- หน้าแรก
- Supreme Magus
- ตอนที่ 15 แตกหัก
ตอนที่ 15 แตกหัก
ตอนที่ 15 แตกหัก
แผนเดิมของเขาคือฆ่าพวกมันทั้งหมด ลบหลักฐาน แล้วจัดการให้โอร์พัลเกิด “อุบัติเหตุ” ขึ้น แต่พอลิธใจเย็นลง เขาก็รู้ตัวว่าแผนนั้นโง่มากและมีช่องโหว่เต็มไปหมด
‘ถ้าเด็กหนุ่มห้าคนหายไปอย่างลึกลับในหมู่บ้านเงียบสงบอย่างลูเทีย มันต้องเกิดความวุ่นวายขึ้นแน่ นอกจากนี้แล้วยังมีโอร์พัลที่รู้ว่าพวกมันมาที่นี่อีก ถ้าเขาค้นพบว่าพวกมันหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาอาจเข้าใกล้ความจริงมากเกินไปจนน่าวิตก’
‘ฉันไม่อยากให้เขามีอะไรมาเอาเปรียบฉัน นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่าพวกโง่เหล่านี้เคยเล่าแผนการของพวกเขาให้คนรู้จักฟัง การฆ่าพวกเขาไม่ใช่ทางออก มีปัจจัยมากเกินกว่าที่ฉันจะควบคุมได้’
‘กรณีที่เลวร้ายที่สุดคือถ้าฉันทำให้โอร์พัลหายไปด้วย ครอบครัวของฉันก็จะเป็นห่วงและเสียใจเพราะเขา สิ่งสุดท้ายที่ฉันต้องการคือทำให้เขากลายเป็นคนที่ถูกสังคมประณาม! ฉันอยากให้เขาชดใช้ ให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิตอันน่าเวทนานั่น!’ ลิธคิด
ระหว่างคิดอยู่ ลิธก็ปล่อยสายฟ้าจากมือขวา เปิดใช้คาถาไว้สองสามวินาที แล้วเว้นช่วงให้พวกที่รุมเขาได้พักหายใจ ก่อนจะปล่อยไฟฟ้าซ้ำอีกครั้ง
พวกเขาสูญเสียการควบคุมกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ไปนานแล้ว เมื่อพวกเขาไม่ได้ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด พวกเขาก็สะอื้นและขอความเมตตา
‘จะปล่อยให้ขยะพวกนี้รอดไปง่าย ๆ ไม่ได้เหมือนกัน’
ลิธตั้งใจเว้นช่วงระหว่างแต่ละคลื่นไฟฟ้า ช่วงพักสั้น ๆ แบบนั้นจะทำให้พวกเขาคิดว่าการความทรมานจบแล้ว ก่อนจะถูกลิธช็อตซ้ำอีก
เขายังพยายามรักษาช่วงเวลาระหว่างการช็อตให้นานพอที่จะทำให้แน่ใจว่าร่างกายของพวกเขาจะไม่ปรับตัวให้เคยชินกับความเจ็บปวด ทำให้แน่ใจว่าการช็อตแต่ละครั้งจะเจ็บเท่าๆ กับครั้งแรก
‘การลงโทษพวกเขาไม่เพียงพอ ฉันต้องการทำลายพวกเขา!’ เขาคิด
ตัวแปรมันเยอะเกินไป และลิธก็เบื่อเต็มทีกับการวนเวียนคิดไม่จบ เขาจึงตัดสินใจใช้แผนแรกสุดของตัวเองที่เคยใช้บนโลก โดยดัดแปลงใหม่เล็กน้อย
‘พวกนั้นก็ขยะไม่ต่างกัน สงสัยจังว่าหลังจากที่ฉันตายไป แล้วรูปที่มีชื่อพวกมันโผล่บนเน็ต พวกมันจะรู้สึกยังไงกันบ้าง’
ลิธยิ้มเย็นชาอย่างเหี้ยมเกรียม เมื่อคิดถึงการล้างแค้นย้อนหลังที่แทงข้างหลังพวกมันหลังผ่านไปหลายปี
ลิธทำให้พวกเด็กทั้งห้าสลบ แล้วใช้เวทจิตวิญญาณจัดท่าทางร่างกายของพวกนั้นใหม่
‘ฉันต้องเก็บเวทจิตวิญญาณกับเวทผสานธาตุไว้เป็นความลับ ต้องจัดฉากให้ดูเหมือนฉันชนะได้ด้วยเวทมนตร์ธรรมดา ๆ การจัดการเด็กผู้ชายห้าคนได้พร้อมกันมันเว่อร์เกินสำหรับเด็กห้าขวบ ฉันต้องแยกพวกมันออกจากกัน’ เขาคิด
เขานำไม้กลับไปใส่มือเจ้าของเดิม พร้อมป้ายเลือดให้ดูเหมือนเป็นหลักฐาน
ขณะที่ลิธกำลังจัดรายละเอียดสุดท้ายอยู่ เขาก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเขาดังมาจากที่ไกล ๆ
‘บ้าเอ๊ย! ฉันใช้เวลาคิดนานเกินไป ครอบครัวฉันคงให้ใครบางคนมาตามหาฉันแล้ว แบบนี้แผนส่วนใหญ่พังแน่ ฉันต้องปรับตัวตามสถานการณ์และหวังว่าพวกเขาจะไม่ได้ส่งโอร์พัลมา ไม่งั้นเละแน่’ เขาคิด
ลิธมองลอดหน้าต่างออกไป เห็นเอลินากำลังเดินจ้ำตรงมาทางบ้านเซเลีย
‘ดีเลย แม่มา! ถ้าเป็นเรนาหรือพ่อจะดีกว่านี้ แต่นี่ก็พอใช้ได้อยู่’
พอเธอเข้าใกล้พอ ลิธก็ครางตอบรับเสียงเรียกของเธอ พลางเปิดประตูอย่างช้า ๆ ขณะที่ร้องขอความช่วยเหลือ
เอลินารีบวิ่งสุดแรง เมื่อเธอเดินผ่านประตูเข้ามา สิ่งที่เธอเห็นทำให้หัวใจเย็นเฉียบ มีเลือดกระจายเต็มพื้น และมีฟันอยู่ด้วย และลิธก็ดูแทบไม่เหลือเค้าเดิม
เขาเสียเลือดจากบาดแผลหลายแห่ง ใบหน้าบวมปูดจนแทบมองไม่เห็นดวงตาท่ามกลางรอยฟกช้ำดำเขียว
ลิธกอดแขนซ้ายแน่นราวกับบาดเจ็บหนัก และทุกครั้งที่เขาอ้าปากพูด เอลินาก็เห็นว่าในปากเขากลายเป็นซากเลือดเละเทะไปแล้ว
“แม่! แม่! ขอบคุณพระเจ้าที่เป็นแม่” เสียงของลิธผิดเพี้ยนไปเพราะบาดแผล ทำให้เสียงของเขาฟังดูแปร่ง ๆ
“ผมกลัวว่าพวกเขาจะฟื้นขึ้นมาก่อนจะขอความช่วยเหลือได้ พวกเขาพยายามจะฆ่าผม แม่... ผมไม่มีแรงจะสู้แล้ว”
เอลินารีบโผเข้ากอดลูกชายทันที เธอได้ยินเสียงเขาครางออกมา ละรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนของเขาจากความเจ็บปวดที่เกิดจากการสัมผัสที่อ่อนโยนเช่นนั้น
“ลูกแม่! ลูกรักของแม่ ใครทำกับลูกแบบนี้?” ทั้งสองเริ่มร้องไห้พร้อมกัน เอลินาร้องเพราะความหวาดกลัวสุดขีด ส่วนลิธร้องเพราะในอ้อมกอดของแม่ เขาเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองสามารถปล่อยความโกรธและความกลัวทั้งหมดออกมาได้
“โอร์พัล! ทุกอย่างเป็นความผิดของเขา! พวกนี้เป็นเพื่อนของเขาทั้งนั้น! พวกเขาเล่าแผนออกมาเอง ตอนที่คิดว่าผมกำลังจะตาย!”
เอลินาช็อกกับคำพูดเหล่านั้น ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องเลวร้ายแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ แต่พวกเขาทั้งห้าก็เป็นเพื่อนสนิทของโอร์พัลจริง ๆ และหนึ่งในนั้น ริเซล ก็ยังถือไม้ของปู่ตัวเองอยู่ ไม้ที่มีเลือดเปื้อนอยู่
เอลินามองไปที่ศีรษะของลิธ สังเกตเห็นรอยฟกช้ำและบาดแผลที่มีรูปทรงเหมือนไม้เท้าได้อย่างง่ายดาย
“ทำไมพวกเขาถึงต้องทำร้ายลูก? แล้วพวกเขาจะไปรู้ได้ยังไงว่าวันนี้เซเลียไม่อยู่บ้าน?” เอลินาพูดกับตัวเองอย่างใช้ความคิด
ท่ามกลางเสียงสะอื้นและคร่ำครวญ ลิธกลับแอบยิ้มอยู่ภายใน เขารู้ว่าการป้อนข้อมูลตรง ๆ เป็นทางเลือกสุดท้าย มันจะสร้างผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่าถ้าเธอปะติดปะต่อเรื่องเองได้
“ลูกรักษาตัวเองไม่ได้เลยเหรอ? แม้แค่นิดเดียว?” น้ำเสียงของเอลินาเต็มไปด้วยความกังวล อาการของลูกดูเลวร้ายมาก ซึ่งลิธก็เดาไว้แล้วว่าจะถูกถามแบบนี้
“ตอนนี้พอได้พักหน่อย ผมก็พอจะรักษาได้ครับ...แต่ผมจะไม่ทำ”
“ทำไมล่ะ?” คำตอบนั้นฟังดูไร้เหตุผล เอลินาเริ่มกังวลว่าอาการบาดเจ็บจะส่งผลต่อจิตใจของลูกเธอแล้ว
“เพราะตอนที่แม่กับพ่อจะตัดสินใจว่าจะทำยังไงกับโอร์พัล ผมอยากให้แม่เห็นกับตาว่าเขาทำอะไรกับผมไว้!” ลิธตะโกน ก่อนจะไอออกมาเป็นเลือดจากแผลที่เขาจงใจเปิดให้เลือดไหลอีกครั้ง
“โอร์พัลเกลียดผมมาตลอด และเขาก็จะเกลียดผมต่อไป! ไม่ว่าจะช่วยงานบ้านหรือช่วยทำการรักษาเขาก็ไม่สน! ไม่ว่าผมจะล่าสัตว์ได้มากแค่ไหน หรือหาเงินเข้าบ้านได้แค่ไหน มันก็ไม่เคยพอสำหรับเขา!” ลิธยังคงร้องไห้และตะโกนอย่างใส่อารมณ์
“ผมเป็นลูกที่แย่ขนาดนั้นเหรอ? เป็นน้องชายที่เลวขนาดนั้นเหรอ ถึงสมควรโดนแบบนี้?” ลิธกอดเธอแน่นทั้งน้ำตา
เอลินาไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดี... เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก่อนที่เธอจะโอบกอดลูกแน่น แล้วอุ้มเขาขึ้นจากพื้น พากลับบ้านทันที
จากนั้น เธอก็พาครอบครัวทั้งหมดมาที่บ้านของเซเลีย เพื่อให้พวกเขาได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง เรื่องนี้มันร้ายแรงเกินกว่าจะปิดบังลูก ๆ ได้
เมื่อโอร์พัลเห็นลิธ เขาก็หน้าซีดเผือดเหมือนเห็นผี เอลินาปฏิเสธที่จะเรียกชื่อเขา และหากสายตาสามารถฆ่าคนได้ เขามั่นใจว่าเธอจะทำให้เขาตายคาที่นั่น
‘มันพลาดตรงไหนวะ? พวกงั่งนั่นรู้แผนดีอยู่แล้ว! แค่ซ้อมให้เข็ด ให้มันรู้จักเคารพคนอื่น ปากมากกันจริง ๆ! ตอนนี้พ่อแม่โง่ ๆ ของฉันคงจะเล่นงานฉันไม่เลิกแน่’ โอร์พัลคิด
เมื่อเขาเห็นเลือดเต็มพื้น พร้อมเพื่อน ๆ ที่ยังนอนสลบอยู่ตรงนั้น เขารู้สึกเหมือนชีวิตตัวเองกำลังพังทลาย
ทันทีที่เอลินาเปิดทางให้ ราซก็รีบโผเข้ากอดลิธ แล้วตรวจดูอาการของลูกชาย จากนั้นเขาก็มองไปรอบห้อง และจำผู้ก่อเหตุทั้งห้าคนได้ทันที
“เรนา ไปเรียกพ่อแม่ของพวกนี้มา แล้วพาทิสตาไปด้วย พ่อไม่อยากให้เธอได้ยินสิ่งที่พ่อกำลังจะพูด” ราซหน้าซีดกว่าลูกชายคนโตเสียอีก เขากำมือแน่นจนเลือดไหลออกมา
เอลินาเพียงกระซิบคำพูดสี่คำกับเขาหลังจากกลับมาพร้อมลิธ
“โอร์พัลเป็นคนทำ” ตอนแรกเขาไม่อยากเชื่อว่าลูกชายของเขาจะทำเรื่องแบบนี้ได้ แต่ความจริงมันกลับปรากฏออกมาอย่างน่ากลัวจนเข้าใจได้ง่ายเกินไป
ไม่มีใครนอกครอบครัวของพวกเขาที่รู้ว่าลิธทำงานให้เซเลีย และไม่มีใครอื่นที่จะรู้ได้ว่าวันและเวลาไหนที่ลิธจะอยู่เพียงลำพังในบ้านของเธอ
แต่สิ่งที่เจ็บปวดและปฏิเสธไม่ได้ที่สุดก็คือ ไม่มีใครนอกจากโอร์พัล ที่จะเกลียดลิธได้มากขนาดนี้ เขาแทบไม่รู้จักใครเลยนอกจากคนในครอบครัวกับเพื่อนสนิทไม่กี่คน
ลิธมุ่งมั่นช่วยเหลือทุกคนมาโดยตลอด โดยเฉพาะทิสตา จนเขาไม่เคยมีเวลาไปหาเพื่อนหรือศัตรูเลย
ความคิดนั้นราวกับฉีกหัวใจของราซออกเป็นชิ้น ๆ แต่เขาก็จำเป็นต้องรู้ความจริง
“ลูกทำใช่ไหม?” ราซจ้องตาโอร์พัลตรง ๆ
ความเงียบอันน่าหวาดหวั่นปกคลุมทั่วห้อง เผยให้เห็นความจริงที่ราซพยายามปฏิเสธ และพยายามมองหาเหตุผลอื่นแทน
แต่ก็ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลย
“ทำไม... ทำไมลูกถึงทำกับน้องได้แบบนี้?” น้ำตาไหลพรากจากดวงตาของเขา
“พ่อ! ผมสาบานได้ มันไม่ใช่อย่างที่พ่อคิด! ผมอธิบายได้นะ!” โอร์พัลพยายามหาข้อแก้ตัวอย่างสิ้นหวัง
“มันยังมีอะไรให้แก้ตัวอีกเหรอ?” ราซตะโกนด้วยความเดือดดาล
“พวกนั้นไม่ใช่เพื่อนของลูกเหรอ?”
“ใช่ครับ... แต่…”
“ไม่ใช่ลูกเหรอที่เป็นคนสั่งพวกเขา? ไม่ใช่ลูกที่วางแผนว่าจะซุ่มโจมตีลิธยังไง เมื่อไหร่ ที่ไหน? ไม่ใช่เพราะแผนของลูกที่ทำให้ลิธเกือบถูกซ้อมตายเหรอ? ลูกจะอธิบายเรื่องพวกนี้ยังไง?”
“เพราะนั่นไม่ใช่แผนของผม! พวกเขาไม่ฟังผม เหมือนกับพ่อ! พ่อไม่เคยฟังผมเลย! ไม่เคยปล่อยให้ผมทำตามที่ต้องการ คอยเข้าข้างแต่ไอ้ปลิงกับยัยพิการนั่น พ่อไม่เคยอยู่ข้างผมเลย! ไม่เคยเลย!”
“พวกเขาแค่ทำเกินกว่าเหตุเหรอ? นี่คือคำแก้ตัวของลูกงั้นเหรอ?” ราซไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“ลูกหมายความว่า การซุ่มทำร้ายและซ้อมน้องชายตัวเอง มันไม่ผิดถ้าทำแต่พอดีเหรอ?” เขาชูกำปั้นขึ้นอย่างอยากจะสั่งสอนโอร์พัลให้สำนึก แต่เอลินาห้ามไว้ทัน
“วันนี้มีเลือดหลั่งมากเกินไปแล้ว อย่าทำเลย มีแต่ทำร้ายตัวเอง เขาไม่มีทางกลับตัวได้แล้ว” เอลินาร้องไห้เช่นกัน แต่ใบหน้าและน้ำเสียงของเธอกลับเย็นชา เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
ราซเสียใจเกินกว่าจะยืนอยู่ได้อีกต่อไป เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ใกล้ ๆ แล้วปล่อยโฮออกมา
“เธอพูดถูก ที่รัก ฉันจำไม่ได้แล้วว่าพยายามสอนเขากี่ครั้ง ว่าความเคารพต้องให้ก่อนถึงจะได้รับ ว่าเราคือพ่อแม่ของเขา ไม่ใช่เพื่อนเล่น เราควรจะช่วยให้ลูกเข้าใจความผิด ไม่ใช่สนับสนุนพวกเขา”
“เหล่าเทพเจ้ารู้ดีว่าฉันพยายามจะสอนเขาว่า พี่น้องของเขาไม่ใช่ข้าทาสบริวาร ว่าความเป็นผู้นำของลูกผู้ชายอยู่ที่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่พละกำลัง ฉันรู้ว่าฉันไม่ใช่พ่อที่สมบูรณ์แบบ แต่ฉันก็ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว”
“ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับเขาอีกแล้ว เอลินา” ราซปาดน้ำตาของตัวเอง มองภรรยาเพื่อขอแรงใจ
“ฉันเห็นด้วย แม้ตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้สึกผิดเลย เขาไม่เคยรักน้องชายของเขาเลยด้วยซ้ำ เขาเริ่มขโมยอาหารและเรียกชื่อล้อเลียนลิธตั้งแต่ก่อนที่ลิธจะเดินได้เสียอีก มันชัดเจนว่าเขาไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าความผิดของเขาร้ายแรงแค่ไหน”
“ฉันเชื่อว่าถ้าเราปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไป เขาก็จะทำมันอีก ถ้าไม่ใช่กับลิธ ก็ต้องเป็นทิสตา ฉันจะไม่ยอมให้เขาทำร้ายครอบครัวเราไปมากกว่านี้เด็ดขาด”
เธอบีบมือของราซแน่น เพื่อหาพลังใจที่เธอต้องการ
“ฉันคิดว่าเราควรตัดเขาออกจากครอบครัว ถอนชื่อเขาออก และแจ้งความเขากับพรรคพวกในข้อหาพยายามฆ่าต่อกองกำลังหมู่บ้าน”
“ขอบคุณนะ ที่รัก” ราซไม่มีน้ำตาให้ร้องอีกแล้ว หัวใจของเขาแข็งกร้าวลง และน้ำเสียงก็หนักแน่น
“ฉันไม่คิดว่าฉันจะมีแรงพอที่จะพูดมันออกมาได้เอง”