เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 13 วิธีการใหม่ และปัญหาใหม่

ตอนที่ 13 วิธีการใหม่ และปัญหาใหม่

ตอนที่ 13 วิธีการใหม่ และปัญหาใหม่


ลิธวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งออกจากป่าได้ เขาหันกลับไปมองเป็นระยะ ๆ ใช้เวทวิสัยทัศน์แห่งชีวิตตรวจดูว่าโดนตามาไหม

“ไม่มีร่องรอยของไรย์แล้ว แต่กันไว้ก่อนดีกว่าแก้ ฉันคงทำให้เจ้าสัตว์วิเศษนั่นโกรธมากทีเดียว ควรให้เวลามันระบายอารมณ์แล้วไปหาล่าเหยื่อที่ง่ายกว่านี้จะดีกว่า”

เขาใกล้ไปถึงบ้านเซเลียแล้วถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ากำลังถือหินวิเศษอยู่ ลิธจึงเปิดใช้วิสัยทัศน์แห่งชีวิต ตรวจดูมันใกล้ ๆ

สิ่งแรกที่เขาสังเกตได้คือ ขอบที่เคยหยาบของหินนั้นเรียบขึ้นแล้ว มันไม่ทิ่มผิวหนังเขาอีก ผิวขรุขระยังอยู่อยู่ แต่ตอนนี้มันดูเหมือนลูกหินอ่อนมากกว่า

เสียงหึ่ง ๆ ของมันหยุดไปได้สักพักแล้ว และพลังชีวิตของหินวิเศษก็นั้นอยู่เท่าเดิม แต่ลักษณะของมันก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ตอนที่เขาเห็นมันครั้งแรก พลังชีวิตของมันเหมือนเทียนใกล้จะดับ แต่ตอนนี้กลับนิ่งและมั่นคงแล้ว

การเตือนเซเลียเรื่องสัตว์วิเศษสำคัญกว่า เขาจึงซ่อนหินนั้นในถุงหนังที่คล้องคอไว้ตลอด ก่อนจะเคาะประตูบ้านเธอ

ลิธเล่าเรื่องทุกอย่างให้เธอฟัง เขาบรรยายขนาดและพลังของไรย์อย่างละเอียด จนเซเลียถึงกับตะลึง แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดถึงการต่อสู้เลย

ลิธบอกเธอว่าเขาวิ่งหนีทันทีที่สบตากับมัน และรอดมาได้เพราะเวทมนตร์ของเขา เขายังยกแขนเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งให้เธอดูเป็นหลักฐานด้วย

“พระเจ้าช่วย เจ้าเด็กนี่” เธอยังไม่ยอมเรียกชื่อเขาตรง ๆ “เจ้าโชคดีจริง ๆ ที่มันไม่คิดจะเอาจริง ถ้าไรย์เลือกจะไล่ล่าล่ะก็ ป่านนี้เราคงไม่ได้มานั่งคุยกันแบบนี้หรอก อย่างไรก็ตาม ขอบใจนะที่มาเตือนฉันก่อน แทนที่จะวิ่งไปหาพ่อแม่ของเจ้า” เซเลียว่าแล้วก็ขยี้หัวเขาเบา ๆ

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมมาที่นี่ก่อน?”

“เพราะถ้าเจ้าไม่ได้มาที่นี่ก่อน พ่อแม่ของเจ้าก็คงจับเจ้าขังไว้ในบ้านไปแล้ว และคงมีคนใดคนหนึ่งมาที่นี่เพื่อเตือนฉันแทนเธอ”

ลิธถึงกับชะงัก เขาเพิ่งรอดพ้นจากสิ่งที่น่ากลัวกว่าไรย์เสียอีก

“คุณพูดถูก บอกพวกเขาไปคงไม่ดีแน่ ไม่อย่างนั้นผมอาจจะหมดสิทธิ์ออกล่าไปตลอดชีวิต”

“อืม ฉันว่าเจ้าควรหยุดพักที่ช่วงเช้าที่เหลือไปก่อน คิดข้ออ้างเรื่องแขนเสื้อให้ดีแล้วกลับบ้านซะ” เซเลียพูดพลางเดินไปที่โรงเก็บของใกล้บ้าน ที่เธอใช้หมักเนื้อสัตว์ที่ล่าได้

“เอานี่ไปสิ เป็นการขอบใจที่มาเตือน” เธอยื่นกระต่ายกับบลิงเกอร์ที่พร้อมปรุงให้เขา

“เดิมทีฉันกะว่าจะเข้าไปในป่า แต่คิดว่าพักช่วงเช้าไปก่อนตามที่ฉันแนะนำดีกว่า จะได้เอาเวลานี้ไปตากหนังที่เหลือแทน ไว้บ่ายค่อยไปล่าต่อ น่าจะปลอดภัยมากกว่า”

ลิธก้มตัวขอบคุณเธอ เขารู้ดีว่าเนื้อสัตว์เหล่านั้นมีค่ามากในลูเทีย แม้แต่กับนักล่าฝีมือดีอย่างเซเลีย ไหนจะเรื่องที่เธอเพิ่งช่วยให้เขารอดพ้นจากการถูกกักบริเวณไปตลอดชีวิตอีก

เขาใช้เวลาที่เหลือของตอนเช้าพยายามทำความเข้าใจกับวิธีใช้หินวิเศษ มันดูเหมือนกำลังดูดกลืนมานาของลิธ ไม่ใช่ในแบบปรสิต แต่คล้ายกับกำลังเล็มมานาที่ร่างกายเขาปล่อยออกมาเองตามธรรมชาติ

หินก้อนนั้นแค่สูดสิ่งที่ร่างกายของลิธคายออกมา เข้าไปเท่านั้น ไม่ได้มากไปกว่านั้น

ลิธลองใส่มานาเข้าไปในหินวิเศษ แต่ก็ไม่เป็นผล จากนั้นเขาก็ร่ายเวทธาตุโดยถือหินไว้ เพื่อดูว่าพลัง ความเร็วในการร่าย หรือบริเวณที่ผลกระทบจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม

การทดลองทั้งหมดของเขาไม่ให้ผลใด ๆ หินก้อนนี้ดูเหมือนหินธรรมดาทั่วไป

“หินมันไม่มีการไหลของมานาที่ชัดเจนแบบนี้ แล้วก็แน่นอนว่ามันไม่มีพลังชีวิต บางทีมันอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัว ชาร์จพลัง หรืออะไรสักอย่าง ไรย์ทำให้มันเสียหายหนักเลย หวังว่าจะไม่พังไปแล้วนะ ถ้ามันไม่เริ่มทำร้ายต่อฉัน ฉันก็จะเก็บมันเอาไว้ก่อน”

“มันอาจเป็นสมบัติประเภทหนึ่ง ไม่แน่อาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับมันอยู่ในหนังสือของแม่เฒ่าก็ได้ ฉันแค่ต้องใจเย็น ๆ เอาไว้”

วันท้าย ๆ ของฤดูใบไม้ร่วงผ่านไปอย่างสงบ จนกระทั่งฤดูหนาวมาถึง

เมื่ออายุครบห้าขวบ ลิธได้แสดงพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์มากขึ้น ทำให้เห็นว่าเขามีค่าต่อครอบครัวเพียงใด

เขามักจะตื่นเป็นคนแรก แล้วใช้เวทมนตร์อุ่นบ้านทั้งหลัง แม้กระทั่งพื้นก็อบอุ่นไปด้วย ดังนั้นเตาผิงจึงถูกจุดไว้เพียงเพื่อบรรยากาศอันแสนอบอุ่น และเพื่อให้ครอบครัวได้มานั่งรวมกันรอบกองไฟ โดยเฉพาะในค่ำคืนฤดูหนาวที่มีพายุโหมกระหน่ำ ซึ่งเป็นธรรมเนียมประจำครอบครัวของพวกเขา

แม้กระทั่งการทำอาหารก็มอบหมายให้ลิธดูแล เอลิน่าจะเป็นคนเตรียมวัตถุดิบ ส่วนลิธจะปรุงอาหาร เขาทำให้มันสุกได้เร็วและอร่อยกว่าเตาอบระบายอากาศซะอีก พร้อมทั้งยังคอยอุ่นซุปให้ร้อนอยู่ตลอดมื้ออาหาร

เขาไม่สามารถออกไปล่าสัตว์ได้อีกเพราะสภาพอากาศที่เลวร้าย พ่อแม่ของเขาเข้มงวดเรื่องนี้อย่างมาก แต่ลิธก็ยังสามารถไปบ้านเซเลียเพื่อช่วยทำงานบ้านให้เธอได้อยู่

ตลอดปีที่ผ่านมา เธอขี้เกียจเสียจนต้องพึ่งพาลิธในการทำความสะอาดบ้าน ไปจนถึงการฆ่าเชื้ออุปกรณ์ต่างๆ ของเธอ

นี่เป็นวิธีที่ลิธได้ประโยชน์สองต่อ ตอนนี้เขามีข้ออ้างที่จะไปเอาเนื้อที่เก็บไว้ส่วนตัวได้เมื่อไหร่ก็ได้ที่หิว แถมเซเลียยังต้องจ่ายค่าจ้างให้เขาสำหรับงานบ้านให้เขาอีกด้วย

ลิธยินดีจะทำให้ฟรีๆ แค่เพื่อได้ออกจากบ้าน แต่พ่อแม่เขาไม่เห็นด้วย ดังนั้นเซเลียจึงต้องจ่ายเหรียญทองแดงสองสามเหรียญให้เขาสำหรับค่าทำความสะอาดบ้าน และจ่ายให้เอลิน่าสำหรับค่าซักผ้า

เอลิน่าและราซต่างก็ยินดีรับรายได้เพิ่ม และการซักผ้าให้แปดคนแทนที่จะเป็นเจ็ดคนก็ไม่ได้ลำบากอะไร โดยเฉพาะเมื่อลิธคอยจัดหาน้ำร้อนให้อย่างไม่จำกัด

‘ยินดีที่ได้รู้จัก ผมลิธ นักต้มน้ำระดับเทพ’ เขามักจะบ่นพึมพำอยู่ในใจบ่อยครั้ง

ในช่วงสัปดาห์แรกของฤดูหนาว ลิธก็มีความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าจะใช้เทคนิคการฟื้นพลังในการสร้างภาพร่างร่างกายของคนอื่นได้อย่างไร

ตอนนี้เขาสามารถปล่อยมานาไหลซึมเข้าไปในร่างกายของคนอื่น แล้วค่อยๆ ควบคุมการไหลของมานาในตัวฝ่ายตรงข้าม ทำให้ลิธรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสภาพร่างกายของคนที่ตรวจได้

วิธีเดียวที่จะทำได้คือต้องคงการสัมผัสทางกายเอาไว้ และค้นหาเส้นทางที่จะใช้มานาเข้าสู่ร่างกายคนไข้โดยไม่ก่ออันตราย

ลิธรีบลองใช้กับทิสตาทันที และสิ่งที่เขาพบทำให้เขาตกใจมาก

ร่างกายเธอเต็มไปด้วยสารคล้ายยางมะตอย ซึ่งเขาเรียกว่า “สิ่งเจอปน” เพราะหาคำที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้ และต้นเหตุของทั้งหมดนี้ก็มาจากปอดของเธอ

ปอดของทิสตามีเนื้อเยื่อปกติแค่ครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือดูเหมือนก้อนสีดำปนน้ำตาลที่เต็มไปด้วยสิ่งเจอปน เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเจือปนเหล่านี้ก็ค่อยๆ แพร่เข้าสู่เนื้อเยื่อปอดและหลอดลมที่ยังดีอยู่

ในช่วงแรกการอุดตันเหล่านี้แค่ทำให้เธอไอ แต่ไม่นานหลังจากนั้นมันก็ลุกลามจนเธอเป็นปอดบวม

หลังจากคิดดูอยู่พักหนึ่ง ลิธมั่นใจว่าเขาหาทางแก้ที่ดีกว่าสิ่งที่เคยทำมาแล้วได้ แต่มันเป็นวิธีที่ค่อนข้างน่าอายมาก

แม้ว่าอายุจริงเขาจะสามสิบแล้ว แต่ร่างกายก็ยังเป็นเด็กห้าขวบ เขารู้สึกกระอักกระอ่วนมากที่จะพูดเรื่องบางอย่าง โดยเฉพาะกับผู้หญิงในครอบครัว

หลังจากสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อสงบสติ เขาก็เรียกราซกับเอลิน่ามาขอความช่วยเหลือและขออนุญาต

เขาต้องอธิบายขั้นตอนให้ง่ายลงมากๆ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจได้

“ผมยังรักษาทิสตาให้หายขาดไม่ได้ แต่ผมเจอวิธีที่น่าจะช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเยอะ ในกรณีดีที่สุดอาการส่วนใหญ่ของเธออาจจะหายไปเลย”

“แล้วกรณีที่แย่ที่สุดล่ะ?” ราซถามอย่างกังวล

“แย่ที่สุดก็แค่เธอจะยังเป็นเหมือนเดิม แต่ผมอยากให้พ่อแม่ไว้ใจผม”

ผิดจากที่เขาคาดไว้ พวกเขาไม่คัดค้านหรือถามอะไรเลย พวกเขาเชื่อมั่นในความสามารถด้านเวทมนตร์ของลิธอย่างเต็มที่ และในสายตาของพวกเขา ลิธก็เป็นเพียงแค่เด็กห้าขวบ ส่วนทิสตาก็อายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น

เธอยังไม่ได้โตเป็นสาวเลย สำหรับพวกเขายังรู้สึกเหมือนกับเมื่อวานนี้เองที่พวกเขายังอาบน้ำด้วยกันในอ่างไม้

ขั้นแรกเป็นส่วนที่ง่ายที่สุด ลิธจะควบคุมการไหลของมานาในร่างทิสตาแล้วเติมมานาของเขาเข้าไปจนเต็ม จากนั้นจึงบังคับให้สิ่งเจือปนเคลื่อนออกจากอวัยวะภายในไปยังผิวหนัง

เธอจะรู้สึกร้อนตลอดเวลา เหมือนกับเป็นไข้อ่อน ๆ

เมื่อสิ่งเจือปนส่วนใหญ่ใกล้จะโผล่ขึ้นมาที่ผิวหนัง ลิธก็ขอให้ปิดตาเขาไว้ และให้เอลิน่าหรือเรน่ามาอยู่ดูขั้นตอนนี้ด้วย

ทิสตายังเป็นเด็ก และลิธกลัวว่าเมื่อเวลาผ่านไปอาจจะมีคนสงสัย ในยุคกลางของโลกเดิม ความสัมพันธ์ร่วมสายเลือดเป็นเรื่องน่าขยะแขยงแต่กลับพบได้บ่อย เขาจึงไม่อยากให้ใครคิดว่าเขาเป็นคนผิด

ขั้นที่สองซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย ต้องให้ทิสตาแช่ตัวอยู่ในอ่างไม้ที่ลิธเตรียมน้ำร้อนกับสบู่ไว้แล้ว

เขาจำกลิ่นเหม็นที่สิ่งเจือปนเหล่านั้นส่งออกมาได้ดี และในฤดูหนาว การระบายอากาศในบ้านก็ทำได้ยาก โดยเฉพาะกับสภาพของทิสตา

ความหนาวเป็นศัตรูที่เลวร้ายที่สุดของเธอ

จากนั้นเขาก็สามารถแยกสิ่งเจือปนออกมาได้โดยใช้เวทมนตร์น้ำ เขาสร้างและควบคุมกระแสน้ำให้นวดไปทั่วร่างกายทิสตา ลิธจะรีบทำลายสิ่งเจือปนเหล่านั้นทันทีด้วยเวทมนตร์มืด เพื่อป้องกันไม่ให้มันส่งกลิ่นออกมา

มันเป็นกระบวนการที่ยากลำบาก เพราะต้องใช้ทั้งเวทมนตร์น้ำและเวทมนตร์มืด แถมยังต้องคงเวทมนตร์การฟื้นพลังไว้ตลอดเวลา หลังจากรักษาเสร็จแล้ว เขาก็ใช้เวทมนตร์น้ำดูดน้ำบนตัวเธอออกจนหมด แล้วผสมเวทมนตร์ไฟกับลมสร้างเป็นไดร์เป่าผมชั่วคราว

พอทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ทิสตาดูเหมือนเพิ่งกลับจากสปา ส่วนลิธกลับดูเหมือนเพิ่งกลับจากเหมืองแร่ เขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อและหอบหายใจแรง

“รู้สึกยังไงบ้าง?”

ทิสตาสูดหายใจลึกหลายครั้ง

“ไม่เคยรู้สึกดีแบบนี้มาก่อนเลย! จริง ๆ นะ! แล้วก็ ฉันฝันมาตลอดว่าอยากอาบน้ำในฤดูหนาว แทนที่จะต้องเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น ขอบคุณนะน้องชาย นายพึ่งทำให้ความฝันสองอย่างของฉันเป็นจริง!” เธอพยายามจะกอดเขา แต่เขายกแขนขึ้นป้องกันตัว

“ได้โปรด อย่าเลย ตอนนี้ผมนี่สกปรกสุด ๆ อย่าทำลายการทำงานหนักของผมเลย ผมต้องการอาบน้ำ กินอะไรสักหน่อย แล้วก็พักสักสองชั่วโมง อย่างน้อยน่ะนะ”

ทั้งแม่และพี่สาวพยักหน้ารับ

“ลิธจ๊ะ สิ่งที่ลูกทำกับน้ำนั่นคืออะไรเหรอ?” เอลิน่าถาม

“แม่หมายถึง...”

‘ให้ตายสิ จะบอกได้ไงว่าผมลอกเลียนแบบไฮโดรมาสซาจ พวกเขาไม่มีภาษาละตินที่นี่นะ จะเรียกจากุซซี่หรืออะไรก็ไม่ได้ ช่างเถอะ ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะมาเล่นมุกอะไรแล้ว’ เขาคิด

“...นวดด้วยน้ำ?”

“ใช่เลย! มันดูผ่อนคลายมาก ทิสตาหลับไปหลายรอบระหว่างการรักษา มันต้องสบายมากแน่ ๆ” เรน่าพูดด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความคาดหวัง

“แล้วที่ลูกทำให้ผมเธอแห้งนั่น ลูกทำอีกได้ไหม?” เอลิน่าถามมากขึ้น ทำให้จุดประสงค์ของพวกเธอชัดเจนขึ้นทุกวินาที

ลิธแทบทรุด เขาไม่มีเวลาจะมาเล่นบทสุภาพกับใครแล้ว

“แม่หมายความว่าอยากได้การนวดด้วยน้ำร้อนด้วยใช่ไหม?”

ทั้งเรน่าและเอลิน่าพยักหน้ารัว ๆ พร้อมกับประสานมือกันเป็นเชิงขอร้องเงียบ ๆ

“แต่…” ลิธพูดติดอ่าง “แม่กับเรน่า...”

เขากำลังพยายามหาวิธีพูดคำว่า “เซ็กซี่” ให้สุภาพ ลิธยังจำร่างเปลือยของเอลิน่าได้ตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นทารก และเธอก็ยังคงดูดีมากแม้อายุจะมากขึ้น

เรน่าตอนนี้อายุสิบเอ็ดแล้ว อาจเป็นเพราะวิถีชนบท หรือเพราะโลกใหม่นี้ แต่เธอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มมีส่วนเว้าส่วนโค้งขึ้นมาบ้างแล้ว เริ่มมีความนุ่มนวลน่ามองในจุดที่ควรจะเป็น

ลิธยังลำบากใจอยู่แล้วตอนนวดน้ำให้ทิสตา ซึ่งแบนราบเหมือนกระดาน มีเพียงผมยาวเท่านั้นที่บอกว่าเธอเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย

“ก็เราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่ ทุกคนต่างฝันว่าจะได้อาบน้ำในฤดูหนาวโดยไม่ต้องกลัวเป็นหวัดหรืออะไรแย่ ๆ ลูกไม่รู้หรอกว่าพวกเราตัวเหม็นแค่ไหนหลังจากทำงานในคอกสัตว์ ที่ล้อมรอบไปด้วยกลิ่นสัตว์กับมูลพวกมัน”

“บางทีเหม็นจนเรานอนไม่หลับด้วยซ้ำ ลูกช่วยพวกเราได้ไหม?” เอลิน่า ผู้เป็นแม่ ไม่เข้าใจเลยถึงความกังวลของลิธ และพยายามใช้กลยุทธ์ที่ทำให้เขารู้สึกผิด

ลิธยอมแพ้

“ก็ได้ ขอผมพักก่อนแล้วจะช่วย แต่ยังไงก็ต้องปิดตาผม แล้วก็ต้องมีคนเป็นพยานด้วย!”

ทั้งสองคนหัวเราะลั่น

“จะกังวลอะไรนักหนา ลูกก็ยังเป็นเด็ก ไม่ใช่พวกนักเลงสักหน่อย”

‘ฉันอยากจะบอกว่าฉันเป็นสุภาพบุรุษ แต่ก็ไม่รู้จักคำศัพท์สำหรับมัน จะบอกว่าฉันเป็นผู้ชายก็คงยิ่งทำให้พวกเธอหัวเราะหนักกว่าเดิม บ้าจริง ร่างเด็กห้าขวบนี่’ เขาคิด

“มารยาท” คำนี้เป็นคำเดียวที่เขานึกออกในคลังศัพท์ของตัวเอง

“ให้ตายเถอะ นี่คงจะเป็นฤดูหนาวที่ยาวนานสุด ๆ เลย”

จบบทที่ ตอนที่ 13 วิธีการใหม่ และปัญหาใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว