- หน้าแรก
- Supreme Magus
- ตอนที่ 17 คุณค่าที่แท้จริงของหินวิเศษ
ตอนที่ 17 คุณค่าที่แท้จริงของหินวิเศษ
ตอนที่ 17 คุณค่าที่แท้จริงของหินวิเศษ
‘ทำไมนายถึงพูดแบบนั้นล่ะ?’ เสียงผู้หญิงเอ่ยถาม
“ที่โลกของฉัน การที่ต้องผูกพันกับใครสักคนไปตลอดชีวิตโดยที่ไม่มีความใกล้ชิดอะไรกันเลย มันถือเป็นเรื่องตลกร้ายของการแต่งงานน่ะ”
‘นั่นมันตลกดีนะ’ เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ ‘แล้วก็น่าเศร้าด้วย’
“ช่างเรื่องตลกไปก่อน ขอถามให้ชัด ๆ นะอีกครั้งได้นะ เธอเคยสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์สุดทรงพลัง ที่เต็มไปด้วยสมบัติและความรู้ แล้วตอนนี้ทุกอย่างที่เธอเคยมีมาก็หายไปหมดแล้ว แถมขนาดก็เล็กลงจนเหลือเท่าลูกแก้ว ฉันสรุปถูกไหม?”
‘ไม่ผิดเลย ทุกอย่างที่นายพูดมานั้นถูกต้องทั้งหมดเลย’
“หมายความว่าเธอไม่ได้เลือกฉันเพราะความสามารถ หรือคุณธรรมของฉัน เธอแค่เลือกฉันเพราะฉันมี ‘พลังเวทมนตร์ขั้นต่ำที่พอจะพยุงชีวิตของเธอไว้ได้’ แบบนี้ฉันก็เป็นแค่เครื่องช่วยพยุงชีวิตเกรดบีเท่านั้นเองสิ”
‘ก็ไม่ถูกซะทีเดียว ตอนนี้ฉันได้ผูกพันกับนายจนกว่าเราจะจากกันด้วยความตาย’
“ยิ่งฟังยิ่งดูเหมือนการแต่งงานเข้าไปทุกทีเลยนะ” ลิธพึมพำ
‘แต่ฉันก็ไม่ใช่ปรสิตหรอกนะ นายจะมองว่าฉันเป็นสิ่งมีชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกันก็ได้ เราทั้งคู่จะได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์นี้’
“ยังไงล่ะ? เธอหมายความว่าถ้าเธอได้พลังกลับคืนมา เธอก็จะได้รับทั้งความทรงจำกับสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ของเธอกลับมาด้วยงั้นเหรอ?”
‘ไม่ได้หรอก ของพวกนั้นมันสูญหายไปตลอดกาลแล้ว ฉันก็เหมือนกับนายนั่นแหละ ตอนนายโตขึ้น นายเคยคายอาหารที่กินไปแล้วออกมาเพื่อให้คนอื่นกินต่อได้ไหมล่ะ? ไม่ได้ใช่ไหม ฉันก็เหมือนกัน’
“งั้นฉันจะได้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง? ได้อยู่กับเธอฟรี ๆ อ่ะเหรอ?”
‘ตอนนี้สิ่งเดียวที่ฉันมอบให้นายได้คือกระเป๋ามิติ’
“ว่าไงนะ?”
‘สักครู่นะ ฉันกำลังดูความทรงจำของนาย เพื่อให้อธิบายได้ง่ายขึ้น มันทำงานเหมือน “ถุงเก็บของ” จากเกม Dungeons & Looting’
“น่าสนใจแฮะ” ลิธครุ่นคิด “พื้นที่ระหว่างมิติที่ฉันสามารถเก็บของโดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนัก แล้วมันใหญ่แค่ไหนล่ะ?”
