- หน้าแรก
- Supreme Magus
- ตอนที่ 16 เปิดเผย
ตอนที่ 16 เปิดเผย
ตอนที่ 16 เปิดเผย
หลังจากถ้อยคำเหล่านั้น โอร์พัลแทบทรุดเข่าลงกับพื้น โลกทั้งใบของเขาพังทลายลง ทุกสิ่งที่เขาเคยรู้ ทุกแผนการและความฝันทั้งหมด พังทลายลงในพริบตาเพราะคำคำเดียว
“ตัดขาด”
มันหมายความว่าเขาถูกไล่ออกจากครอบครัวอย่างไร้เกียรติ ไม่เหลือสิ่งใดที่เป็นของเขาเองอีกต่อไป เขากลายเป็นคนไร้นาม ไร้ทรัพย์และไร้ครอบครัว
เมื่อพ่อแม่ของเด็กคนอื่น ๆ มาถึง เหตุการณ์ก็ทวีความรุนแรงขึ้นทันที เมื่อเห็นลูกชายของตนหมดสติและบาดเจ็บในบ้านคนอื่น แถมยังเหม็นกลิ่นอุจจาระและปัสสาวะของตัวเอง พวกเขาก็เรียกร้องคำอธิบายทันที
พวกเขาทั้งหมดเป็นเพื่อนกันมานาน ทำให้ราซสามารถทำให้พวกเขาใจเย็นลงพอที่จะพูดคุยกันอย่างมีเหตุผลได้ไม่ยาก
“เจ้า” ราซสั่งคนไร้นาม “อธิบายมาว่าทำอะไรลงไป”
แม้จะยังช็อกอยู่ แต่ความโกรธก็พาเขากลับไปเป็นตัวตนเดิมอีกครั้ง
‘ถ้าฉันจะต้องจบเห่ ฉันก็จะลากพวกมันทั้งหมดลงไปด้วยกัน พวกเราจะได้เผชิญชะตากรรมเดียวกัน ฉันจะไม่ยอมเป็นคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ!’ เขาคิด
คนไร้นามสารภาพว่าเขาเกลียดน้องชายมาโดยตลอด และวางแผนจะสั่งสอนเรื่องวินัยและความเคารพด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ
เมื่อเขาพูดจบ ทุกคนในห้องต่างตกตะลึงและไม่อยากเชื่อคำพูดเหล่านั้น เพราะพวกเขาเคยรู้จักโอร์พัลในฐานะเด็กดีและมีน้ำใจ
“ลิธ บอกพวกเราหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่?”
ลิธแกล้งทำทีอิดออดไม่อยากละออกจากอ้อมกอดของแม่ แต่หลังจากหยุดนิ่งอย่างดราม่าสักครู่ เขาก็ก้าวออกไปข้างหน้า เขาจงใจเน้นให้เห็นบาดแผลของตนโดยการเดินกะเผลกพร้อมกับกุมแขนซ้ายไว้ เขาบิดหน้าแสดงความเจ็บปวดทุกย่างก้าว
“อย่างที่ทุกคนทราบ ครอบครัวของผมมีค่าใช้จ่ายที่เยอะมาก และพี่สาวของผมก็ป่วย ผมเลยใช้เวทจิปาถะทำงานบ้านที่ถนัดช่วยทำความสะอาดบ้านให้คุณเซเลีย เธอจ่ายค่าจ้างให้ผม แล้วผมก็นำเงินไปให้พ่อแม่เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ”
