่นอนอยู่แล้ว” หลังจากตรวจสอบแล้วว่าผู้หญิงและเด็กที่เพิ่งเข้ามาเพียงแค่มาขอตรวจสุขภาพ แม่เฒ่าก็ขอให้พวกเขารอสักครู่ด้วยความสุภาพ

แม่เฒ่าและลิธกลับไปยังห้องทำงานของเธอ ที่นั่นเธอยื่นหนังสือปกแข็งสีแดงเล่มหนาเล่มหนึ่งให้เขา ข้างในมีแต่หน้าว่างเปล่า

“นี่จะเป็นคัมภีร์เวทเล่มแรกของเจ้า จงเก็บรักษามันให้ดี กระดาษเป็นของหายากและราคาแพงโดยธรรมชาติ พวกมันถูกขายกันตามน้ำหนัก และมีค่ามากกว่าโลหะเงินซะอีก”

ลิธตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น หนังสือมีความยาวยี่สิบเจ็ดเซนติเมตร กว้างสิบเจ็ดเซนติเมตร และหนาสามเซนติเมตร มันใหญ่มาก

“ผะ.. ผม…” ลิธพูดติดอ่างเป็นครั้งที่สองในชีวิตใหม่ “ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี ผมไม่คิดว่าท่านจะมอบสิ่งนี้ให้ มันต้องมีค่ามหาศาลแน่ ๆ ผมซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง” น้ำตาเอ่อขึ้นที่หางตา

แม่เฒ่าหัวเราะร่าเสียงดังอย่างชอบใจ

“โฮะ โฮะ โฮะ ช่างฉลาดปนไร้เดียงสาเสียจริง แน่นอนว่าข้าไม่ให้หรอก! เงินมันไม่ได้งอกมาจากต้นไม้ ถ้าข้าเป็นคนให้ข้าก็คงจะให้เจ้าแค่ไม่กี่หน้าก็พอแล้ว เจ้าจอมซน”

ความอบอุ่นในใจของลิธดับวูบลงอย่างรวดเร็ว

“งั้นข้าต้องขอบคุณใครกันล่ะ?”

“ก็เคานต์ลาร์คน่ะสิ จะใครเสียอีก? ขุนนางคนนั้นเป็นคนหลงใหลในเวทมนตร์ พอรู้เรื่องว่าเจ้ากลายเป็นศิษย์ของข้า เขาก็ส่งมันมาให้ทันที เอาล่ะ อ่านหนังสือต่อได้แล้ว เจ้ามาที่นี่เพื่อเรียนเวทมมนตร์ ไม่ใช่มานั่งคุย!”

แม่เฒ่ารีบเดินออกไป หวังจะกลับไปทำงานก่อนที่ห้องรับรองจะเต็มไปด้วยคนไข้

ลิธนั่งกลับลงไปหลังโต๊ะอีกครั้งแล้วเริ่มอ่านต่อ เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของโลคราเป็นเรื่องที่เขารู้อยู่แล้ว เพราะเขาค้นพบด้วยตัวเองจากการทดลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน

เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างเสียดาย

“ถ้าฉันได้หนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ตอนเกิดใหม่ ไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันจะเก่งขนาดไหนแล้ว”

ทุกครั้งที่ลิธเจอเรื่องสำคัญ เขาจะจดลงในคัมภีร์เวทของตัวเอง ลิธไม่ไว้ใจลายมือไก่เขี่ยของตัวเอง จึงจุ่มนิ้วลงหมึกแล้วใช้เวทน้ำกระจายหมึกลงบนหน้ากระดาษก่อนทำให้แห้ง

ผลลัพธ์ที่ได้คือทั้งหน้ากระดาษเต็มไปด้วยลายมือภาษาอังกฤษที่ประณีตงดงามราวกับศิลปะ แม้กระทั่งภาพประกอบก็ถูกลอกเลียนได้อย่างสมบูรณ์ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที

‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า!’ ลิธหัวเราะในใจ ‘ฉันไม่จำเป็นต้องมีรหัสลับอะไรหรอก เพราะในโลกนี้มีแค่ฉันคนเดียวที่พูดภาษาอังกฤษได้ ความลับของฉันจะยังคงปลอดภัยแม้จะอยู่ในคัมภีร์เวทนี้’

‘ยังไงมันก็ปลอดภัยอยู่แล้ว อย่าลืมว่ายังมีกระเป๋ามิติของฉันด้วย’ โซลัสแทรกขึ้นมา

‘การมีเกราะป้องกันเพิ่มอีกชั้นเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ไม่มีคำว่าระมัดระวังมากเกินไป’

