- หน้าแรก
- Supreme Magus
- ตอนที่ 22 การทำลายล้าง
ตอนที่ 22 การทำลายล้าง
ตอนที่ 22 การทำลายล้าง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สองพ่อลูกก็หันกลับไปทันที และเห็นลิธวิ่งพรวดผ่านพวกเขาไปหยุดลงอยู่ตรงหน้าแม่เฒ่าเนเรีย
เมื่อเขามายืนอยู่ข้างเธอ แม่เฒ่าจึงเห็นว่าร่างของลิธเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำ บางแผลลึกทีเดียว แม้จะได้รับการรักษาเบื้องต้นด้วยเวทแสงแล้ว แต่เลือดก็ยังคงไหลอยู่ ถึงอย่างนั้นชีวิตของเขาก็ไม่ได้อยู่ในอันตราย
“นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่? เท่าที่ข้ารู้ เส้นทางมาหมู่บ้านน่ะปลอดภัยดีนี่นา” แม่เฒ่าไม่ได้พลาดที่จะสังเกตเห็นแววตาตื่นตระหนกที่วูบผ่านบนใบหน้าของขุนนางสองคนตรงหน้า
ลิธยังคงก้มตัว มือเท้าหัวเข่า หอบหายใจแรง
‘จำเป็นต้องทำให้ตัวเองบาดเจ็บขนาดนี้ก่อนมาด้วยเหรอ?’ โซลัสถามในใจ ยังไม่หายเป็นห่วงเขา
‘เจ็บแลกผลประโยชน์’ ลิธตอบผ่านจิต ‘จะให้มาบอกว่าเพิ่งสู้ตายกับอัศวินห้าด้วยตัวคนเดียวโดยที่ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน มันก็จะน่าสงสัยเกินไป บาดแผลพวกนี้มีไว้เพื่อสองเป้าหมาย’
‘เป้าหมายแรกคือทำให้แม่เฒ่าโกรธมากพอที่จะลงมือจัดการกับเรื่องนี้ ส่วนเป้าหมายที่สองและเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด คือป้องกันไม่ให้มีการสืบสวนอะไรต่อ การได้รับความสนใจมากเกินไปนั้นไม่ดี ยิ่งฉันขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องเผชิญกับอันตรายมากขึ้นเท่านั้น’
‘ตอนนี้ฉันยังไม่มีผู้สนับสนุน ไม่มีใครคอยหนุนหลัง สิ่งเดียวที่ปกป้องครอบครัวของฉันจากบารอเนตได้ก็คือแม่เฒ่าเนเรีย ฉันไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้ตลอดเวลา โชคดียังดีที่ครั้งนี้พวกมันเล่นงานแค่ฉัน’
‘ในอนาคตฉันต้องระวังไม่ให้ไปขัดใจใครง่าย ๆ โดยเฉพาะถ้ายังไม่มีพลังหรืออำนาจมากพอ ฉันไม่สนใจเวทมนตร์หรือความมั่งคั่ง ถ้าไม่มีใครให้แบ่งปันไปด้วยกัน จะต้องไม่มีใครถูกพรากจากฉันไปอีก ไม่มีวัน!’
บทสนทนาทั้งหมดกับโซลัสกินเวลาไม่ถึงวินาที
แม้เขาจะยังคงหอบหายใจไม่ทัน แต่ลิธก็เริ่มเล่าเรื่องการถูกซุ่มโจมตี
“ระหว่างทางมาที่นี่ มีชายขี่ม้าห้าคนพยายามข่มขู่ให้ผมล้มเลิกความตั้งใจที่จะเรียนเวทมนตร์ พอผมไม่ยอม พวกเขาก็พยายามฆ่าผม! ขอบคุณพระเจ้าที่ผมฆ่าหัวหน้าพวกมันได้ก่อนที่พวกมันจะเข้ามาใกล้เกินไป”
“พอหัวหน้าตาย การจัดขบวนของพวกมันก็วุ่นวาย ผมถึงสามารถจัดการพวกมันได้ก่อนที่พวกมันจะฆ่าผม” ลิธสูดน้ำมูก ปิดตาด้วยมือ แสร้งทำเป็นว่ากำลังกลั้นน้ำตา
“พระเจ้า ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำได้ยังไง มันเหมือนฝันร้ายที่เบลอไปหมด”
แม่เฒ่าเนเรียร่ายเวทอย่างช่ำชอง ร่ายสัญลักษณ์มือก่อนกล่าวว่า “วินิเร ลาคัต!”