‘ฉันต้องเลือกคำพูดพวกนี้มาอย่างระมัดระวัง’ ลิธคิด ‘ถ้าฟังเรื่องราวเศร้า ๆ แบบนี้แล้วพวกเขายังไม่รู้สึกสงสารเด็กห้าขวบที่โดนซ้อมอีก ก็คงเรียกว่าจิตวิปลาสเต็มขั้นแล้วล่ะ’
“วันนี้คุณเซเลียออกไปข้างนอกเมือง ผมอยู่ที่นี่คนเดียว แล้วลูกชายของพวกคุณก็โผล่มาแล้วก็เริ่มรุมทำร้ายผมทันที” เขายื่นแขนออกแล้วหมุนตัวให้ทุกคนเห็นสภาพที่ถูกซ้อม
“ผมพยายามป้องกันตัวเองตามที่พ่อสอน แต่พวกเขาตัวใหญ่และแข็งแรงเกินไป” ลิธเริ่มสะอื้นอีกครั้ง “ผมจำเป็นต้องใช้เวทมนตร์เพื่อป้องกันตัว ผมกลัวมาก! ผมนึกว่าจะตายไปแล้วจริง ๆ” เขากลับเข้าไปกอดเอลินา ร้องไห้ไม่หยุด
“เด็กน้อย” โบรแมน พ่อของริเซล กล่าวพลางหยิบไม้เท้าจากมือของลูกชายขึ้นมา
“เจ้าขยะนี่ถึงกับกล้าใช้ของที่ระลึกชิ้นเดียวของปู่มัน เอลินา ราซ ลิธ ข้าขออภัยอย่างสุดซึ้ง ข้าได้ล้มเหลวทั้งในฐานะลูกผู้ชายและในฐานะพ่อ ที่เลี้ยงดูงูพิษไว้ในบ้าน ไม่ว่าพวกเจ้าจะตัดสินใจอย่างไร ข้าจะยอมรับโดยไม่อิดออด แต่ก่อนอื่น…”
โบรแมนสาดน้ำสกปรกใส่หน้าริเซลด้วยถังใบหนึ่ง เพื่อปลุกเขาให้ฟื้นคืนสติ
เขาจำเป็นต้องได้ยินความจริงจากปากของลูกชายตนเอง เพราะยังไม่อาจเชื่อสายตาตัวเองได้อย่างเต็มที่
“พ…พ่อ? พ่อมาทำอะไรที่นี่?” ริเซลกุมคางที่เจ็บระบม ขณะความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มกลับมา
ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา รวมถึงของลิธ ดวงตาเย็นชาคู่นั้นที่เคยเปล่งแสงพลังเวทสีน้ำเงินก่อนปล่อยสายฟ้าออกมา
“ข้าเป็นคนถาม เจ้าตอบก็พอ ไอ้หนู ถ้าไม่อยากโดนซ้ำ หรือหนักกว่านั้น เจ้าก็พูดความจริงมาให้หมด ที่พวกเจ้าทำกันนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่?”
ริเซลที่กลัวทั้งพ่อและผู้ทรมานของตน เขาทำได้เพียงพูดความจริงเท่านั้น
จากนั้นเด็กที่เหลืออีกสี่คนก็ถูกปลุกทีละคน และถูกบังคับให้เล่าทุกอย่างออกมา หนึ่งในนั้นพยายามเปิดโปงว่าลิธทรมานพวกเขา แต่พ่อของเขาตบหน้าอย่างแรงจนเงียบไปทันที
“พวกเจ้ามากันตั้งห้าคน รุมเด็กแค่คนเดียว แล้วยังมีหน้ามาโทษว่าเขาทำเกินไปอีกงั้นเหรอ? ตระกูลของเราสนิทกันมาหลายชั่วอายุคน แต่สิ่งที่เจ้าทำมันทำให้พวกเราทุกคนต้องขายหน้า! เดี๋ยวกลับถึงบ้าน ข้าจะให้ลิ้มรสว่าการทรมานจริง ๆ มันเป็นยังไง!”