ลิธพบว่าบทว่าด้วยธาตุไฟ น้ำ ลม และดินค่อนข้างจืดชืดสำหรับเขา เพราะเขาแทบจะรู้อยู่แล้วทุกอย่างในหนังสือเล่มนี้ แต่เขาก็ยังคงอ่านทุกคำอย่างตั้งใจ

แม่เฒ่าอนุญาตให้เขาอ่านได้จนถึงช่วงเที่ยง หลังจากนั้นเขาจำต้องกลับบ้านและทำกิจวัตรเดิมต่อ เพียงแต่เปลี่ยนเวลาล่าเหยื่อจากตอนเช้าไปเป็นตอนบ่ายแทน

เขาใช้เวลาสามวันกว่าจะมาถึงส่วนที่น่าสนใจจริง ๆ ลิธรู้ดีว่าการเรียนรู้ด้วยตัวเองทำให้เวทแสงและเวทความมืดเป็นจุดอ่อนที่สุดของเขา เพราะมันเป็นสองธาตุที่ไม่มีอยู่บนโลกเก่า

เขาใช้เวลาทั้งสัปดาห์ไปกับการอ่านส่วนของเวทแสงและเวทความมืด จดบันทึกนับไม่ถ้วน และในที่สุดก็เข้าใจว่าฝีมือของเขาในสองธาตุนั้นยังตื้นเขินและหยาบกระด้างแค่ไหน

‘น่าทึ่งมาก มันสุดยอดจริง ๆ ฉันไม่เคยหยุดทึ่งเลยกับความเข้าใจอันลึกซึ้งของโลคราต่อเวทแสงและความมืด คำอธิบายของเธอเกี่ยวกับการไหลเวียนมานาในร่างผู้ป่วยนั้นไร้ที่ติ ฉันไม่มีทางคิดเองได้เลย’

‘ฉันเพิ่งเข้าใจตอนนี้เองว่าทำไมเธอถึงเขียนสองธาตุนี้ไว้ในบทเดียวกัน เวทแสงและเวทความมืดไม่ใช่ธาตุที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นดั่งสองด้านของเหรียญเดียวกัน ความมืดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาโรคและความผิดปกติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด’

‘เมื่ถ้าฉันซึมซับความรู้ใหม่นี้ได้หมดแล้ว บางทีข้ฉันอาจจะรักษาทิสตาให้หายขาดได้จริง ๆ หากทำสำเร็จ ฉันก็อาจทบทวนความคิดเกี่ยวกับการเป็นจอมเวทเมกัสใหม่’

ลิธอ่านส่วนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมั่นใจว่าไม่ได้พลาดรายละเอียดใด ๆ แม้อำนาจเวทของเขาจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่ความเข้าใจต่อเวททั้งหกธาตุก็ยกระดับไปอีกขั้น

ลิธมั่นใจว่าเขาจะสามารถสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาทั้งเวทจิตวิญญาณและเวทผสานธาตุ แต่ในขณะที่ความมั่นใจเพิ่มขึ้น ความสงสัยใหม่ก็เกิดขึ้นตามมา

‘ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งไม่สมเหตุสมผล ทำไมในเมื่อมีความรู้ทั้งหมดนี้อยู่ในมือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม่เฒ่าถึงยังรักษาทิสตาไม่ได้?’

‘แล้วทำไมเธอต้องใช้ทั้งท่ามือและคำเวทเพื่อฆ่าบารอเน็ตทราฮานกับลูกชาย? แค่ดีดนิ้วก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ?’ ลิธครุ่นคิด’

เขาตัดสินใจเลื่อนคำถามเหล่านี้ออกไปก่อน จนกว่าจะทำความเข้าใจหนังสือของโลคราได้ครบถ้วน บางทีเขาอาจยังขาดองค์ความรู้สำคัญ หรือบางทีมันอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

แม่เฒ่าดีใจมากเมื่อรู้ว่าเขาอ่านหนังสือจนจบทั้งเล่มในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ และก็ให้ตำราเวทขั้นหนึ่งเล่มแรกให้เขาทันที

“มาดูกันว่าการปฏิบัติของเจ้าจะเก่งเท่ากับทฤษฎีหรือเปล่า”

ลิธรับหนังสือจากมือเธอด้วยความทะนุถนอมราวกับอัญมณีล้ำค่าที่เปราะบาง เขาเดินอย่างสำรวมไปยังโต๊ะของตน เปิดหนังสือด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม

เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะรู้สึกผิดหวังได้ถึงเพียงนี้

‘นี่มันบ้าอะไรกันกันเนี่ย? ตำราเวทมันควรจะหน้าตาแบบนี้จริงเหรอ?’

‘ข้าสาบานต่อแก่นเวทของข้า นี่มันขยะอะไรกันเนี่ย?’ โซลัสสบถออกมาเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทั้งลิธและโซลัสต่างตกตะลึงเกินกว่าจะพูดอะไรต่อ จึงปิดหนังสือแล้วเปิดใหม่อีกครั้ง และพบว่ามันก็ยังเหมือนเดิม

พวกเขาคาดหวังว่าจะได้เห็นคำแนะนำรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีที่จอมเวทควรจะควบคุมกระแสพลังมานาในร่างกาย รวมถึงวิธีเชื่อมโยงกับพลังงานของโลกเพื่อร่ายเวทที่มีพลังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่พวกเขารู้มาก่อน

แต่สิ่งที่เจอกลับเป็นเพียงการผสมกันอย่างประหลาดระหว่างแบบฝึกสะกดคำกับคู่มือสัญลักษณ์มือ แถมเวทขั้นหนึ่งทั้งหมดในเล่มก็เป็นเวทที่ลิธรู้จักอยู่แล้ว เพียงแต่ใช้ชื่อที่แตกต่างออกไปซึ่งลิธเป็นคนตั้งขึ้นเองตลอดเวลาที่ผ่านมา

“เวท Blasting Sphere ก็แค่ Fireball นี่เอง ส่วน Piercing Ice ก็เหมือนกับ Frost Lance ของฉันเป๊ะ แถมอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ”

ลิธย้อนกลับไปอ่านคำนำ ก็พบว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนโดยจอมเวทเมกัส แต่เป็นเพียงการรวบรวมเวทที่ใช้กันทั่วไป

เมื่ออ่านคำอธิบายของเวท Blasting Sphere ลิธก็สังเกตได้ว่าผู้เขียนเน้นย้ำความสำคัญของการทำท่ามือให้ถูกลำดับและแม่นยำ

แม้แต่คำเวทก็ยังถูกแบ่งเป็นพยางค์ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนออกเสียงและเน้นเสียงได้ถูกต้อง หลังจากที่พลิกดูทั้งเล่ม ลิธก็ไม่พบแม้แต่บรรทัดเดียวที่กล่าวถึงการร่ายเวทแบบไร้เสียง

ด้วยความสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ ลิธจึงไปขอคำแนะนำจากแม่เฒ่า

“ขอโทษนะ ลิธ ข้าลืมไปแล้วว่ามันน่าหงุดหงิดและทรมานแค่ไหน เวลาต้องเปลี่ยนจากเวทง่าย ๆ แบบไร้เสียงที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มาเป็นเวทจริงที่ซับซ้อนกว่ามาก เวทระดับศูนย์เท่านั้นที่สามารถร่ายแบบไร้เสียงได้ เวทที่มีระดับสูงกว่านั้นต้องใช้ทั้งสัญลักษณ์มือและการออกเสียงคำร่ายอย่างถูกต้อง”

หัวของลิธหมุนเร็วเสียจนต้องนั่งลงพักสักครู่

‘นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย’ เขาคิด ‘ฉันใช้เวทแบบไร้เสียงกับหอกน้ำแข็งและลูกไฟอยู่ตลอด ถ้าไม่งั้นข้าคงตายไปนานแล้ว’

แล้วจู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

‘บางทีข้าอาจจะพิเศษจริง ๆ ก็ได้ บางทีฉันอาจใช้เวทคนที่แตกต่างออกไป เพราะฉันมาจากโลก บางทีฉันอาจเป็นผู้ถูกเลือก!’ ลิธทั้งหวาดกลัวและก็อดรู้สึกภูมิใจในตัวเองไม่ได้กับความคิดนี้

‘ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก’ คำพูดของโซลัสสาดน้ำเย็นใส่ความตื่นเต้นของเขาอย่างจัง

‘ขอบใจสำหรับกำลังใจนะ ซาบซึ้งมาก แล้วเธอมีคำอธิบายอะไรล่ะ?’

ลิธสัมผัสได้ถึงความคิดของโซลัสที่หมุนเร็วราวกับพายุ จนแทบตามไม่ทัน

‘ถ้าสมมติฐานของฉันถูกต้อง นายก็เหมือนกับโลครา ซิลเวอร์วิง และพวกเมกัสทั้งในอดีตและปัจจุบัน คือหนึ่งในไม่กี่คนในโลกนี้ที่ใช้เวทมนตร์ที่แท้จริง’

จบบทที่ ตอนที่ 23 เวทมนตร์ที่แท้จริง

คัดลอกลิงก์แล้ว