เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17 คุณค่าที่แท้จริงของหินวิเศษ

ตอนที่ 17 คุณค่าที่แท้จริงของหินวิเศษ

ตอนที่ 17 คุณค่าที่แท้จริงของหินวิเศษ


‘ทำไมนายถึงพูดแบบนั้นล่ะ?’ เสียงผู้หญิงเอ่ยถาม

“ที่โลกของฉัน การที่ต้องผูกพันกับใครสักคนไปตลอดชีวิตโดยที่ไม่มีความใกล้ชิดอะไรกันเลย มันถือเป็นเรื่องตลกร้ายของการแต่งงานน่ะ”

‘นั่นมันตลกดีนะ’ เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ ‘แล้วก็น่าเศร้าด้วย’

“ช่างเรื่องตลกไปก่อน ขอถามให้ชัด ๆ นะอีกครั้งได้นะ เธอเคยสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์สุดทรงพลัง ที่เต็มไปด้วยสมบัติและความรู้ แล้วตอนนี้ทุกอย่างที่เธอเคยมีมาก็หายไปหมดแล้ว แถมขนาดก็เล็กลงจนเหลือเท่าลูกแก้ว ฉันสรุปถูกไหม?”

‘ไม่ผิดเลย ทุกอย่างที่นายพูดมานั้นถูกต้องทั้งหมดเลย’

“หมายความว่าเธอไม่ได้เลือกฉันเพราะความสามารถ หรือคุณธรรมของฉัน เธอแค่เลือกฉันเพราะฉันมี ‘พลังเวทมนตร์ขั้นต่ำที่พอจะพยุงชีวิตของเธอไว้ได้’ แบบนี้ฉันก็เป็นแค่เครื่องช่วยพยุงชีวิตเกรดบีเท่านั้นเองสิ”

‘ก็ไม่ถูกซะทีเดียว ตอนนี้ฉันได้ผูกพันกับนายจนกว่าเราจะจากกันด้วยความตาย’

“ยิ่งฟังยิ่งดูเหมือนการแต่งงานเข้าไปทุกทีเลยนะ” ลิธพึมพำ

‘แต่ฉันก็ไม่ใช่ปรสิตหรอกนะ นายจะมองว่าฉันเป็นสิ่งมีชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกันก็ได้ เราทั้งคู่จะได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์นี้’

“ยังไงล่ะ? เธอหมายความว่าถ้าเธอได้พลังกลับคืนมา เธอก็จะได้รับทั้งความทรงจำกับสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ของเธอกลับมาด้วยงั้นเหรอ?”

‘ไม่ได้หรอก ของพวกนั้นมันสูญหายไปตลอดกาลแล้ว ฉันก็เหมือนกับนายนั่นแหละ ตอนนายโตขึ้น นายเคยคายอาหารที่กินไปแล้วออกมาเพื่อให้คนอื่นกินต่อได้ไหมล่ะ? ไม่ได้ใช่ไหม ฉันก็เหมือนกัน’

“งั้นฉันจะได้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง? ได้อยู่กับเธอฟรี ๆ อ่ะเหรอ?”

‘ตอนนี้สิ่งเดียวที่ฉันมอบให้นายได้คือกระเป๋ามิติ’

“ว่าไงนะ?”

‘สักครู่นะ ฉันกำลังดูความทรงจำของนาย เพื่อให้อธิบายได้ง่ายขึ้น มันทำงานเหมือน “ถุงเก็บของ” จากเกม Dungeons & Looting’

“น่าสนใจแฮะ” ลิธครุ่นคิด “พื้นที่ระหว่างมิติที่ฉันสามารถเก็บของโดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนัก แล้วมันใหญ่แค่ไหนล่ะ?”