‘โง่ชะมัด!’ ลิธหัวเราะอยู่ในใจ ‘พวกมันไม่มีความน่าเชื่อถือเหลือเลยแม้แต่น้อย จะพูดอะไรก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี มันจะฟังดูแค่เหมือนข้อแก้ตัวไร้ค่า ของคนร้ายที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา’
“ราซ เจ้าต้องการให้พวกเราทำอย่างไร?” โบรแมนถาม
“ข้าจะตัดขาดโอร์พัล จากนั้นก็รายงานทุกคนในนี้ข้อหาพยายามฆ่า ข้าไม่คิดจะเรียกร้องอะไรจากพวกเจ้า พวกเรารู้กันดีว่าการเป็นพ่อแม่มันยากแค่ไหน โดยเฉพาะเวลานี้ ข้าแค่อยากให้พวกเจ้ารู้จากปากข้า ก่อนที่ข้าจะไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้าน”
“ข้าจะไม่ตัดขาดลูกชายของข้า อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้” โบรแมนกล่าว “แต่ข้าสัญญาได้ว่า จะไม่ช่วยเหลือเขาในเรื่องผลที่ตามมาจากสิ่งที่เขาทำ และเมื่อเขากลับถึงบ้าน ข้าจะทำให้มั่นใจว่า เขาจะไม่มีวันได้โอกาสทำร้ายครอบครัวของเจ้าอีก!”
พวกเขาทั้งหมดเดินทางไปลูเทีย ที่ซึ่งหัวหน้าหมู่บ้านได้ฟังคำสารภาพของเด็กชายทั้งหกก่อนจะประกาศคำตัดสิน
“หลังจากฟังข้อเท็จจริงและคำให้การทั้งหมด ข้าขอตัดสินให้พวกเจ้าทั้งหกถูกขังไว้ในคานตรึงคอเป็นเวลาสี่ชั่วโมง โกนผมออกทั้งหมด และเฆี่ยนคนละสิบทีเป็นการลงโทษ จากนั้นต้องติดคุกอีกสามวันเพื่อไตร่ตรองสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำลงไป”
“มีใครคัดค้านหรือไม่?” ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างส่ายหัว
“ผมมีคำถามครับ” ลิธกล่าว
“ถามข้าหรือพวกนักโทษกันล่ะ หนุ่มน้อย?”
“ถามพวกเขาครับ ผมขออนุญาตถามได้ไหม?”
“แน่นอน ถามได้ตามสบาย”
ลิธพยักหน้าแล้วเดินไปยืนตรงหน้าริเซล
“ไทรออนรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?”
“แน่นอนว่าเขารู้!” โอร์พัลตะโกน “เขาอยู่ข้างฉันมาโดยตลอด ไม่เหมือนแกหรอก ไอ้เจ้าปลิง!” ลิธไม่สนใจเขา
“เขารู้จริงหรอ?”
“ไม่” ริเซลมองโอร์พัลด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรังเกียจ “พวกเราวางแผนกันตอนอยู่กันแค่อยู่ด้วยกัน โอร์พัลบอกว่าเขาไม่ไว้ใจไทรออน เพราะคิดว่าเขาเป็นคนขี้ขลาด ไม่กล้าทำอะไร และกลัวว่าเขาจะเอาเรื่องไปบอกคนอื่น”
“ขอบคุณครับ” จากนั้นลิธก็หันไปพูดกับหัวหน้าหมู่บ้านอีกครั้ง
“ท่านพอจะลดโทษให้เขาได้ไหมครับ? ความจริงใจของเขาช่วยให้ครอบครัวของผมคลายความสงสัย และทำให้พี่ชายของผมพ้นข้อกล่าวหา”
“แน่นอน! หากเหยื่อยังขอความเมตตา ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร? ริเซลจะถูกเฆี่ยนเพียงห้าที และเมื่อครบเวลาถูกตรึงที่คานแล้ว ครอบครัวของเขาสามารถพาเขากลับบ้านได้ทันที เจ้ายินดีหรือไม่?”
ลิธพยักหน้า โบรแมนจึงจับมือลิธแน่น ขณะที่ภรรยาของเขาร้องไห้ด้วยความยินดี
“ขอบใจเจ้ามาก ลิธ นั่นมีความหมายกับลิซ่าผู้โชคร้ายของข้าอย่างมาก ข้าจะไม่มีวันลืมน้ำใจของเจ้า ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะเติบใหญ่เป็นบุรุษที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับบิดาของเจ้า”
ลิธพึงพอใจกับผลลัพธ์นั้นอย่างที่สุด
‘ฉันไม่เคยรู้เลยว่าการตัดขาดลูกชาย โดยเฉพาะลูกคนโต จะสามารถทำได้ ผลลัพธ์มันดียิ่งกว่าที่ฉันคาดไว้เสียอีก พวกเพื่อนของโอร์พัลคงแทบรอไม่ไหวที่จะได้อยู่กับเขาในคุก และเมื่อพ้นโทษไป ชะตากรรมของเขาก็จบสิ้นแน่นอน’
‘ไม่ก็คงมีใครในหมู่บ้านรับเขาไปเลี้ยง ซึ่งฉันว่าคงไม่มีใครอยากทำหรอก หรือไม่เขาก็จะถูกส่งตัวไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ฉันเองก็หวังว่าจะกำจัดไทรออนไปด้วยได้ แต่บางทีแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ’
‘ฉันว่าพ่อแม่คงรับไม่ไหวถ้าต้องเสียลูกชายถึงสองคนในคราวเดียว ระหว่างความสุขของพวกท่านกับการแก้แค้นไอ้งี่เง่านั่น ฉันเลือกพวกท่านโดยไม่ลังเลเลย’ ลิธคิด
หลายวันถัดมานั้นช่างยากลำบากสำหรับราซ เอลินา และไทรออน สองสามีภรรยาต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะผ่านพ้นความโศกเศร้านั้นไปได้
พวกเขายากจะยอมรับได้ว่าเด็กชายที่เคยอ่อนโยนและฉลาดหลักแหลม ที่พวกเขาเลี้ยงดูมากว่า 12 ปี ได้จากไปตลอดกาล ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังเริ่มสงสัยว่า โอร์พัลที่พวกเขาเคยรู้จักนั้นอาจไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงเลยก็ได้
เมื่อย้อนคิดถึงเรื่องเลวร้ายที่เขาเคยพูดและกระทำตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็อาจเป็นไปได้ว่าเขาหลอกลวงพวกเขามาตลอด
ไทรออนเป็นคนที่ลำบากที่สุด เขาเสียทั้งพี่ชายที่เขารักที่สุดและความไว้เนื้อเชื่อใจจากครอบครัวไปในเวลาเดียวกัน แม้ว่าริเซลจะช่วยแก้ข้อกล่าวหาให้เขาแล้ว แต่ความสงสัยก็ยังคงอยู่ เขาสนิทกับโอร์พัลขนาดนั้น แต่กลับไม่เคยรู้เห็นอะไรเลย?
‘ฉันไม่โทษพวกเขาหรอก ถ้าฉันอยู่ในจุดนั้น ก็คงคิดว่าฉันเป็นคนโกหกไม่เป็นหรือไม่ก็โง่เง่าสุด ๆ’ ไทรออนไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ตรงกันข้าม ลิธ เรน่า และทิสตากลับมีความสุขกับชีวิตมากที่สุด แม้พวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้พ่อแม่สังเกตเห็นก็ตาม
พวกเขาได้กินดีอยู่ดีมากขึ้น ไม่ต้องทนฟังคำถากถางหรือมุกตลกร้ายของโอร์พัลอีกต่อไป แถมยังได้รับของขวัญจากทั้งห้าครอบครัวที่ส่งมาเพื่อเป็นการขอโทษอีกด้วย
สองสาวหยุดคิดว่าโอร์พัลเป็นพี่ชายไปตั้งแต่วันที่เขาเรียกทิสตาว่า “ยัยพิการ”
ส่วนลิธไม่เคยคิดว่าโอร์พัลเป็นพี่ชายแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาเป็นห่วงคือพ่อแม่ของเขา เขาจึงพยายามแบ่งเบาภาระของพวกท่านให้ได้มากที่สุด
ถึงตอนนี้เวทมนตร์ของลิธก็แข็งแกร่งพอจนเขาสามารถไถพรวนแปลงเกษตรด้วยเวทธาตุดินได้แล้ว
เขายังสามารถล่าเหยื่อขนาดใหญ่กว่าเดิมได้อีกด้วย เป้าหมายของเขาตอนนี้คือกวาง หมูป่า และหมี ซึ่งหนังของพวกมันขายได้ราคาดีไม่น้อย
เทศกาลฤดูใบไม้ผลิกำลังใกล้เข้ามา และลิธก็อยากมีเงินติดกระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกหน่อยเพื่อซื้อของดี ๆ ให้พ่อแม่และพี่สาว ทว่าไทรออนยังคงเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขาอยู่ดี
เทศกาลฤดูใบไม้ผลิจะจัดขึ้นในช่วงกลางฤดู ตรงกับวันวสันตวิษุวัต วันที่กลางวันยาวเท่ากับกลางคืนพอดี เพื่อเฉลิมฉลองการที่ให้แก่แสงสว่างที่สามารถเอาชนะความมืดและความหนาวของฤดูหนาวได้ในที่สุด
ลิธออกตระเวนอย่างมีความสุขในป่าทรอว์น หาจังหวะเหมาะเพื่อสังหารหมูป่าขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง
‘บ้าชะมัด คอมันหนาเกินไป หนังมันก็ด้วย ระดับของเวทจิตวิญญาณตอนนี้ของฉันเจาะมันไม่เข้าแน่ จะใช้ไฟหรือสายฟ้าก็ฆ่ามันได้ไม่ยากหรอก แต่นั่นจะทำให้เนื้อหรือหนังของมันเสียหายเปล่า ๆ ฉันต้องหาวิธีที่สร้างสรรค์กว่านี้’
หมูป่าเคลื่อนไหวคาดเดาได้ง่าย เพราะมันจะพุ่งตรงอย่างเดียวเสมอ ด้วยพลังผสานธาตุลม ร่างกายของลิธก็เร็วพอที่จะหลบการพุ่งชนได้อย่างง่ายดาย ตราบใดที่เขายังกันไม่ให้มันเข้ามาใกล้เกินไป
‘พ่อเคยบอกว่า วิธีดีที่สุดในการจัดการกับวัวคลั่งคือโจมตีไปที่ขาของมัน ไม่ใช่แค่ที่หัว พอพวกมันเคลื่อนไหวไม่ได้ สัตว์พวกนี้ก็ไม่ต่างจากเหยื่อที่รอวันตาย’
เมื่อมันพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ลิธก็เสกน้ำแข็งหนาเป็นแผ่นแล้วหลบมัน หมูป่าเสียหลักลื่นไถลไปตามน้ำแข็ง หมุนคว้างเหมือนลูกข่าง
มันพุ่งไปกระแทกกับต้นโอ๊คยักษ์ที่ลิธจงใจล่อให้ชน เสียงกระดูกหักดังลั่น ลิธขยับเข้าไปใกล้ในระยะยิงเพื่อไม่ให้พลาดเป้า แต่ก็ยังคงรักษาระยะปลอดภัยไว้เสมอ
‘เหยื่อที่จนมุม คือเหยื่อที่อันตรายที่สุด จงเคารพเหยื่อ อย่าดูแคลนมัน เพราะมันต้องการแค่การโจมตีเพียงครั้งเดียวเพื่อฆ่าเจ้า’ ลิธระลึกถึงคำสอนของเซเลีย
ลิธทำมือเป็นรูปปืน ชี้เล็งไปยังเป้าหมายก่อนยิงศรน้ำแข็งทะลุเข้าตาขวาของหมูป่า เจาะทะลุถึงสมอง
สัตว์ร้ายทรุดฮวบลงกับพื้น แต่ลิธก็ยังยิงซ้ำเข้าที่ตาซ้ายอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“โอเค มันตายแล้ว ทีนี้ปัญหาคือฉันจะหิ้วมันออกจากป่ายังไงดี? เวทจิตวิญญาณของฉันน่าจะยังไม่แข็งแรงพอจะหิ้วสัตว์หนักหลายร้อยกิโลกลับไปถึงบ้านเซเลียได้ ถึงแม้จะทำได้จริง แล้วฉันจะอธิบายยังไง?”
ลิธเคาะนิ้วลงบนต้นไม้ใกล้ ๆ อย่างกระวนกระวาย พยายามหาทางแก้ปัญหาเผื่อว่าจะต้องสู้เพื่อปกป้องเหยื่อของตัวเอง แต่จู่ ๆ ซากสัตว์ก็หายไป
“อะไรวะเนี่ย!? หมูป่าหายตัวได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ใครอยู่ตรงนั้น?”
เขารีบใช้วิสัยทัศน์แห่งชีวิต สแกนพื้นที่รอบตัวเพื่อหาศัตรู แต่สิ่งมีชีวิตที่พอจะตรวจพบได้ก็มีแค่พวกนกตัวเล็กกับสัตว์ฟันแทะเท่านั้น
“โอเค เรื่องนี้เริ่มน่าขนลุกละ แต่ฉันต้องเอาหมูของฉันคืนมาให้ได้”
หมูป่าปรากฏขึ้นอีกครั้งบนพื้นดิน ใกล้กับลิธเสียจนเขากระโดดถอยหนีด้วยความตกใจ
“ใครกำลังเล่นตลกกับฉัน? แกเป็นใคร?” ลิธตะโกนลั่นขณะเหลียวหาเส้นทางหนีที่ดีที่สุด
‘ศัตรูที่ล่องหนสามารถฆ่าฉันได้ง่าย ๆ ช่างหัวหมูมันไปก่อน ฉันต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด’ เขาคิดในใจ
‘ไม่จำเป็นต้องหนี’ เสียงหญิงสาวนุ่มนวลตอบขึ้นในหัวของเขา ‘ฉันไม่ใช่ศัตรูของนายหรอกโฮสต์’
“โอเค ถ้าจะหลอกให้ฉันกลัวจนตายล่ะก็ เธอทำได้ดีมาก ว่าแต่หมายความว่าไงว่า ‘โฮสต์’? แล้วเธออยู่ที่ไหนกันแน่?” ลิธกวาดตามองไปรอบ ๆ ศัตรูนั้นดูเหมือนจะล่องหนแม้แต่ต่อประสาทสัมผัสทางเวทมนตร์ของเขา
‘เลิกมองหาได้แล้ว ฉันอยู่ตรงคอของนายไง’
ลิธคว้าถุงสะพายขึ้นมาโดยอัตโนมัติแล้วขว้างมันทิ้งไป ในที่สุดเขาก็เห็นได้ชัดเจนว่าพลังชีวิตและการไหลเวียนของมานาในหินนั้นมีมากกว่าที่เคย
ลิธเก็บมันไว้ในจุดอับสายตาเสมอ และเพราะมันไม่มีประโยชน์ เขาจึงลืมใช้วิสัยทัศน์แห่งชีวิตตรวจสอบมันนับตั้งแต่วันที่ถูกลอบโจมตี
“โอเค ฉันไม่ชอบเล่นเกมทายปริศนา บอกมาว่าเธอคือใคร หรือเป็นอะไรกันแน่ ไม่งั้นข้าจะไปแล้ว ถึงฉันจะเสียดายที่ต้องทิ้งของมีค่าแบบนี้ไป แต่มันไม่คุ้มที่จะต้องทนฟังหินลึกลับพูดในหัวของฉันทั้งวันทั้งคืน”
‘ได้โปรด อย่าไปเลย!’ เสียงนั้นเปลี่ยนเป็นสิ้นหวัง ‘ฉันจะตายถ้าไม่มีโฮสต์’
“พอได้แล้วกับปริศนาน่ารำคาญ!” ลิธกล่าว “เธอคือตัวอะไรกันแน่?”
‘จิตของเราถูกเชื่อมโยงกันแล้ว ฉันจะแสดงให้ดู มันง่ายกว่าการอธิบายมาก’
ทันใดนั้น จิตของลิธก็เต็มไปด้วยภาพและความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาเอง เขาเกือบคิดว่าตัวเองถูกส่งไปยังที่อื่น ถ้าภาพเหล่านั้นไม่มีช่องโหว่จนยังมองเห็นบางส่วนของป่าไม้ผ่านภาพได้อยู่
‘ขอโทษด้วย แต่พลังของฉันแทบจะไม่เหลือแล้ว นี่คือสิ่งดีที่สุดที่ฉันทำได้’
ลิธเห็นหอคอยขนาดมหึมา ส่วนฐานลึกลงไปจนเหมือนแตะก้นมหาสมุทร ปลายยอดสูงเสียดฟ้าราวกับจะแตะท้องฟ้าได้ เขารับรู้ได้ว่าทั้งโครงสร้างของมันนั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยพลังมานา
วันหนึ่ง เจ้าของหอคอยก็ได้สิ้นชีวิตลง และเมื่อไร้มานาคอยหล่อเลี้ยงแก่นกลาง หอคอยก็เริ่มเสื่อมสลาย หลายร้อยปีผ่านไป หอคอยยังคงแสวงหาเจ้าของคนต่อไป โดยใช้ภาพลวงตาขับไล่ผู้ที่ไม่เก่งพอหรือไม่คู่ควร
เมื่อเวลาผ่านไป หอคอยก็ใช้พลังทั้งหมดที่มี และเพื่อหลีกเลี่ยงความตาย มันจึงต้องยอมเสียสละตนเอง
เพื่อยืดอายุของตน หอคอยเริ่มกลืนกินผนัง พื้น และทุกสิ่งภายในตัวมันเอง แม้แต่ความทรงจำของมันเองก็ไม่เว้น
หลายศตวรรษผ่านไป ตอนนี้เหลือเพียงแก่นกลางของหอคอย ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าก้อนกรวด มันไม่มีอะไรเหลือเลย นอกจากจิตสำนึกรู้ในตัวตนของมันเอง แทนที่จะกลายเป็นเครื่องมือไร้จิตใจ มันจึงตัดสินใจเดิมพันครั้งสุดท้าย
มันส่งสัญญาณออกไป ให้สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่มีพลังเวทมนตร์แม้เพียงเล็กน้อย ที่พอจะสามารถรักษาชีวิตของมันได้ให้ได้รับรู้ แก่นหอคอยสัมผัสได้ว่าทุกวินาทีที่ผ่านไปชีวิตของมันกำลังเลือนหาย
เมื่อผู้ตอบรับสัญญาณรายแรกคือไรย์ แก่นหอคอยพยายามสื่อสารกับสัตว์ร้าย แต่มันก็ไร้ผล จิตวิญญาณของมันแตกต่างจากเจ้าของคนแรกมากเกินไป การเชื่อมโยงจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้
เมื่อความหวังพังทลาย แก่นหอคอยจึงทำได้เพียงรอจุดจบของตน
แต่แล้วผู้ช่วยชีวิตก็มาถึง เขาช่วยแก่นหอคอยจากปากของสัตว์ร้าย เขายังใช้เลือดของตนเองเชื่อมโยงกับแก่นหอคอย ก่อนที่มันจะเข้าสู่ห้วงนิทราอันลึกล้ำเพื่อฟื้นฟูบาดแผล
ภาพทั้งหมดหายไป ทิ้งลิธไว้ตามลำพังกับถุงใบนั้นและซากหมูป่าที่ตายแล้ว
จิตใจของลิธเต็มไปด้วยความสับสน จนไม่สามารถคิดอะไรได้นอกจากเรื่องตลกไร้สาระ
“งั้นแบบนี้เราถือว่าแต่งงานกันแล้วใช่มั้ยเนี่ย?”