เวทแสงทรงกลมอุ่น ๆ ปกคลุมร่างของลิธ ช่วยรักษาบาดแผลทั้งหมดของเขา
“พอแล้วลิธ ข้าพอจินตนาการเรื่องที่เหลือออก” แม่เฒ่าลูบหัวเขาเบา ๆ ด้วยท่าทีปลอบโยน
“เจ้าทำดีที่สุดแล้วในการรักษาตัวเอง ก่อนรีบมาบอกข่าวข้าเรื่องขุนนางชั่วพวกนี้” เธอชี้ไม้เท้าไปที่หน้าบารอเนตด้วยท่าทางน่าเกรงขาม
“ได้โปรดเถิด ท่านหญิงเนเรีย ได้โปรดอย่าด่วนตัดสิน ข้า…”
“พอได้แล้วกับคำประจบสอพลอจอมปลอมของเจ้า!” แม่เฒ่าระเบิดอารมณ์ด้วยความโกรธจัด
“เจ้าจะให้ข้าเชื่อจริง ๆ เหรอ ว่าทั้งหมดที่เจ้าพูดเรื่องความเคารพ เรื่องตรงเวลา แล้วเรื่องที่มีคนพยายามฆ่าเด็กในวันนี้ มันเป็นแค่ ‘เรื่องบังเอิญ’ งั้นเหรอ? เจ้าคิดว่าข้าโง่แค่ไหนกัน?”
บารอเนตทราฮานทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น วางมือทั้งสองข้างลงเพื่อแสดงความสำนึกผิด
“ได้โปรดท่านหญิงเนเรีย โปรดเชื่อใจในความบริสุทธิ์ของข้าด้วย ข้าไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ เด็กคนนั้นคงยังหวาดกลัวและช็อกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะทำให้ความจำสับสนก็ได้ อีกอย่าง เขาไม่มีหลักฐานอะไรเลย ได้โปรดอย่าเพิ่งตัดสินใจโดยพลการก่อนจะพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด”
ภาพที่เห็นบิดาของตนคุกเข่าต่อหน้าชาวบ้านธรรมดาทำให้ริคเกอร์ตกใจจนพูดไม่ออก แต่เขายังมีสติพอจะจำได้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย เขาจึงคุกเข่าลงเช่นกัน พร้อมกับร้องขอความเมตตา
“ความบริสุทธิ์บ้านพ่อแกสิ! ข้ารู้จักพวกขุนนางดีพอจะเข้าใจว่าพวกเจ้าเห็นชีวิตชาวบ้านไม่มีค่าแค่ไหน ข้าว่า...”
แม่เฒ่าหยุดพูด เพราะลิธดึงแขนเธอซ้ำ ๆ เธอรู้ดีว่าเขาไม่ใช่เด็กโง่ และเข้าใจว่าเธอกำลังปกป้องเขาอยู่ ถ้าเขากล้าขัดจังหวะ ก็ต้องมีเหตุผลที่ดีแน่
ลิธกำลังยื่นนกหวีดเงินห้าชิ้นให้เธอ หนึ่งในนั้นมีรอยไหม้ปรากฏอยู่ เธอหยิบนกหวีดขึ้นมาหนึ่งอันและเริ่มตรวจดู
เธอใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็จำตราประจำตระกูลทราฮานที่สลักอยู่ด้านบนได้
“ทำได้ดีมาก ลิธ” เธอกระซิบเบา ๆ “แม้จะเผชิญกับอันตรายก็ไม่ปล่อยให้อารมณ์มาบดบังการตัดสินใจ นั่นแหละ... คือหนทางของนักเวทที่แท้จริง”
เธอยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน ราวกับเป็นคุณย่าที่ภูมิใจในตัวหลานชาย จากนั้นก็หันหลังให้ครอบครัวทราฮาน พลางร่ายสัญลักษณ์มือชุดหนึ่งอย่างว่องไว แล้วกระซิบว่า “เอกิดู รูฮา”
ดวงตาของแม่เฒ่าเปล่งแสงสีดำวูบหนึ่งจากพลังเวทสายความมืด
คำว่า “เอกิดู” เป็นรากศัพท์สำหรับเวทสายความมืด เช่นเดียวกับที่ “วินิเร” เป็นรากศัพท์ของเวทแสง หรือ “อินฟีโร” สำหรับเวทไฟ
เธอกำลังร่ายเวทสายมืดอยู่ ลิธแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะเห็นผลของมัน แต่ขณะเดียวกัน วิธีที่เธอใช้เวทนั้นก็ทำให้เขางุนงง
‘ทำไมต้องลำบากทำสัญลักษณ์มือและร่ายเวทด้วย? แม่เฒ่าใช้อวัจนเวทเป็นอยู่แล้วนี่’
‘ทำไมเธอไม่ร่ายใส่พวกนั้นอย่างเงียบ ๆ ไปเลย? ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอถึงกับต้องใช้เวทมนตร์ที่ซับซ้อนขนาดนั้นเพียงเพื่อจัดการกับพวกกระจอกแบบนี้’
แม่เฒ่าหันตัวกลับ ใช้ไม้เท้าจิ้มใส่ทั้งพ่อและลูก
‘เมื่อกี้เธอเพิ่งใช้เวทใส่พวกนั้น’ โซลัสแจ้งกับลิธ ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตา ไม่มีแม้แต่สะเก็ดพลังเวทเล็ดลอดออกมา ถ้าไม่ใช่เพราะประสาทรับมานาของโซลัส ลิธคงไม่ทันสังเกตอะไรเลย
“เลิกเล่นละครน้ำเน่าได้แล้ว พวกเจ้าต้องการหลักฐานใช่ไหม? แบบนี้พอหรือยัง?”
เธอยื่นนกหวีดเงินไปจ่อหน้าบารอเนตทราฮาน สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากแดงเป็นซีด แล้วกลายเป็นเขียว บารอเนตทราฮานต้องใช้พลังควบคุมตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ตัวเองอาเจียนเพราะความตื่นตระหนก
“ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า! ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับลูกศิษย์ของข้าหรือครอบครัวของเขา แม้แต่ปลายเล็บ เจ้าจะต้องเป็นคนชดใช้!”
สองพ่อลูกรีบลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งพรวดกลับไปที่รถม้าโดยไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว ลิธทั้งตกใจและผิดหวังกับพฤติกรรมของแม่เฒ่า
‘ที่บอกว่าเกลียดพวกขุนนางนักหนา สุดท้ายก็แค่นี้เองเหรอ ใครจะคิดว่าหลังจากที่เธอเจอเรื่องมาเยอะขนาดนั้น เธอยังใจอ่อนกับพวกมันได้อีก’
แม่เฒ่าเดินไปที่ร้านขนมปัง เพื่อคุยกับคนขับรถม้าที่กำลังนั่งกินขนมอยู่ระหว่างรอเจ้านายของเขา
“เฮ้ พ่อหนุ่ม” ชายคนนั้นอายุราวยี่สิบกลาง ๆ สูงประมาณ 177 เซนติเมตร เขามีผมสีบลอนด์และใบหน้าเกลี้ยงเกลาอ่อนโยน “เจ้าชื่ออะไรเหรอ?”
“แอนดี้ครับ” เขาตอบพลางเคี้ยวขนมพัฟไส้ครีมในมือ
“แอนดี้?” นาแน่เลิกคิ้ว “ข้า ขอเทพทั้งหลายเป็นพยาน ชื่อนี้ประหลาดดีจริง”
แอนดี้ยักไหล่
“จริง ๆ มันก็แค่ชื่อเล่นครับ ดีกว่าชื่อจริงของผมเยอะเลย หลายคนออกเสียงชื่อ ฮาซา ดีกา อีโบวาย ไม่ได้ด้วยซ้ำ”
แม่เฒ่าถึงกับพูดไม่ออก
“ว่าแต่ ท่านมีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ ท่านหญิงเนเรีย?”
“เจ้าดูเป็นคนดี ข้าจะให้คำแนะนำด้วยความหวังดีอย่างหนึ่ง พาเจ้านายของเจ้ากลับบ้านให้เร็วที่สุด แล้วรีบหางานใหม่ซะ” แม่เฒ่าพูดพลางขยิบตา
แอนดี้ทำขนมพัฟหล่นเหมือนมันลวกมือ รีบก้มหัวให้กับแม่เฒ่าสุดตัว ก่อนจะวิ่งตรงไปยังรถม้า
แม่เฒ่ากลับมาที่บ้าน เปิดประตูให้ลิธเข้าไปข้างใน
“แล้วหลังจากนี้จะทำยังไงต่อเหรอครับ?” เขาพูดด้วยน้ำเสียงข่มความผิดหวังไว้แทบไม่อยู่ “เราจะรอให้พวกมันเดินเกมต่อไปหรือไง?”
แม่เฒ่าหัวเราะอย่างสะใจ
“เกมต่อไปของพวกมันงั้นเหรอ? พวกมันจะลงไปนอนตายก่อนถึงคฤหาสน์หรูของตัวเองด้วยซ้ำ เจ้าคิดว่าคาถาความมืดนั่นข้าร่ายขึ้นมาทำไม? ข้าแค่ไม่อยากก่อเรื่องให้ชาวบ้านแตกตื่นก็เท่านั้นแหละ”
ลิธรู้สึกโง่ขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“ยอดเยี่ยม! แบบนี้แหละถึงจะสอนบทเรียนให้พวกมันได้อย่างสาสม” ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ยังห่างไกลนัก” แม่เฒ่าพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เธอเดินเข้าไปในห้องส่วนตัว ลิธก็รีบเดินตามเข้าไปทันที
บ้านของแม่เฒ่ามีโครงสร้างคล้ายกับบ้านของลิธ แต่ห้องรับประทานอาหารเล็กกว่า และมีห้องนอนแค่ห้องเดียว ส่วนอีกสองห้องถูกดัดแปลงให้กลายเป็นห้องอ่านหนังสือกับห้องปฏิบัติการเล่นแร่แปรธาตุ
แม่เฒ่าเดินเข้าไปในห้องอ่านหนังสือ แล้วเปิดลิ้นชักโต๊ะตัวหนึ่งด้วยกุญแจที่ห้อยอยู่บนคอ จากนั้นเธอก็หยิบผ้าห่อบางอย่างออกมา ภายในคือจี้เงินเรืองแสง
ตรงกลางของจี้มีอัญมณีขนาดเท่าเม็ดถั่วฝังอยู่ รอบๆ มีอักขระเวทจารึกไว้เต็มไปหมด
ลิธไม่จำเป็นต้องใช้วิสัยทัศน์แห่งชีวิตก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือไอเทมเวทมนตร์
“นี่คือจี้สื่อสาร สมาชิกของสมาคมจอมเวททุกคนจะได้รับมัน ข้าขอเวลาสักครู่เพื่อทำรายงานฉบับเต็มเกี่ยวกับความพยายามลอบสังหารศิษย์ของข้าโดยบารอเนตทราฮาน”
“พวกนั้นเกลียดเวลาขุนนางกระจอกๆ มายุ่มย่ามกับพวกเรา ขอบอกไว้เลยว่า ก่อนที่ข้าจะเก็บจี้นี้กลับเข้าไปในลิ้นชัก สายเลือดของมันจะถูกลบออกจากโลกนี้จนหมด นั่นแหละถึงจะเรียกว่าสั่งสอนขุนนางพวกนั้นได้อย่างแท้จริง”
ลิธโค้งคำนับแม่เฒ่าเนเรียอย่างลึกซึ้ง ซ่อนคำขอโทษที่เคยสงสัยในน้ำใจของเธอไว้ในใจ
“อาจารย์ ศิษย์พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว”
รายงานนั้นสั้นจริงดังคาด เมื่อเปิดใช้งาน จี้จะแสดงภาพโฮโลแกรม 3 มิติของชายหัวโล้นวัยกลางคนคนหนึ่ง กำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะที่สะอาดและเรียบร้อย
แม่เฒ่าเพียงแค่แนะนำตัวศิษย์ของเธอ พร้อมบอกชื่อของขุนนางคนนั้น ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มออกคำสั่งทันทีโดยไม่ลังเล
แม้แม่เฒ่าจะเล่ารายละเอียดเหตุการณ์สั้นๆ พร้อมแสดงนกหวีดเงินเป็นหลักฐาน ลิธก็สังเกตได้จากสีหน้าของชายผู้นั้นว่า เขาแทบไม่สนใจรายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้เลยด้วยซ้ำ
ชายคนนั้นยังคงจดทุกอย่างไว้ แถมยังสามารถสแกนนกหวีดพวกนั้นผ่านจี้ได้
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แม่เฒ่าก็ให้ภารกิจแรกกับลิธ
“เริ่มต้นจากการอ่าน ‘พื้นฐานของเวทมนตร์’ ก่อนเลย นั่นคือหนังสือที่เจ้าเคยพยายามจะยืมเมื่อสามปีก่อนน่ะ” ลิธพยักหน้า
“อ่านให้ละเอียด หากมีอะไรที่ไม่เข้าใจ ถามข้าได้เลย ถ้าข้ากำลังมีลูกค้าอยู่ ให้รอจนกว่าจะเสร็จ ถ้าเป็นเรื่องฉุกเฉิน ข้าจะตอบให้ มิฉะนั้นเจ้าต้องรอ”
“เจ้าใช้ห้องอ่านหนังสือของข้าได้ เมื่ออ่านพื้นฐานจบ ข้าจะให้หนังสือเวทมนตร์ระดับหนึ่งเล่มแรกของเจ้า”
ลิธรีบวิ่งกลับไปยังห้องรับรอง คว้าของรางวัลของเขามาอย่างดีใจ หลังจากนั่งลงหลังโต๊ะ โดยมีหนังสือหนาเตอะวางอยู่ตรงหน้า เขาก็อดคิดถึงวันเวลาที่เคยทุ่มเทอ่านหนังสือตอนเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้
ขากลับมาเป็นนักเรียนอีกครั้ง เป็นความรู้สึกที่ทั้งคุ้นเคยและอบอุ่น
ลิธสะบัดอารมณ์ออกไป แล้วเปิดหนังสืออ่านจากคำนำของผู้เขียน
“ข้านามว่า โลครา ซิลเวอร์วิง ข้าได้รับการขนานนามว่าเป็นจอมเวทย์หญิงผู้ฉลาดที่สุดในอาณาจักรกริฟฟอน และยังเป็นเพียงคนเดียวในรุ่นของข้าที่ได้รับตำแหน่ง มหาจอมเวทย์…”
“มหาจอมเวทย์คืออะไรกัน? มันไม่ใช่แค่คำพ้องความหมายของ จอมเวทย์ เหรอ?” ลิธหยุดอ่านชั่วครู่ พร้อมจดไว้ในใจว่าจะถามแม่เฒ่าเรื่องลำดับขั้นของจอมเวทย์ในภายหลัง
“…ข้าอยากจะอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงทุกคน ด้วยความหวังว่าพวกเธอจะสามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์ และปลดปล่อยศักยภาพที่เหนือกว่าออกมาได้”
“ในโลกที่เต็มไปด้วยสงครามที่ผู้ชายเป็นฝ่ายก่อ มันสำคัญอย่างยิ่งที่พวกเราผู้หญิงจะต้องรักษาตำแหน่งผู้นำในวงการเวทมนตร์ไว้ ให้จิตใจอันสงบของเราช่วยปลอบประโลมความบ้าคลั่งดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของพวกเขา”
“อะไรวะเนี่ย?!” ลิธสบถลั่น กระโดดลุกออกจากเก้าอี้ทันที
เขาวิ่งตรงไปหาแม่เฒ่าโดยที่ยังมีหนังสืออยู่ในมือ เพราะเขาต้องการคำอธิบายอย่างเร่งด่วน
“เสียใจที่ต้องเป็นคนพูดนะ แต่เรื่องนี้มันก็เป็นความจริงนั่นแหละ” แม่เฒ่าหัวเราะเบา ๆ
“เหมือนกับที่ผู้ชายแข็งแรงกว่าในด้านร่างกาย ผู้หญิงก็มีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์มากกว่า มันเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต” (ดูตอนที่ 12 สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม)
‘บรรลัยล่ะชีวิต!’ ลิธกรีดร้องอยู่ในใจ ขณะที่โซลัสหัวเราะคิกคัก
“แปลว่าผมเริ่มต้นด้วยแต้มต่อที่เสียเปรียบสินะ?” นี่คือสิ่งที่เขาพูดออกไปจริง ๆ
“ใช่แล้วล่ะ เจ้าปีศาจน้อย” แม่เฒ่าพยักหน้า “ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรกริฟฟอน จักรวรรดิกอร์กอน หรือเผ่าทะเลทรายโลหิต ก็มักจะเป็นผู้หญิงที่ครองตำแหน่งสำคัญในสมาคมจอมเวทย์ต่าง ๆ ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะมีศิษย์เป็นผู้ชายเหมือนกัน”
“ตอนที่ข้าเข้าเรียนที่สถาบันเวทมนตร์ นักเรียน 70% เป็นผู้หญิง ข้าไม่คิดว่าตอนนี้จะเปลี่ยนไปมากนัก ถ้าเจ้าหมายตาจะขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดล่ะก็ ผู้หญิงจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของเจ้าเลยล่ะ”
“เยี่ยมไปเลย” ลิธรู้สึกหมดหวัง เขาไม่ใช่คนที่มีอคติกับเพศใดเพศหนึ่ง เขาเกลียดมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนอยู่แล้ว สิ่งที่ทำให้เขาหดหู่ก็คือความรู้สึกว่าตัวเองต้องตกอยู่ฝ่ายที่เสียเปรียบในชีวิตอีกครั้ง
‘ไม่รวย ไม่เก่ง ไม่หล่อ แล้วยังซวยเกิดมาเป็นเพศที่ด้อยด้านเวทมนตร์อีก ให้มันได้อย่างนี้สิวะ’ เขาคิด
“โอ๋ ๆ” แม่เฒ่าลูบหัวเขาเบา ๆ “อย่าเพิ่งท้อไป ประวัติศาสตร์ก็มีจอมเวทย์ชายที่เก่งกาจมากมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพรสวรรค์ ไม่ใช่เพศ วันหนึ่งเจ้าก็อาจจะได้เป็นจอมเวทย์ขั้น มหาจอมเวทย์ ก็ได้นะ”
“อ้อ จริงสิ ผมลืมไปเลยว่านั่นคือคำถามที่สองของผม มหาจอมเวทย์นี่มันคืออะไรเหรอครับ?”