‘สิบลูกบาศก์เมตร มันสามารถเก็บอะไรก็ได้ที่ไม่เกินปริมาตรนั้น ไม่ว่าจะหนักแค่ไหน ตราบใดที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต’
สัญชาตญาณอันโหดร้ายฉายแวบผ่านดวงตาของลิธ
“มันเก็บของพวกสายฟ้า ลูกไฟ หรือลูกศรที่กำลังพุ่งมาหาได้ด้วยไหม? ถ้าได้ล่ะก็ มันจะกลายเป็นเครื่องมือเชิงรุกและรับที่ประเมินค่าไม่ได้เลยนะ”
‘ไม่ได้’ เสียงนั้นดับความหวังของลิธทันที ‘กระเป๋ามิตินั้นอยู่นอกเหนือกาลอวกาศ มันจึงปฏิเสธสิ่งมีชีวิตและพลังงานจลน์’ เมื่อรู้สึกถึงความผิดหวังของผู้เป็นเจ้าของ เสียงนั้นก็รีบเสริมขึ้นว่า:
‘นั่นยังหมายความว่า ไม่ว่านายจะเก็บอะไรไว้ มันก็จะไม่เน่าเสีย ไม่เย็นลงหรือร้อนขึ้น อาหารที่พึ่งทำเสร็จใหม่ ๆ อย่างบลิงเกอร์ย่าง จะยังร้อนและอร่อยเหมือนตอนที่เพิ่งทำเสร็จอยู่เสมอ’
“อย่างน้อยก็ยังมีข้อดีล่ะนะ” ถึงการสนทนาของพวกเขาจะดูเหมือนกินเวลานาน แต่มันเกิดขึ้นในจิตใจเท่านั้น ที่จริงแล้วผ่านไปเพียงไม่ถึงวินาทีหลังจากลิธได้เห็นความทรงจำของหินก้อนนั้น
“เอาเถอะ อย่างน้อยเธอก็ช่วยให้ฉันรอดพ้นจากปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ ตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่าจะเอาหมูกลับไปยังไง แค่ต้องหาเหตุผลดี ๆ มาบอกคนอื่นให้เนียนก็พอ”
หินตอบกลับในเชิงไหล่ยักในจิตใจ
‘เรื่องง่าย ๆ วางมันไว้ตรงชายเขตของป่า แล้วก็บอกเซเลียว่านายล่อมันมาได้ถึงตรงนั้นก่อนจะฆ่ามัน แบบนั้นน่าจะเชื่อได้ง่ายกว่าความจริง’
ลิธพยักหน้า
“เธอก็ฉลาดและมีไหวพริบดีนะ ถึงฉันจะยังรู้สึกขนลุกกับการที่ความคิดเราถูกเชื่อมกันอยู่ก็เถอะ แต่เพราะแบบนั้นแหละ ฉันถึงได้เห็นว่าเธอไม่มีเจตนาร้ายหรือแผนซ่อนเร้น ถ้าเธอเป็นอย่างที่พูดจริง ฉันจะเก็บเธอเอาไว้”
“ความภักดีที่แท้จริงมันหายากมาก ถ้าเจอแล้วก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไป งั้นจนกว่าฉันจะมั่นใจในความจริงใจของเธอ ก็ถือซะว่าอยู่ในระหว่างช่วงทดลองงานไปก่อนแล้วกัน”
ลิธนำถุงผ้ากลับมาคล้องคอ และเก็บหมูป่าเข้าไปในกระเป๋ามิติ
“ว่าแต่ ฉันคงเรียกเจ้าว่า ‘เธอ’ หรือ ‘ก้อนหิน’ ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หรอก เธอมีชื่อไหม?”
‘ไม่มี’ น้ำเสียงนั้นฟังดูเศร้าอย่างมาก ‘มันสูญหายไปแล้ว เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่าง’
“อย่าทำหน้างอไปหน่อยเลย ชื่อมันก็แค่ชื่อ เธอจะเรียกฉันว่าเดเร็ก ลิธ โฮสต์ ซีแซดเดลต้า หรืออะไรก็ได้ ฉันก็ยังเป็นพวกขวางโลก เกลียดมนุษย์ ขี้โกหก และไร้ปรานีเหมือนเดิม เธออยากให้ฉันตั้งชื่อให้ไหม?”
‘ได้สิ รบกวนด้วยนะ’
ลิธมีชื่อหนึ่งในใจอยู่แล้ว ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราวของแก่นหอคอยนั้น
“เธอเคยเป็นสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ งั้นฉันจะตั้งชื่อตามปรมาจารย์นักหลอมเวทมนตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงจะเป็นแค่ตัวละครในนิยายก็เถอะ เขาเป็นคนที่ฉันเคยชื่นชมตอนเป็นเด็ก งั้นชื่อของเธอก็คือ โซลัส”
‘ขอบคุณนะลิธ ฉันชอบชื่อนี้มากเลย ฉันซาบซึ้งจริง ๆ ที่นายตั้งชื่อให้ฉันโดยใช้ชื่อใครบางคนที่นายรัก แทนที่จะตั้งชื่อเล่นตลก ๆ เหมือนชื่อสัตว์เลี้ยงอย่าง “แฮปปี้” หรือ “ลัคกี้”’
ลิธรู้สึกแปลก ๆ เหมือนโซลัสกำลังเขินอยู่ในใจ
ตลอดทางกลับ พวกเขาใช้เวลาพูดคุยกัน ลิธให้ความสนใจอย่างมากที่จะเข้าใจขอบเขตและการใช้งานของทักษะจากคู่หูคนใหม่ของเขา
หลังจากตรวจสอบแล้วว่าทั้งลิธและโซลัสสามารถเปิดกระเป๋ามิติได้ เขาก็เริ่มเลือกจุดที่เหมาะสม มันต้องอยู่ใกล้ชายขอบป่าพอสมควร และต้องมีที่กำบังมากพอที่หมูป่าจะไม่ถูกมองเห็นจากระยะไกล
“มีเรื่องผิดพลาดได้นับไม่ถ้วนถ้าทิ้งซากสัตว์ไว้ แม้จะแค่ไม่กี่นาทีก็ตาม อาจมีคนเดินผ่านมาแล้วบอกว่าเป็นของเขา หรือสัตว์กินซากมาเจอแล้วคิดว่าได้อาหารฟรี ด้วยโชคแย่ๆ ของฉัน ฉันไม่มีทางไว้ใจความเป็นไปได้พวกนั้นแน่”
‘นายไม่ไว้ใจใครเลยนะ’ เสียงของโซลัสเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง
“แน่นอน นั่นคือกฎข้อที่ 1 ของชีวิต ข้อที่ 2 ก็คือ ‘ทำดีไม่เคยได้ดี’”
จากนั้นลิธก็ใช้เวทดินและลมปั่นป่วนสภาพแวดล้อมรอบตัว เลียนแบบร่องรอยการต่อสู้ที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับหมูป่า
“เห้อ! อุตส่าห์ทำซะเหนื่อย แต่ผลที่ได้กลับออกมาห่วยแตก ถ้าเซเลียสังเกตดี ๆ ล่ะก็ ฉันโดนจับโป๊ะชัวร์ ได้แต่หวังว่าเจ้าเนื้อนี่จะสะดุดตาเธอมากพอจนไม่ถามอะไร”
จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ วางถุงผ้าลงบนพื้นอย่างเบามือ
“พอได้รับสัญญาณจากฉันเมื่อไหร่ ให้เอาหมูป่าออกมาจากกระเป๋ามิติทันทีเลยนะ แล้วฉันจะรีบกลับมา”
ลิธออกวิ่งเต็มสปีดไปทางบ้านของเซเลียทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบ เมื่อออกจากระยะเชื่อมโยงจิตที่สิบเมตร เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
‘ให้ตายสิ ที่ฉันทิ้งเธอไว้แบบนั้นมันเกินไปหน่อยรึเปล่านะ เธอคงรู้แหละว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น การให้ใครมาอยู่ในหัว แถมยังอ่านความคิดและความทรงจำน่าอายทุกอย่างของตัวเอง มันไม่ง่ายที่จะทำใจยอมรับได้หรอกนะ’
‘ยังไม่นับว่าใน D&L พวกวัตถุเวทมนตร์ที่มีสติปัญญาน่ะ มักจะเต็มไปด้วยปัญหา พวกมันมักจะพยายามควบคุมจิตใจเจ้าของหรืออะไรประมาณนั้น ฉันรู้ว่ามันก็แค่เรื่องแต่ง... แต่ถ้าฉันเผลอไปเจอ “แหวนผู้เดียวดาย” ของโลกนี้เข้าล่ะ แบบในหนังสือของวาซิลี บอลเคียน?’
ลิธส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจ ทั้งร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
‘พนันได้เลยว่าแค่กลับเข้าเขตเชื่อมจิต เธอก็จะรู้หมดว่าฉันเคยคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ ให้ตายสิ ชีวิตบัดซบดีแท้ ถ้าเธอเป็นอย่างที่ว่าไว้จริง ก็ถือว่าคุ้มค่าเสี่ยง อย่างน้อยก็จะมีสักคนที่รู้จักตัวตนจริง ๆ ของฉัน’
ไม่กี่นาทีต่อมา เซเลียกับลิธก็มาถึงจุดที่นัดหมายกันไว้ โดยขี่เกวียนที่ใช้ม้าสองตัวลาก ซึ่งเธอใช้สำหรับขนของหนัก
“มันใหญ่ขนาดต้องใช้ม้าสองตัวเลยเหรอ?” เธอถาม
“ม้าตัวเดียวก็พอจะลากไปได้นะ แต่ต้องใช้สองตัวถึงจะช่วยกันดึงขึ้นเกวียนได้สะดวก”
พอลิธกับเซเลียลงจากเกวียน เขาก็ส่งสัญญาณให้โซลัส ส่วนเซเลียก็ปลดบังเหียนแล้วจูงม้าเดินนำไปข้างหน้า
ลิธหยิบเชือกเส้นหนาที่เตรียมไว้สำหรับผูกหมูป่า เพื่อให้ม้าลากมันออกจากป่าแล้วขึ้นเกวียนได้ง่าย
พอเซเลียเห็นเหยื่อที่ว่าเข้าจริง ๆ เธอก็ผิวปากอย่างประทับใจ
“พระเจ้า! ไอ้ตัวนี้น่าจะหนักตั้งสามร้อยกิโลกรัมเลยนะ! คราวนี้เจ้าไม่ได้พูดเว่อร์เหมือนทุกทีแฮะ”
“ผมไม่เคยคุยโม้ซักหน่อย” ลิธใช้เวทจิตวิญญาณแอบเก็บถุงผ้าคืนมาในขณะที่เซเลียกำลังมัวแต่กะขนาดของหมูป่า
“โอ๊ย ผู้ชายก็พูดแบบนี้กันทุกคนนั่นแหละ” เซเลียจิ๊ปาก “เจ้าเองก็ไม่ต่างหรอก มีเวทมนตร์กับความลับเต็มตัว แล้วคิดว่าฉันจะเชื่อเหรอว่าเจ้าไม่แอบภูมิใจกับผิวสีเข้ม ๆ กับฟันหลอ ๆ นั้นของตัวเองน่ะ?” ว่าจบเธอก็หัวเราะร่า
“มันไม่ใช่ความผิดผมที่พูดไม่ชัดแบบนี้นะ!” ลิธโกรธจัดที่เธอล้อเสียงของเขาไม่หยุด “นี่คุณจะเลิกล้อผมซักทีได้ไหม?”
“ขอโทษจริง ๆ นะ แต่เจ้าทำตัวเท่ ๆ ขรึม ๆ แล้วพูดไม่ชัดแบบนี้มันตลกจนอดขำไม่ได้นี่นา” ตอนลิธเรียกเธอว่า “เฟเลีย” ครั้งแรก เธอหัวเราะจนน้ำตาไหล กลิ้งตกเก้าอี้ไปเลย
“ดูจากขนาดแล้ว นี่ก็เกือบจะกลายเป็นสัตว์วิเศษอยู่แล้วนะ เสียดาย ถ้าได้ขายคงได้เงินดีเลยล่ะ” เธอถอนหายใจ
“ใช่แล้ว ถ้ามันเป็นสัตว์วิเศษจริง ๆ ป่านนี้ผมคงได้ไปเกิดใหม่แล้วล่ะ” ลิธย้อนกลับ
ทั้งสองคนเถียงกันไปมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมูป่าถูกขนขึ้นเกวียนเรียบร้อย
กว่าที่เซเลียจะกลับเข้าสู่โหมดจริงจังเรื่องงานก็ตอนที่กลับถึงบ้านแล้วเริ่มเชือดหมูป่า
“ส่วนที่แพงที่สุดคือหัว ถ้าเราหาเจ้าขุนมูลนายสักคนที่อยากเอาไปสตัฟฟ์แล้วแขวนไว้หน้ากองไฟ ทำเหมือนตัวเองเป็นคนล่ามาได้ ก็น่าจะขายได้ราคาดี ส่วนหนังกับเนื้อน่ะไม่ค่อยมีอะไรพิเศษหรอก เจ้าจะเอายังไงกับพวกนั้นดี?”
ลิธพยักหน้า “เนื้อพวกนี้พอจะทำให้ผมไม่ต้องออกล่าไปอีกพักหนึ่ง ผมอยากเก็บไว้แล้วบ่มมันหน่อย ส่วนหนังน่าจะทำเป็นพรมสวย ๆ สำหรับห้องนอนพ่อกับแม่ได้”
“เป็นเด็กที่คิดถึงครอบครัวตลอดเลยนะ” เซเลียขยี้หัวเขาเบา ๆ คราวนี้เสียงของเธอไม่มีแววล้อเลียนเลย
“ฉันภูมิใจในตัวนายมากนะ ที่คิดถึงครอบครัวก่อนแบบนี้ งั้นฉันจะฟอกหนังให้ฟรีเลย แต่ส่วนหัวของมันฉันขอแบ่งครึ่งเหมือนเดิม”
“ดีเลย” ลิธกล่าว
“ดี! โอกาสดีที่สุดของเราคือท่านเคานต์ลาร์คนั่นแหละ เขาทั้งรวยแถมยังภูมิใจในฝีมือล่าสัตว์ของตัวเองสุด ๆ ฉันต้องติดต่อคนรู้จักในคฤหาสน์ของเขาไปลองหยั่งเชิงดูก่อนน่ะ หวังว่าจะโชคดี!”
ลิธเจ็บใจที่ต้องเสียรายได้ก้อนโต แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย เขาไม่รู้วิธีฟอกหนังหรือสตัฟฟ์หัวสัตว์ และไม่มีทั้งเวลาและอุปกรณ์สำหรับทำเรื่องพวกนั้น
ต่อให้เขาทำเป็น เขาก็ไม่มีทางขายของพวกนั้นนอกหมู่บ้านเล็ก ๆ ของตัวเองได้อยู่ดี
หลังจากลิธแยกกับเซเลีย เขากับโซลัสก็เริ่มคุยกันอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรต่อกัน
“โซลัส ฉันคิดว่าความช่วยเหลือของเธอจะมีค่ามากในการฝึกศิลปะการต่อสู้ของฉันให้ก้าวไปอีกขั้น”