‘สิบลูกบาศก์เมตร มันสามารถเก็บอะไรก็ได้ที่ไม่เกินปริมาตรนั้น ไม่ว่าจะหนักแค่ไหน ตราบใดที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต’

สัญชาตญาณอันโหดร้ายฉายแวบผ่านดวงตาของลิธ

“มันเก็บของพวกสายฟ้า ลูกไฟ หรือลูกศรที่กำลังพุ่งมาหาได้ด้วยไหม? ถ้าได้ล่ะก็ มันจะกลายเป็นเครื่องมือเชิงรุกและรับที่ประเมินค่าไม่ได้เลยนะ”

‘ไม่ได้’ เสียงนั้นดับความหวังของลิธทันที ‘กระเป๋ามิตินั้นอยู่นอกเหนือกาลอวกาศ มันจึงปฏิเสธสิ่งมีชีวิตและพลังงานจลน์’ เมื่อรู้สึกถึงความผิดหวังของผู้เป็นเจ้าของ เสียงนั้นก็รีบเสริมขึ้นว่า:

‘นั่นยังหมายความว่า ไม่ว่านายจะเก็บอะไรไว้ มันก็จะไม่เน่าเสีย ไม่เย็นลงหรือร้อนขึ้น อาหารที่พึ่งทำเสร็จใหม่ ๆ อย่างบลิงเกอร์ย่าง จะยังร้อนและอร่อยเหมือนตอนที่เพิ่งทำเสร็จอยู่เสมอ’

“อย่างน้อยก็ยังมีข้อดีล่ะนะ” ถึงการสนทนาของพวกเขาจะดูเหมือนกินเวลานาน แต่มันเกิดขึ้นในจิตใจเท่านั้น ที่จริงแล้วผ่านไปเพียงไม่ถึงวินาทีหลังจากลิธได้เห็นความทรงจำของหินก้อนนั้น

“เอาเถอะ อย่างน้อยเธอก็ช่วยให้ฉันรอดพ้นจากปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ ตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่าจะเอาหมูกลับไปยังไง แค่ต้องหาเหตุผลดี ๆ มาบอกคนอื่นให้เนียนก็พอ”

หินตอบกลับในเชิงไหล่ยักในจิตใจ

‘เรื่องง่าย ๆ วางมันไว้ตรงชายเขตของป่า แล้วก็บอกเซเลียว่านายล่อมันมาได้ถึงตรงนั้นก่อนจะฆ่ามัน แบบนั้นน่าจะเชื่อได้ง่ายกว่าความจริง’

ลิธพยักหน้า

“เธอก็ฉลาดและมีไหวพริบดีนะ ถึงฉันจะยังรู้สึกขนลุกกับการที่ความคิดเราถูกเชื่อมกันอยู่ก็เถอะ แต่เพราะแบบนั้นแหละ ฉันถึงได้เห็นว่าเธอไม่มีเจตนาร้ายหรือแผนซ่อนเร้น ถ้าเธอเป็นอย่างที่พูดจริง ฉันจะเก็บเธอเอาไว้”

“ความภักดีที่แท้จริงมันหายากมาก ถ้าเจอแล้วก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไป งั้นจนกว่าฉันจะมั่นใจในความจริงใจของเธอ ก็ถือซะว่าอยู่ในระหว่างช่วงทดลองงานไปก่อนแล้วกัน”

ลิธนำถุงผ้ากลับมาคล้องคอ และเก็บหมูป่าเข้าไปในกระเป๋ามิติ

“ว่าแต่ ฉันคงเรียกเจ้าว่า ‘เธอ’ หรือ ‘ก้อนหิน’ ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หรอก เธอมีชื่อไหม?”

‘ไม่มี’ น้ำเสียงนั้นฟังดูเศร้าอย่างมาก ‘มันสูญหายไปแล้ว เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่าง’

“อย่าทำหน้างอไปหน่อยเลย ชื่อมันก็แค่ชื่อ เธอจะเรียกฉันว่าเดเร็ก ลิธ โฮสต์ ซีแซดเดลต้า หรืออะไรก็ได้ ฉันก็ยังเป็นพวกขวางโลก เกลียดมนุษย์ ขี้โกหก และไร้ปรานีเหมือนเดิม เธออยากให้ฉันตั้งชื่อให้ไหม?”

‘ได้สิ รบกวนด้วยนะ’

ลิธมีชื่อหนึ่งในใจอยู่แล้ว ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราวของแก่นหอคอยนั้น

“เธอเคยเป็นสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ งั้นฉันจะตั้งชื่อตามปรมาจารย์นักหลอมเวทมนตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงจะเป็นแค่ตัวละครในนิยายก็เถอะ เขาเป็นคนที่ฉันเคยชื่นชมตอนเป็นเด็ก งั้นชื่อของเธอก็คือ โซลัส”

‘ขอบคุณนะลิธ ฉันชอบชื่อนี้มากเลย ฉันซาบซึ้งจริง ๆ ที่นายตั้งชื่อให้ฉันโดยใช้ชื่อใครบางคนที่นายรัก แทนที่จะตั้งชื่อเล่นตลก ๆ เหมือนชื่อสัตว์เลี้ยงอย่าง “แฮปปี้” หรือ “ลัคกี้”’

ลิธรู้สึกแปลก ๆ เหมือนโซลัสกำลังเขินอยู่ในใจ

ตลอดทางกลับ พวกเขาใช้เวลาพูดคุยกัน ลิธให้ความสนใจอย่างมากที่จะเข้าใจขอบเขตและการใช้งานของทักษะจากคู่หูคนใหม่ของเขา

หลังจากตรวจสอบแล้วว่าทั้งลิธและโซลัสสามารถเปิดกระเป๋ามิติได้ เขาก็เริ่มเลือกจุดที่เหมาะสม มันต้องอยู่ใกล้ชายขอบป่าพอสมควร และต้องมีที่กำบังมากพอที่หมูป่าจะไม่ถูกมองเห็นจากระยะไกล

“มีเรื่องผิดพลาดได้นับไม่ถ้วนถ้าทิ้งซากสัตว์ไว้ แม้จะแค่ไม่กี่นาทีก็ตาม อาจมีคนเดินผ่านมาแล้วบอกว่าเป็นของเขา หรือสัตว์กินซากมาเจอแล้วคิดว่าได้อาหารฟรี ด้วยโชคแย่ๆ ของฉัน ฉันไม่มีทางไว้ใจความเป็นไปได้พวกนั้นแน่”

‘นายไม่ไว้ใจใครเลยนะ’ เสียงของโซลัสเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง

“แน่นอน นั่นคือกฎข้อที่ 1 ของชีวิต ข้อที่ 2 ก็คือ ‘ทำดีไม่เคยได้ดี’”

จากนั้นลิธก็ใช้เวทดินและลมปั่นป่วนสภาพแวดล้อมรอบตัว เลียนแบบร่องรอยการต่อสู้ที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับหมูป่า

“เห้อ! อุตส่าห์ทำซะเหนื่อย แต่ผลที่ได้กลับออกมาห่วยแตก ถ้าเซเลียสังเกตดี ๆ ล่ะก็ ฉันโดนจับโป๊ะชัวร์ ได้แต่หวังว่าเจ้าเนื้อนี่จะสะดุดตาเธอมากพอจนไม่ถามอะไร”

จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ วางถุงผ้าลงบนพื้นอย่างเบามือ

“พอได้รับสัญญาณจากฉันเมื่อไหร่ ให้เอาหมูป่าออกมาจากกระเป๋ามิติทันทีเลยนะ แล้วฉันจะรีบกลับมา”

ลิธออกวิ่งเต็มสปีดไปทางบ้านของเซเลียทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบ เมื่อออกจากระยะเชื่อมโยงจิตที่สิบเมตร เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

‘ให้ตายสิ ที่ฉันทิ้งเธอไว้แบบนั้นมันเกินไปหน่อยรึเปล่านะ เธอคงรู้แหละว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น การให้ใครมาอยู่ในหัว แถมยังอ่านความคิดและความทรงจำน่าอายทุกอย่างของตัวเอง มันไม่ง่ายที่จะทำใจยอมรับได้หรอกนะ’

‘ยังไม่นับว่าใน D&L พวกวัตถุเวทมนตร์ที่มีสติปัญญาน่ะ มักจะเต็มไปด้วยปัญหา พวกมันมักจะพยายามควบคุมจิตใจเจ้าของหรืออะไรประมาณนั้น ฉันรู้ว่ามันก็แค่เรื่องแต่ง... แต่ถ้าฉันเผลอไปเจอ “แหวนผู้เดียวดาย” ของโลกนี้เข้าล่ะ แบบในหนังสือของวาซิลี บอลเคียน?’

ลิธส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจ ทั้งร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

‘พนันได้เลยว่าแค่กลับเข้าเขตเชื่อมจิต เธอก็จะรู้หมดว่าฉันเคยคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ ให้ตายสิ ชีวิตบัดซบดีแท้ ถ้าเธอเป็นอย่างที่ว่าไว้จริง ก็ถือว่าคุ้มค่าเสี่ยง อย่างน้อยก็จะมีสักคนที่รู้จักตัวตนจริง ๆ ของฉัน’

ไม่กี่นาทีต่อมา เซเลียกับลิธก็มาถึงจุดที่นัดหมายกันไว้ โดยขี่เกวียนที่ใช้ม้าสองตัวลาก ซึ่งเธอใช้สำหรับขนของหนัก

“มันใหญ่ขนาดต้องใช้ม้าสองตัวเลยเหรอ?” เธอถาม

“ม้าตัวเดียวก็พอจะลากไปได้นะ แต่ต้องใช้สองตัวถึงจะช่วยกันดึงขึ้นเกวียนได้สะดวก”

พอลิธกับเซเลียลงจากเกวียน เขาก็ส่งสัญญาณให้โซลัส ส่วนเซเลียก็ปลดบังเหียนแล้วจูงม้าเดินนำไปข้างหน้า

ลิธหยิบเชือกเส้นหนาที่เตรียมไว้สำหรับผูกหมูป่า เพื่อให้ม้าลากมันออกจากป่าแล้วขึ้นเกวียนได้ง่าย

พอเซเลียเห็นเหยื่อที่ว่าเข้าจริง ๆ เธอก็ผิวปากอย่างประทับใจ

“พระเจ้า! ไอ้ตัวนี้น่าจะหนักตั้งสามร้อยกิโลกรัมเลยนะ! คราวนี้เจ้าไม่ได้พูดเว่อร์เหมือนทุกทีแฮะ”

“ผมไม่เคยคุยโม้ซักหน่อย” ลิธใช้เวทจิตวิญญาณแอบเก็บถุงผ้าคืนมาในขณะที่เซเลียกำลังมัวแต่กะขนาดของหมูป่า

“โอ๊ย ผู้ชายก็พูดแบบนี้กันทุกคนนั่นแหละ” เซเลียจิ๊ปาก “เจ้าเองก็ไม่ต่างหรอก มีเวทมนตร์กับความลับเต็มตัว แล้วคิดว่าฉันจะเชื่อเหรอว่าเจ้าไม่แอบภูมิใจกับผิวสีเข้ม ๆ กับฟันหลอ ๆ นั้นของตัวเองน่ะ?” ว่าจบเธอก็หัวเราะร่า

“มันไม่ใช่ความผิดผมที่พูดไม่ชัดแบบนี้นะ!” ลิธโกรธจัดที่เธอล้อเสียงของเขาไม่หยุด “นี่คุณจะเลิกล้อผมซักทีได้ไหม?”

“ขอโทษจริง ๆ นะ แต่เจ้าทำตัวเท่ ๆ ขรึม ๆ แล้วพูดไม่ชัดแบบนี้มันตลกจนอดขำไม่ได้นี่นา” ตอนลิธเรียกเธอว่า “เฟเลีย” ครั้งแรก เธอหัวเราะจนน้ำตาไหล กลิ้งตกเก้าอี้ไปเลย

“ดูจากขนาดแล้ว นี่ก็เกือบจะกลายเป็นสัตว์วิเศษอยู่แล้วนะ เสียดาย ถ้าได้ขายคงได้เงินดีเลยล่ะ” เธอถอนหายใจ

“ใช่แล้ว ถ้ามันเป็นสัตว์วิเศษจริง ๆ ป่านนี้ผมคงได้ไปเกิดใหม่แล้วล่ะ” ลิธย้อนกลับ

ทั้งสองคนเถียงกันไปมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมูป่าถูกขนขึ้นเกวียนเรียบร้อย

กว่าที่เซเลียจะกลับเข้าสู่โหมดจริงจังเรื่องงานก็ตอนที่กลับถึงบ้านแล้วเริ่มเชือดหมูป่า

“ส่วนที่แพงที่สุดคือหัว ถ้าเราหาเจ้าขุนมูลนายสักคนที่อยากเอาไปสตัฟฟ์แล้วแขวนไว้หน้ากองไฟ ทำเหมือนตัวเองเป็นคนล่ามาได้ ก็น่าจะขายได้ราคาดี ส่วนหนังกับเนื้อน่ะไม่ค่อยมีอะไรพิเศษหรอก เจ้าจะเอายังไงกับพวกนั้นดี?”

ลิธพยักหน้า “เนื้อพวกนี้พอจะทำให้ผมไม่ต้องออกล่าไปอีกพักหนึ่ง ผมอยากเก็บไว้แล้วบ่มมันหน่อย ส่วนหนังน่าจะทำเป็นพรมสวย ๆ สำหรับห้องนอนพ่อกับแม่ได้”

“เป็นเด็กที่คิดถึงครอบครัวตลอดเลยนะ” เซเลียขยี้หัวเขาเบา ๆ คราวนี้เสียงของเธอไม่มีแววล้อเลียนเลย

“ฉันภูมิใจในตัวนายมากนะ ที่คิดถึงครอบครัวก่อนแบบนี้ งั้นฉันจะฟอกหนังให้ฟรีเลย แต่ส่วนหัวของมันฉันขอแบ่งครึ่งเหมือนเดิม”

“ดีเลย” ลิธกล่าว

“ดี! โอกาสดีที่สุดของเราคือท่านเคานต์ลาร์คนั่นแหละ เขาทั้งรวยแถมยังภูมิใจในฝีมือล่าสัตว์ของตัวเองสุด ๆ ฉันต้องติดต่อคนรู้จักในคฤหาสน์ของเขาไปลองหยั่งเชิงดูก่อนน่ะ หวังว่าจะโชคดี!”

ลิธเจ็บใจที่ต้องเสียรายได้ก้อนโต แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย เขาไม่รู้วิธีฟอกหนังหรือสตัฟฟ์หัวสัตว์ และไม่มีทั้งเวลาและอุปกรณ์สำหรับทำเรื่องพวกนั้น

ต่อให้เขาทำเป็น เขาก็ไม่มีทางขายของพวกนั้นนอกหมู่บ้านเล็ก ๆ ของตัวเองได้อยู่ดี

หลังจากลิธแยกกับเซเลีย เขากับโซลัสก็เริ่มคุยกันอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรต่อกัน

“โซลัส ฉันคิดว่าความช่วยเหลือของเธอจะมีค่ามากในการฝึกศิลปะการต่อสู้ของฉันให้ก้าวไปอีกขั้น”

จบบทที่ ตอนที่ 17 คุณค่าที่แท้จริงของหินวิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว